
เปิดปมค่าไฟอัตราก้าวหน้า ผู้เชี่ยวชาญเตือนเสี่ยงผิดกฎหมาย-ถูกฟ้องซ้ำรอยอดีต
ชำแหละค่าไฟอัตราก้าวหน้า ทำไมแนวคิดช่วยคนจน อาจกลายเป็นปัญหาใหม่ ผู้เชี่ยวชาญเตือนเสี่ยงผิดกฎหมาย ถูกฟ้องซ้ำรอยอดีต ระบุค่าไฟต้องสะท้อนต้นทุน
KEY
POINTS
- ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่านโยบายค่าไฟอัตราก้าวหน้าที่ให้คนใช้ไฟมากจ่ายแพงเพื่ออุดหนุนคนใช้ไฟน้อย อาจเป็นการอุดหนุนข้ามกลุ่มซึ่งเสี่ยงผิดกฎหมาย
- แนวทางดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะถูกฟ้องร้องซ้ำ
ค่าไฟอัตราก้าวหน้าที่รัฐบาลหมายมั่นปั้นมือจะนำมาใช้ เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อย หรือผู้ที่ใช้ไม่เกิน 200 หน่วยต่อหน่วยให้จ่ายในราคาที่ถูกลง โดยใช้วิธีเรียกเก็บค่าไฟแพงขึ้นจากผู้ที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยต่อเดือน
โดยตั้งเป้าให้มีผลบังคับใช้ในเดือนมิถุนายน 2569 แต่จนถึงเวลานี้ค่าไฟรูปแบบใหม่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะสามารถดำเนินการให้มีผลยังคับใช้ได้ทัน
ขณะที่ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ได้ส่งผลสำรวจความคิดเห็นต่อข้อเสนอการปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า (Progressive Rate) ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ซึ่งผลปรากฏว่า มัผู้คัดค้านค่าไฟอัตราก้าวหน้ามากที่สุดถึง 33% ให้กับนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อประกอบการพิจารณาของภาคนโยบายต่อไป
ทั้งนี้ “ฐานเศรษฐกิจ” จะพาไปดูมุมมอง และความคิดเห็นต่อค่าไฟอัตราก้าวหน้าว่าเป็นอย่างไร เหมาะที่จะนำมาใช้กับประเทศไทยหรือไม่
รูปแบบการคิดค่าไฟไทยในปัจจุบัน
ต่อกรณีดังกล่าวแหล่งข่าวผู้เชี่ยวชาญทางด้านค่าไฟกล่าวให้ความเห็นกับ ”ฐานเศรษฐกิจ“ โดยอธิบายว่า ลำดับแรกต้องตัดคำว่าค่าไฟอัตราก้าวหน้าออกไปก่อน ปัจจุบันประเทศไทยใช้วิธีการเก็บค่าไฟในรูปแบบที่เรียกว่า Time of Use Traffic หรือ Time of Use Rate (TOU) ซึ่งจะเป็นการคิดค่าไฟตามช่วงเวลาของการใช้ โดยแบ่งเป็นช่วง On – Peak ซึ่งจะคิดค่าไฟในอัตราที่สูง และOff – Peak จะคิดค่าไฟถูกกว่า
โดยมองว่าTOU เป็นเรทที่เหมาะสมที่สุด เพราะเป็นอัตราที่สะท้อนให้เห็นว่าช่วง Peak หากใช้ไฟฟ้ามากก็จะแพง ส่วนช่วง Off-peak จะเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนปใช้ไฟในช่วงดังกล่วนี้ เพื่อให้โรงไฟฟ้าทั้งระบบมีประสิทธิภาพและเดินเครื่องได้อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี แต่ปัญหาคือไม่ใช่ประชาชนทุกคนที่สามารถใช้ไฟแบบ TOU ได้ เช่น บ้านอยู่อาศัยที่เวลาตอนเย็นกลับเข้ามาที่บ้านก็ต้องเปิดไฟเปิดแอร์
ดังนั้น หากบ้านอยู่อาศัยไปใช้ TOU เรทก็อาจจะไม่ได้ดีเท่าใดนัก เพราะราคาค่าไฟฟ้าะแพง จึงมีอัตราใหม่ที่ผู้ใช้เลี่ยงไม่ได้สำหรับบ้านอยู่อาศัยคือ อัตราขั้นบันไดซึ่งหากใช้อัตราเดียวตลอดประชาชนก็จะไม่ประหยัด ใช้มากใช้น้อยจ่ายเท่ากัน จึงมีกลไกให้ประชาชนที่ใช้น้อยจ่ายถูกหน่อย และคนใช้มากจ่ายแพงขึ้นอีกนิดหนึ่ง ซึ่งในต่างประเทศก็ใช้ระบบขั้นบันไดเหมือนกัน
ประเด็นก็คือถูกหน่อยกับแพงหน่อยมไม่ใช่ถูกมากกับแพงมาก โดยตรรกะ (Logic) ควรเป็นแค่ Penalty (บทลงโทษ) เล็กน้อยเพื่อให้ระบบมีประสิทธิภาพ ไม่ได้คิดอย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็นอัตราแบบไหน เป้าหมายคือทำให้ระบบมีประสิทธิภาพ คือผู้ใช้ใช้ไฟฟ้าสูงจ่ายแพงกว่าเพื่อเป็น Penalty นิดหน่อย
ค่าไฟอัตราก้าวหน้าเสี่ยงทำไม่ได้
สำหรับวิธีที่รัฐบาลกำลังจะใช้อยู่ในตอนนี้ ไม่ใช่การใช้หลักประสิทธิภาพ แต่เป็นหลักนำคนรวยมาชดเชยคนจน ซึ่งโดยหลักตาม พ.ร.บ. และตามกฎหมายทำไม่ได้ หากใช้ตรรกะนี้จะถูกฟ้อง เหมือนในอดีตที่เคยมีการนำเงินจากภาคอุตสาหกรรมไปช่วยผู้ใช้ไฟฟรี 50 หน่วย ทำให้ค่าไฟอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น
สุดท้ายภาคอุตสาหกรรมฟ้องศาล และ กกพ.รวมถึง กพช. ก็แพ้คดี โดยศาลระบุว่าวิธีที่เรียกว่า การอุดหนุนข้ามกลุ่ม (Cross-subsidy) ซึ่งเป็นการนำเงินกลุ่มหนึ่งไปช่วยอีกกลุ่มหนึ่งนั้นทำไม่ได้ และสั่งไม่ให้ทำอีก แต่ให้ไปหากลไกอื่นแทน เช่น การหารเฉลี่ยกันทั้งประเทศแบบค่าไฟสาธารณะแบบนี้ทำได้ เพราะถือเป็นภาระของทั้งประเทศ แต่หากจะเจาะจงเก็บจากคนกลุ่มหนึ่งไปช่วยอีกกลุ่มหนึ่ง ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเบี่ยงเบนจากต้นทุนมากเกินไปก็ถือว่าผิดหลักการ
หากให้เปรียบเทียบก็จะเหมือนตำรวจจับรถจอดข้างถนน ควรจะแค่ปรับนิดหน่อย ไม่ใช่จับไปจำคุก การนำคนรวยมาช่วยคนจนในอัตราที่ห่างกันมากเกินไป ก็เหมือนการจับเขาไปจำคุก ในความเป็นจริงขั้นบันไดควรมีเพราะบางคนเลี่ยงไม่ได้ แต่ต้องใช้กลไกราคามาเบี่ยงนิดเดียวเพื่อประสิทธิภาพ ไม่ใช่ตั้งเป้านำเงินคนรวยมาช่วยคนจนอย่างที่รัฐบาลประกาศ ซึ่งผิดหลักการและจะถูกฟ้องแพ้ในที่สุด
ค่าไฟต้องสะท้อนต้นทุน-เพิ่มประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม หากถามว่าระบบค่าไฟปัจจุบันถือว่ามีประสิทธิภาพและถูกต้องแล้วใช่หรือไม่ ในความคิดเห็นส่วนตัวมองว่า ค่าไฟควรมีการปรับเปลี่ยนให้สะท้อนต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ ไม่ใช่ปรับเพื่อวัตถุประสงค์อื่น การปรับอัตรา TOU หรือขั้นบันไดต้องมีตรรกะที่อธิบายได้และใช้ข้อเท็จจริงมาดูว่าทำอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ระยะห่างของแต่ละขั้น (Step) ไม่ควรห่างกันมากเกินไป ควรห่างแค่พอให้รู้สึกว่าเป็นบทงโทษไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตานำเงินก้อนจากผู้ใช้คนหนึ่งไปชดเชยให้อีกคนหนึ่ง
พับแผนเก็บเพิ่มผู้ใช้ไฟเกิน 400 หน่วย
ส่วนความคืบหน้าล่าสุดนั้น นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า แนวทางการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่อยู่ระหว่างทบทวนแนวทางที่เหมาะสม หลังจาก กกพ. ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อข้อเสนอการปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า ซึ่งจะยุติแนวทางนี้ไว้ก่อน
ยอมรับว่าอาจจะคิดเร็วไป ต้องฟังเสียงทุกคนด้วยความปรารถนาดี กระทรวงฯต้องการลดค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไฟน้อย 200 หน่วยแรกบ้านอยู่อาศัย วิธีที่เร็วที่สุด เดิมทีระบบคนจนแบกคนรวย คนใช้ไฟน้อยไปแบกคนใช้ไฟมาก ก็เลยจะเซฟ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท แต่ต้องไปชาร์จคนที่ใช้ไฟ 400 หน่วยขึ้นให้แพงขึ้น ซึ่งเรทคำนวนออกมาที่รับฟังความคิดเห็นเกิน 5 บาท ก็มีเสียงวิพากวิจารณ์และเสียงสะท้อนกลับมาว่า 400 หน่วยขึ้นไปเดือดร้อน หลายคนถึงใช้ไฟเยอะก็ไม่รวย เช่น บ้านของคนที่มีผู้อยู่อาศัยเยอะ และนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมติดแผงโซลาร์ฯก็ไปติดไม่ทัน เพราะตอนนี้เรื่องแผงโซลาร์ไปเต็บสูบ เรื่องลดขั้นตอนการอนุญาตให้ส่งเสริมการติดตั้ง แพคเก็จกู้ลดดอกเบี้ยลดเงินดาวน์ รวมถึงการเปิดโอกาสให้ถ้าผลิตไฟเกินจะรับซื้อที่ 2.20 บาทต่อหน่วย ปริมาณ 500 เมกะวัตต์ เดือน มิ.ย.นี้ทำแน่นอน ก็ต้องให้เวลา 400-500 หน่วยขึ้นไปกว่าจะติดแผงโซลาร์ฯเซฟค่าไฟต้องใช้เวลา
ดังนั้นวิธีการให้ผู้ที่ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 400 หน่วยขึ้นไป ปรับราคาค่าไฟฟ้าขึ้นแบบขั้นบันไดเพื่อมาเซฟ 200 หน่วยน่าจะมีปัญหาจากการเปิดรับฟังความคิดเห็นมา ก็ต้องมาคิดทบทวนใหม่







