
อย่าสับสน! ทอท.ปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก 1,120 บาท คนละเรื่องกับภาษีขาออก
อย่าสับสน! AOT ปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก หรือ PSC จาก 730 บาท เป็น 1,120 บาท คนละเรื่องกับภาษีขาออก ที่ยังอยู่ระหว่างการศึกษาของกระทรวงการคลัง ทำเอาหลายคนกำลังเข้าใจผิด พร้อมเทียบค่า PSC สนามบินอื่นคิดราคาเท่าไหร่
วันนี้ (วันที่ 9 เมษายน 2569) จากกรณีที่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) AOT หรือ ทอท.ประกาศปรับขึ้น “ค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ” (Passenger Service Charge: PSC) ใหม่เป็น 1,120 บาท จากเดิม 730 บาท/คน ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งจะรวมผู้โดยสารคนไทยและคนต่างชาติ ที่เดินทางไปต่างประเทศ โดยออกจากสนามบินหลักทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบิน ดอนเมือง สนามบินเชียงใหม่ สนามบินแม่ฟ้าหลวงเชียงราย สนามบินภูเก็ต และสนามบินหาดใหญ่
AOT ปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก หรือ PSC จาก 730 บาท เป็น 1,120 บาท คนละเรื่องกับภาษีขาออก Exit Fee
ประเด็นการจัดเก็บค่า PSC เป็นคนละเรื่องกับแนวคิดในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมขาออก" (Exit Fee) 1,000 บาท จากคนไทยเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาของกระทรวงการคลัง เป็นคนละเรื่องกัน เป็นคนละส่วนกัน และไม่เกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด
โดยค่า PSC ของทอท. นั้น มีการเรียกเก็บอยู่แล้ว โดยปกติจะถูกรวมไว้ในราคาตั๋วเครื่องบิน จากเดิมค่า PSC 730 บาท ปรับเป็น 1,120 บาท เท่ากับเพิ่มขึ้น 390 บาท
โดยเก็บทั้งคนไทยและต่างชาติ ซึ่งอาจส่งผลให้ตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น
การจัดเก็บค่า PSC ของสนามบินต่างๆ มีอัตราดังนี้
- สนามบินชางงี Changi สิงคโปร์ PSC รวมประมาณ 1,600–1,800 บาท
- สนามบิน ฮาเนดะ Haneda ญี่ปุ่น ราว 700 บาท
- สนามบินนาริตะ Narita ญี่ปุ่น ราว 750 บาท
- สนามบินอินชอน Incheon เกาหลีใต้ ราว 450 บาท
- สนามบินแวนคูเวอร์ แคนานา ราว 1,020-1,140 บาท
- สนามบินมิวนิก ราว 3,940 บาท
ส่วนการเก็บค่า Exit Fee 1,000 บาท (เฉพาะคนไทยที่เดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ ยกเว้น คนไปทำงาน หรือการเดินทางเพื่อไปศึกษาต่อ ) ของรัฐบาล เป็นเพียงแนวคิดในขั้นเสนอ ยังไม่มีผลบังคับใช้จริง แต่ หากมีการบังคับใช้จริง เท่ากับคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศ จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นครั้งละ 1,390 บาท
นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) หรือ AOT อธิบายว่า เรื่อง PSC ทาง ทอท. ได้พิจารณา แล้วก็ศึกษา ตามมาตรฐานการบิน ICAO (องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ) แล้วก็ต้นทุนทุกอย่างเป็นไปตามหลักการและข้อเท็จจริงทั้งหมด
เราไม่มีความกังวลใดๆ เรายืนยันและให้คำสัญญาว่า จะเร่งปรับปรุงท่าอากาศยาน ให้สามารถให้บริการผู้โดยสารได้ดีขึ้น และทำให้ผู้โดยสารรู้สึกว่าสิ่งที่ได้จ่ายให้กับท่าอากาศยานมีความคุ้มค่า ไม่ได้นำไปชดเชยรายได้จากกรณี King Power ขอคืนสัมปทาน Duty Free
สิ่งที่กระทบกับราคาตั๋วโดยสารในปัจจุบัน คือ ราคาน้ำมันมากกว่า โดย ทอท. ได้มีการคาดการณ์และเตรียมรับมือกับสถานการณ์สงครามไว้แล้ว
AOT เชื่อว่าไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจในการเดินทางของผู้โดยสารสำหรับการเลือกจุดหมายปลายทาง ซึ่งนอกจากการศึกษาของ ทอท. แล้ว ยังมีงานวิจัยมากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้
ขณะที่นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงการจัดเก็บ "ค่าธรรมเนียมขาออก" (Exit Fee) 1,000 บาท จากคนไทยเดินทางไปต่างประเทศ หวังโกยรายได้หมื่นล้านบาท เพื่อมาสนับสนุนโครงการกระตุ้นไทยเที่ยวไทย
ค่าธรรมเนียมดังกล่าว
เป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การเก็บภาษีเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งเป็นพระราชกำหนดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2526 ที่ประเทศไทยเคยดำเนินการจัดเก็บมาแล้วช่วงปี 2540
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เป็นแนวความคิดที่จะศึกษาของกระทรวงการคลัง ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไม่มีอำนาจจัดเก็บในส่วนนี้ แต่จากการที่กระทรวงการคลังได้เชิญสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมหารือ ก็มีความกังวลว่า จะนำเงินที่ได้จากการจัดเก็บไปทำอะไร และใช้อย่างไร
นายสุรศักดิ์ ระบุว่า หลักการของการจัดเก็บภาษีครั้งนี้อยู่บนความคิดของจัดเก็บผู้ที่เดินทางออกนอกประเทศเพื่อการท่องเที่ยวเท่านั้น ส่วนวีซ่าประเภทอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นทูต วีซ่า Work Permit และวีซ่าต่างๆ จะพิจารณาเป็นบางกลุ่มที่ยกเว้นได้
โดยคาดการณ์ว่าจากฐานข้อมูลคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศเฉลี่ยปีละ 10 ล้านคน จะสามารถสร้างรายได้เข้าสู่รัฐได้ประมาณ 10,000 ล้านบาทต่อปี
ทั้งนี้เม็ดเงินส่วนนี้จะถูกนำไปใช้เป็นงบประมาณอุดหนุนโครงการ "เที่ยวคนละครึ่ง" จำนวน 10 ล้านสิทธิ์ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศและสกัดเม็ดเงินไหลออกนอกประเทศ
ในส่วนของขั้นตอนการดำเนินงาน ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือรายละเอียดเพิ่มเติมกับกระทรวงการคลัง เนื่องจากมาตรการดังกล่าวมีกฎหมายรองรับอยู่เดิมแล้ว หากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบก็สามารถประกาศบังคับใช้ได้ทันที
ทั้งนี้ในอดีตประเทศไทยเคยมีการจัดเก็บภาษีดังกล่าวในอัตรา 500 บาท ก่อนจะยกเลิกไป โดยรัฐมนตรีฯ ระบุว่าหากเปรียบเทียบกับการปรับขึ้นของค่าตั๋วเครื่องบิน ภาษีจำนวน 1,000 บาทถือว่ามีผลต่อการตัดสินใจน้อยกว่า และเป็นการระดมทุนที่มีวัตถุประสงค์ชัดเจนในการกลับมาส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศต่อไป
“โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบนี้เราจะทำให้ภาคการท่องเที่ยวของไทยมีศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องรองบประมาณภาครัฐ รวมทั้งยังสามารถวางแผนการดำเนินงานในระยะยาวได้ด้วย เพราะมีงบฯ ดำเนินงานที่ชัดเจน” นายสุรศักดิ์กล่าว







