
คลังขึ้นภาษีอีวี ไม่ต่ำกว่า 30% ชงครม.ใน 2 สัปดาห์ บังคับใช้ ม.ค.70
คลังชงครม.เคาะขึ้นภาษีอีวีนำเข้าทั้งคัน เป็นไม่ต่ำกว่า 30% ภายใน 2 สัปดาห์ หวังให้ทันบังคับใช้ 1 ม.ค 70 เป็นต้นไป มุ่งศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ชั้นนำของภูมิภาค
KEY
POINTS
- กระทรวงการคลังเตรียมเสนอ ครม. ปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่นำเข้าทั้งคัน จากเดิมประมาณ 10% เป็นไม่ต่ำกว่า 30%
- คาดว่าจะเสนอเรื่องให้ ครม. พิจารณาภายใน 2 สัปดาห์ และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป
- มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้ค่ายรถยนต์เร่งตั้งโรงงานผลิตในประเทศ และเพื่อปกป้องผู้ผลิตรถยนต์ที่ลงทุนในไทยอยู่แล้ว
- การปรับขึ้นภาษีครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อรถยนต์ EV ที่มีฐานการผลิตในประเทศ ซึ่งจะยังคงจำหน่ายในราคาเดิม
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเตรียมเสนอการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ให้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาใน 2 สัปดาห์ โดยจะเป็นการขึ้นภาษีเฉพาะรถยนต์อีวี ที่นำเข้ามาทั้งคัน โดยไม่มีชิ้นส่วนที่ผลิตจากในประเทศไทยเลย
สำหรับปัจจุบันไทยเก็บภาษีรถยนต์ส่วนนี้ที่ประมาณ 10% จะเพิ่มเป็นไม่ต่ำกว่า 30% เพื่อต้องการปกป้องค่ายรถยนต์เดิมที่ลงทุนสร้างโรงงานและมีเครือข่ายการผลิตในไทยอยู่แล้ว ขณะเดียวกัน ก็ต้องการให้ค่ายรถยนต์ที่ยังใช้วิธีนำเข้า ต้องเร่งเข้ามาตั้งโรงงานผลิตในไทยเพิ่มเติม โดยคาดว่าภาษีใหม่จะมีผลบังคับใช้ 1 ม.ค 70 เป็นต้นไป
“การปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตนี้ จะทำให้ราคารถอีวีนำเข้าที่มีการซื้อตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.70 เป็นต้นไป มีราคาแพงขึ้น ตัวอย่างถ้าเป็นรถราคา 1 ล้านบาท เดิมจะเสียภาษี 10% หรือ 1 แสนบาท แต่หากขึ้นภาษีใหม่ไปเป็น 30% กว่า จะทำให้ราคารถแพงขึ้นไม่ต่ำกว่า 2 แสนบาททันที“
ทั้งนี้ หากโครงสร้างภาษีอัตราใหม่มีผลบังคับใช้ จะทำให้คนที่อยากซื้อรถอีวีนำเข้า และต้องการรับภาษีอัตราเดิมต้องรีบซื้อภายในปลายปีนี้ ส่วนรถอีวีที่มีโรงงานผลิตในประเทศ จะขายราคาเดิม ไม่เกี่ยวกับการปรับภาษีอีวีในรอบนี้
แหล่งข่าวกล่าวว่า ยุทธศาสตร์ยานยนต์ไฟฟ้าของไทยเริ่มต้นเมื่อ 4-5 ปีก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ไทยตกขบวนและเสียตำแหน่งศูนย์กลางยานยนต์ของภูมิภาค โดยรัฐบาลได้อัดฉีดมาตรการ อีวี 3.0 -3.5 ซึ่งประสบความสำเร็จในการดึงดูด 8 ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากจีนเข้ามาสร้างโรงงานผลิตในไทย
เพื่อรองรับการขายและส่งออกไป มาเลเซีย ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย แต่เมื่อเข้าสู่เฟสถัดไป ภาครัฐจึงมีความจำเป็นต้องดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อปกป้องและรักษาสภาพแวดล้อมการลงทุนระยะยาวของประเทศ
ปฏิรูปภาษี 3 ระดับ สร้างมาตรฐานเมด อิน ไทยแลนด์
ขณะเดียวกัน ในการปฏิรูปภาษีครั้งนี้ คือการรื้อเกณฑ์สัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ หรือโลคอล คอนเทนท์ โดยนำกลไกภาษีสรรพสามิตมาใช้เป็นเครื่องมือ ภายใต้มาตรฐาน เมด อิน ไทยแลนด์ ซึ่งปรับจากมาตรฐานปัจจุบัน ที่นำกำไร ค่าแรง และค่าไฟมารวมคำนวณได้ แต่ต่อไปจะเน้นการใช้ชิ้นส่วนที่มีเทคโนโลยีสูง มาใช้คำนวณเพื่อนับเป็นโลคอล คอนเทนท์แทน
ทั้งนี้ จะแบ่งโครงสร้างภาษีออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ อัตราต่ำสุดสำหรับผู้ประกอบการที่มีโรงงานและใช้ชิ้นส่วนในประเทศครบถ้วน, อัตรากลางสำหรับผู้ที่มีโรงงานแต่ยังพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนสูง และอัตราสูงสุดสำหรับรถยนต์ที่นำเข้าทั้งคันโดยไม่มีโรงงานในประเทศ
ปกป้องไทย ศูนย์กลางผลิตยานยนต์ชั้นนำของภูมิภาค
นอกจากนี้ ทิศทางการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์ยุคใหม่ จะไม่กำหนดอัตราแยกตามประเภทเทคโนโลยี แต่จะใช้เกณฑ์ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นบรรทัดฐาน ยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษน้อยจะได้รับอัตราภาษีต่ำ เพื่อจูงใจให้เกิดการพัฒนายานยนต์สะอาดอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี บีอีวี อาร์อีอีวี หรือ ไฮบริด
ส่วนกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าการปรับขึ้นภาษีนำเข้าเป็นการเอาใจค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นนั้น ยืนยันว่า ไม่ใช่การเอาใจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นโรดแมปยุทธศาสตร์ที่วางไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ต้น ซึ่งเริ่มจากการดึงดูดการลงทุน การสร้างห่วงโซ่อุปทาน การกำหนดเกณฑ์โลคอล คอนเทนท์ และการออกมาตรการปกป้องตามลำดับ
”การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตอีวี ในครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์มุ่งสู่การผลิตที่แท้จริงภายใต้มาตรฐาน เมด อิน ไทยแลนด์ พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นและรักษาเสถียรภาพในฐานะศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ชั้นนำของภูมิภาค“







