thansettakij
thansettakij
รัฐบาลอนุทินรื้อ ‘ภาษีบาป’ ดึง 1.4 หมื่นล้านเข้าคลัง

รัฐบาลอนุทินรื้อโครงสร้าง ‘ภาษีบาป’ ดึง 1.4 หมื่นล้านเข้าคลัง

รัฐบาลอนุทิน เปิดฉากปฏิรูประบบ ‘ภาษีบาป’ ดึงเงินปีละ 1.4 หมื่นบาท เข้าคลัง ยันผู้ประกอบการสุรา-ยาสูบเสียภาษีเท่าเดิม ฝั่ง ‘สรรพสามิต’ รับลูก จ่อแก้กฎกระทรวง

KEY

POINTS

  • รัฐบาลเสนอรื้อโครงสร้าง "ภาษีบาป" โดยยกเลิกการจัดสรรเงินภาษีจากสุราและยาสูบที่เคยส่งตรงให้ 4 หน่วยงานนอกงบประมาณ เช่น สสส. และไทยพีบีเอส
  • การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะทำให้รายได้ประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาทต่อปีกลับเข้าสู่คลังแผ่นดิน เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณผ่านกระบวนการของรัฐสภา
  • รัฐบาลจะยกเลิกการเก็บภาษีส่วนเพิ่ม (On-top) แต่จะปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตปกติในจำนวนที่เท่ากัน ทำให้ผู้ประกอบการยังคงเสียภาษีในอัตราเดิม ไม่ใช่การเอื้อประโยชน์ให้เอกชน

การปฏิรูประบบภาษีจากสินค้าที่ส่งผลกระทบด้านลบต่อสังคม หรือ “ภาษีบาป” กลายเป็นประเด็นสำคัญด้านนโยบายการคลัง ภายใต้รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หลังเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติปรับเปลี่ยนระบบการจัดสรรภาษีบาปรวม 4 ฉบับ ประกอบด้วยร่างที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคภูมิใจไทย 3 ฉบับ และร่างของรัฐบาลอีก 1 ฉบับ 

 สาระสำคัญทั้งหมดอยู่ที่การยกเลิกระบบจัดสรรเงินภาษีให้หน่วยงานและกองทุนโดยตรงนอกงบประมาณ แล้วนำรายได้กลับเข้าสู่คลังแผ่นดิน เพื่อให้การจัดสรรเงินแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นไปตามกระบวนการงบประมาณรายจ่ายประจำปี ผ่านการพิจารณาตามขั้นตอนของรัฐสภาเช่นเดียวกับหน่วยงานอื่นของรัฐ 

ภาษีบาปปีละ 1.4 หมื่นล้านบาท

 ปัจจุบันผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสุราและยาสูบต้องชำระภาษีสรรพสามิตตามอัตราปกติ พร้อมภาษีส่วนเพิ่มหรือ On-top เพื่อจัดสรรรายได้ให้กับหน่วยงานและกองทุน 4 แห่ง คือ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ ไทยพีบีเอส กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ 

ทั้งนี้ข้อมูลย้อนหลัง 4 ปี ระหว่างปีงบประมาณ 2565-2568 พบว่า แต่ละหน่วยงานได้รับเงินจัดสรรจากภาษีส่วนเพิ่ม เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 14,000 ล้านบาทต่อปี

โดยไทยพีบีเอสได้รับจัดสรร 2,090 ล้านบาทในปี 2565 ก่อนลดลงมาอยู่ที่ 1,950 ล้านบาทในปี 2566 และ 1,957 ล้านบาทในปี 2567 จากนั้นเพิ่มเป็น 2,049 ล้านบาทในปี 2568

ส่วนกองทุน สสส. ได้รับจัดสรรประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี โดยในปี 2566 ได้รับ 4,169 ล้านบาท ขณะที่ปี 2565 ปี 2567 และปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี

 ขณะที่กองทุนผู้สูงอายุได้รับจัดสรร 4,022 ล้านบาทในปี 2565 เพิ่มเป็น 4,339 ล้านบาทในปี 2566 และ 5,069 ล้านบาทในปี 2567 ก่อนอยู่ที่ 4,087 ล้านบาทในปี 2568

และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติได้รับจัดสรร 4,082 ล้านบาทในปี 2565 และ 4,168 ล้านบาทในปี 2566 ก่อนอยู่ที่ 4,118 ล้านบาทในปี 2567 และ 3,931 ล้านบาทในปี 2568

รัฐบาลอนุทินรื้อโครงสร้าง ‘ภาษีบาป’ ดึง 1.4 หมื่นล้านเข้าคลัง

สรรพสามิตแจงไม่ใช่ลดภาษีเอื้อเอกชน 

 อย่างไรก็ตาม การเสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อยกเลิกการจ่ายตรงดังกล่าว นำไปสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์และข้อสงสัยในสังคมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะประเด็นการยกเลิกการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มที่เคยส่งให้ทั้ง 4 หน่วยงานนั้น เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับภาคเอกชนเพื่อลดภาระภาษีและเพิ่มกำไร 

 ล่าสุดนายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต ออกมาระบุว่า เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากแนวทางการปรับปรุงกฎหมายเสนอไว้ 2 รูปแบบคือ รูปแบบแรกคือ ให้กองทุนรับเงินตามเดิมแล้วนำส่งคืนคลัง ซึ่งเป็นกระบวนการที่ซ้ำซ้อน

นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต

ส่วนรูปแบบที่ 2 ซึ่งเป็นแนวทางที่รัฐบาลเลือกใช้คือ ยกเลิกการจัดเก็บเงิน On-top ที่ส่งเข้ากองทุนตาม พ.ร.บ. เดิม ควบคู่ไปกับการที่รัฐบาลจะออกกฎกระทรวงตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 เพื่อปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตปกติในกลุ่มสินค้าสุราและยาสูบขึ้นในอัตราที่เท่ากัน 

 “ผลลัพธ์จะทำให้เงินส่วนเพิ่ม On-top แปรสภาพกลายเป็นภาษีสรรพสามิตปกติที่นำส่งเข้าคลังแผ่นดินโดยตรง ยืนยันว่าผู้ประกอบการภาคเอกชนยังคงต้องเสียภาษีในอัตราเท่าเดิมทุกประการ ไม่มีการลดอัตราภาษีหรือเอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชนรายใด”นายพรชัยกล่าว 

ดึงรายได้กลับเข้าระบบงบประมาณ 

 นายพรชัยกล่าวว่า การปฏิรูปครั้งนี้สอดคล้องกับ นโยบายการบริหารราชการแผ่นดินที่รัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569 ในข้อ 22.3 ซึ่งกำหนดให้จัดทำกฎหมายนำภาษีจากสินค้าที่ส่งผลกระทบด้านลบต่อสังคมกลับเข้าสู่ระบบงบประมาณแผ่นดินเพื่อรักษาวินัยการเงินการคลัง 

 นอกจากนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังได้สั่งการให้กรมสรรพสามิตศึกษาแนวทางไว้เรียบร้อยแล้ว และเนื่องจากร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวจัดเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน เมื่อร่างของ ส.ส. ผ่านขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็น สภาจะต้องส่งเรื่องมายังรัฐบาล โดยกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณจะร่วมกันทำความเห็นประกอบ พร้อมเสนอร่างกฎกระทรวงตราควบคู่กันเพื่อให้มีผลบังคับใช้พร้อมกัน 

โจทย์การคลังท่ามกลางรายได้ต่ำกว่าเป้า 

 การปรับระบบจัดสรรภาษีบาปเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลเผชิญความท้าทายด้านการจัดเก็บรายได้ โดยในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 กรมศุลกากรจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมาย 6,249 ล้านบาท ขณะที่กรมสรรพสามิตจัดเก็บต่ำกว่าเป้าหมาย 11,808 ล้านบาท 

 สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนแรงกดดันด้านรายได้ของรัฐ ท่ามกลางภาระรายจ่ายที่รัฐบาลต้องบริหารจัดการ โดยก่อนหน้านี้รัฐบาลได้วางแนวทางปฏิรูประบบราชการเพื่อประหยัดงบประมาณ และการปรับโครงสร้างภาษีบาปเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการจัดระบบรายได้ให้เข้าสู่คลังอย่างเป็นเอกภาพมากขึ้น 

 อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามต่อจากนี้ คือ การนำรายได้ภาษีบาปกลับเข้าสู่ระบบงบประมาณ จะทำให้รัฐสามารถบริหารงบประมาณได้อย่างคุ้มค่าหรือไม่ และจะกระทบต่อความต่อเนื่องของภารกิจที่แต่ละหน่วยงานรับผิดชอบหรือไม่  โดยเฉพาะความกังวลของสังคม เกี่ยวกับสื่ออย่างไทยพีบีเอส ที่ถูกมองว่า เป็นการคุกคามความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะหรือไม่ หากมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรายได้ขององค์กร ซึ่งยังต้องติดตามกันต่อไป

 

หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,242 วันที่ 8 - 10 ตุลาคม พ.ศ. 2569