thansettakij
thansettakij
‘ขุนคลัง’ มั่นใจเศรษฐกิจไทย โตทะลุ 3% พลัส สวนทาง IMF ประเมิน 2.1%

‘เอกนิติ’ มั่นใจเศรษฐกิจไทย โตทะลุ 3% พลัส สวนทาง IMF ประเมิน 2.1%

13 ต.ค. 69 | 10:44 น.
อัปเดตล่าสุด :13 ต.ค. 69 | 11:51 น.

เอกนิติ เผยต่างชาติลงทะเบียนประชุม IMF–World Bank 2026 เกือบ 2 หมื่นคน ชูไทยเป็น Trusted Connector ดันลงทุนเพิ่มทักษะแรงงาน ตั้งเป้าเศรษฐกิจโต 3% พลัส

KEY

POINTS

  • IMF–World Bank 2026 กระแสตอบรับดี เอกนิติเผยผู้ลงทะเบียนจากต่างชาติเกือบ 20,000 คน อ้างสูงสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมชูไทยเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงเศรษฐกิจโลก หรือ Trusted Connector
  • ดันเศรษฐกิจไทยด้วยการลงทุน มุ่งดึง FDI ที่ช่วยเพิ่มทักษะและรายได้แรงงานไทย พร้อมผลักดัน SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก ต่อยอดอุตสาหกรรม AI เกษตรสมัยใหม่ อาหาร และบริการทางการแพทย์
  • ตั้งเป้าเศรษฐกิจโต 3% พลัส มั่นใจไทยมีศักยภาพเติบโตสูงกว่าประมาณการ IMF ที่ 2.1% หากเดินหน้านโยบายต่อเนื่อง พร้อมเตรียมเสนอ Bangkok Blueprint เชื่อมความร่วมมือระหว่างประเทศปราบสแกมเมอร์

วันที่ 13 ตุลาคม 2569 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าร่วมการประชุม IMF-World Bank Group 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยระบุว่า การประชุมในช่วง 2 วันที่ผ่านมาได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้นำเศรษฐกิจ การเงิน และการคลังทั่วโลก สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพการประชุมระดับนานาชาติ

ดร.เอกนิติ เปิดเผยว่า มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมการประชุมจากต่างประเทศแล้วเกือบ 20,000 คน ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดนับตั้งแต่มีการจัดประชุม IMF–World Bank ตามข้อมูลที่ได้รับ พร้อมระบุว่าทั้งประธานธนาคารโลกและกรรมการผู้จัดการ IMF ได้กล่าวชื่นชมรัฐบาลและประชาชนไทยในการเป็นเจ้าภาพ รวมถึงมาตรฐานการบริหารจัดการที่สร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมงาน

นอกจากนี้ การจัดงานยังนำเอกลักษณ์และผลิตภัณฑ์จากชุมชนไทยมาจัดแสดงภายในสถานที่ประชุม โดยเฉพาะผ้าไทยและงานหัตถกรรมที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานต่างชาติ ซึ่งนอกจากช่วยเผยแพร่วัฒนธรรมไทยแล้ว ยังเป็นโอกาสประชาสัมพันธ์สินค้าและศักยภาพของผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก

 

ไทยเป็น Trusted Connector เชื่อมเศรษฐกิจโลก

ดร.เอกนิติ กล่าวว่า นอกจากความสำเร็จด้านการจัดงานแล้ว อีกบทบาทสำคัญคือการนำข้อเสนอและแนวทางนโยบายของประเทศไทยเข้าสู่เวทีเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการประชุมหัวข้อ 'Building Resilience in a Fragmented World' ซึ่งรัฐบาลไทยเป็นผู้จัด และมีผู้บริหารระดับสูงของ IMF ธนาคารโลก รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังฟินแลนด์เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

ประเทศไทยได้นำเสนอแนวคิด Trusted Connector หรือการเป็นประเทศที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจและความร่วมมือระหว่างประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เผชิญความขัดแย้งทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า และความขัดแย้งทางทหาร โดยเห็นว่าประเทศไทยมีโอกาสใช้ความน่าเชื่อถือและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นจุดแข็งในการเชื่อมโยงการค้าและการลงทุน

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ขณะเดียวกัน ไทยยังนำเสนอแนวทางใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับการจ้างงานและคุณภาพชีวิต ผ่านเวที Small AI, Big Jobs ซึ่งจัดโดยธนาคารโลก โดยนำโครงการของไทย ได้แก่ ไทยช่วยไทย พลัส และ นกกระซิบ ไปนำเสนอเป็นตัวอย่างการประยุกต์ใช้ AI เพื่อช่วยเหลือประชาชนและกลุ่มเปราะบาง ท่ามกลางวิกฤตพลังงานและความท้าทายทางเศรษฐกิจ ซึ่ง ดร.เอกนิติ ระบุว่าได้รับความสนใจจากหลายประเทศที่ต้องการนำแนวทางดังกล่าวไปปรับใช้

เสนอ Bangkok Blueprint เชื่อมโลกปราบสแกมเมอร์

ดร.เอกนิติ เปิดเผยว่า ประเทศไทยเตรียมนำเสนอแนวทาง Bangkok Blueprint ในวันที่ 14 ตุลาคม 2569 โดยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยจะเป็นผู้นำเสนอ เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานการเงินดิจิทัลและการป้องกันอาชญากรรมทางการเงินระหว่างประเทศ

แนวทางดังกล่าวต่อยอดจากประสบการณ์ของไทยในการปราบปรามสแกมเมอร์และบัญชีม้า ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลและการทำงานระหว่างหน่วยงานภายในประเทศ หรือ Connect the Dots ทั้งสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงาน ก.ล.ต. ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามและป้องกันการหลอกลวงประชาชน

สำหรับความร่วมมือระหว่างประเทศ ไทยต้องการขยายการเชื่อมโยงดังกล่าวไปสู่หน่วยงานกำกับดูแลต่างประเทศ โดยอาศัยโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบการชำระเงิน และมาตรฐานกำกับดูแลร่วมกัน โดยเฉพาะการปิดช่องโหว่ที่มิจฉาชีพใช้สินทรัพย์ดิจิทัลในการเคลื่อนย้ายเงิน รวมถึงการกำหนดกติกาการรายงานข้อมูลต่อหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อยกระดับความปลอดภัยของระบบการเงินดิจิทัลทั่วโลก

 

มั่นใจเศรษฐกิจไทยโตได้มากกว่า IMF คาด 2.1%

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงการปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยของ IMF ดร.เอกนิติ กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน และยังมีศักยภาพเติบโตได้มากกว่าตัวเลขคาดการณ์ หากรัฐบาลเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจที่ให้การลงทุนเป็นเครื่องยนต์หลัก หรือ Investment-led Growth อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับศักยภาพการผลิตและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ดร.เอกนิติ ระบุว่า การลงทุนจากต่างประเทศไม่ควรเป็นเพียงการนำเงินทุนเข้ามาสร้างโรงงานหรือขยายธุรกิจ แต่ต้องเชื่อมโยงกับการพัฒนาทักษะแรงงานไทย เพื่อให้ประชาชนมีความสามารถสูงขึ้นและได้รับรายได้ที่ดีขึ้น พร้อมผลักดันให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของนักลงทุนต่างชาติ เช่นเดียวกับความสำเร็จที่ไทยเคยสร้างไว้ในอุตสาหกรรมยานยนต์

สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายในระยะต่อไป ได้แก่ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI เกษตรสมัยใหม่ การผลิตอาหาร และบริการทางการแพทย์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีพื้นฐานและจุดแข็งอยู่แล้ว โดยรัฐบาลต้องการใช้การลงทุนระลอกใหม่เป็นโอกาสยกระดับผลิตภาพและสร้างรายได้ให้กับคนไทย ไม่ใช่เพียงเพิ่มมูลค่าการลงทุนในระบบเศรษฐกิจ

 

ตั้งเป้า GDP ไทยโต 3% พลัส

เมื่อถูกถามว่าเศรษฐกิจไทยมีโอกาสขยายตัวสูงกว่าประมาณการ IMF ที่ 2.1% หรือไม่ ดร.เอกนิติ ยืนยันว่ามีความมั่นใจ หากรัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในทิศทางดังกล่าวได้อย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจไทยจะมีโอกาสกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง

ทั้งนี้ รัฐบาลและภาคเอกชนได้ร่วมกันกำหนดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ที่ ไม่ต่ำกว่า 3% หรือ “3% Plus” โดยมุ่งขับเคลื่อนผ่านการลงทุน การยกระดับทักษะแรงงาน และการเชื่อมโยง SMEs เข้ากับห่วงโซ่อุปทานโลก

อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าเป้าหมายดังกล่าวจะเกิดขึ้นภายในปี 2569 หรือไม่ ดร.เอกนิติ ไม่ได้ยืนยันกรอบเวลาที่ชัดเจน โดยตอบเพียงว่า “ก็พยายามทำให้เร็วที่สุดครับ” จึงถือเป็นเป้าหมายการยกระดับศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลและเอกชนต้องการผลักดัน มากกว่าการยืนยันว่า GDP ปีนี้จะขยายตัวถึง 3%