
เอกชนจี้รัฐเร่งลงทุน-ใช้ AI พลิกเกมเศรษฐกิจ รับโจทย์ IMF ชี้ GDP ไทยต่ำสุดอาเซียน
ไทยเผชิญโจทย์ท้าทาย หลัง IMF คาด GDP ปี 2569-2570 โต 2.1% ต่ำสุดอาเซียน-5 สวนทางเศรษฐกิจโลกฟื้น ธปท.มองต่างประเมินปีนี้โต 2.3% รับแรงหนุนส่งออก-ลงทุน เอกชนชี้ AI หนุนส่งออกแต่ผลประโยชน์ยังกระจุกตัว ขณะ TDRI จี้รัฐเร่งปฏิรูปโครงสร้าง ยกระดับแรงงาน-ผู้ประกอบการ ปลดล็อกลงทุน ดันเศรษฐกิจโตแตะ 3%
KEY
POINTS
- IMF ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569-2570 จะขยายตัวเพียง 2.1% ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในกลุ่มอาเซียน-5
- ภาคเอกชนเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาการลงทุนในประเทศที่ซบเซามานานเกือบ 20 ปี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
- เสนอให้นำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและลดต้นทุน แต่ชี้ว่าผู้ประกอบการ SME ยังขาดแคลนเงินทุนในการเข้าถึง
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินเศรษฐกิจไทยขยายตัวเพียง 2.1% ในปี 2569 และ 2570 ลดลงจาก 2.4% ในปี 2568 และเป็นอัตราต่ำที่สุดในกลุ่มอาเซียน-5 สะท้อนความท้าทายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ถูกคาดว่าจะเติบโต 3.1% ในปีนี้ ก่อนฟื้นเป็น 3.4% ในปีหน้า ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังประเมิน GDP ไทยปีนี้สูงกว่า IMF ที่ 2.3% โดยมีการส่งออกและการลงทุนเป็นแรงหนุนสำคัญ
อย่างไรก็ตาม มุมมองจากภาคเอกชนและสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) สะท้อนตรงกันว่า การเร่งการเติบโตให้พ้นจากระดับ 2% กว่า จำเป็นต้องแก้โจทย์เชิงโครงสร้าง ทั้งการลงทุนที่ซบเซา กำลังซื้อที่อ่อนแอ และขีดความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง
IMF เตือนเศรษฐกิจโลกแบ่งขั้ว
ซิลวานา เทนเรย์โร หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ IMF เปิดเผยรายงาน World Economic Outlook เดือนตุลาคม 2569 ในการประชุมประจำปี IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม ณ กรุงเทพฯ ว่า เศรษฐกิจโลกยังทนทานต่อแรงกระแทกได้ดีกว่าคาด แต่ความสามารถในการรับมือแตกต่างกันมากในแต่ละประเทศ และพื้นที่สำหรับการปรับตัวกำลังแคบลง
แรงปะทะสำคัญมาจากสองด้าน ได้แก่ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาพลังงานผันผวน และวัฏจักรเทคโนโลยีจากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกลายเป็นแรงกระตุ้นอุปสงค์ของโลก
IMF คาดเศรษฐกิจโลกปี 2569 เติบโต 3.1% ลดจาก 3.5% ในปี 2568 ก่อนขยับเป็น 3.4% ในปี 2570 ขณะที่เงินเฟ้อโลกมีแนวโน้มเพิ่มจาก 4.1% ในปี 2568 เป็น 4.7% ในปีนี้ จากแรงกดดันด้านพลังงาน ก่อนลดลงเหลือ 4.1% ในปีหน้า
อย่างไรก็ตาม การเติบโตยังไม่กระจายทั่วถึง ประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่เทคโนโลยีและผู้ส่งออกพลังงานนอกพื้นที่ขัดแย้งมีโอกาสได้ประโยชน์ ขณะที่ประเทศนำเข้าพลังงานและมีส่วนร่วมในห่วงโซ่เทคโนโลยีจำกัด ต้องเผชิญต้นทุนสูง แรงกดดันต่อค่าเงิน และพื้นที่การคลังที่จำกัด โดย IMF ระบุว่ามีเพียง 32 ประเทศที่สร้างการเติบโตถึง 95% ของเศรษฐกิจโลก ลดลงจาก 54 ประเทศเมื่อเดือนเมษายน สะท้อนการกระจุกตัวของแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น
ธปท. มั่นใจ GDP โต 2.3%
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. มองว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 ยังมีโอกาสขยายตัว 2.3% สอดคล้องกับประมาณการของสำนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ที่อยู่ในกรอบ 2-2.3% สูงกว่าตัวเลข 2.1% ของ IMF ขณะที่เงินเฟ้อคาดอยู่ที่ประมาณ 2.2% แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการส่งออกที่คาดว่าจะเติบโต 17-18% และการลงทุนภาคเอกชนรวมถึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่คาดว่าจะขยายตัว 13% โดยกระแส AI เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยหนุนการลงทุนและโมเมนตัมเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม นายวิทัยเตือนว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างกำลังกดศักยภาพการเติบโตของไทย จากในอดีตที่เคยขยายตัว 3-5% เหลือเพียง 2% กว่า ขณะที่ GDP เต็มศักยภาพลดลงเหลือประมาณ 2.7% สาเหตุสำคัญมาจากการลงทุนต่ำต่อเนื่อง ผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันลดลง กำลังแรงงานหดตัวจากสังคมสูงวัย ปัญหาการศึกษา ตลอดจนหนี้ครัวเรือนสูงถึง 86-87% ของจีดีพี
ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า การแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่สามารถทำได้ด้วยโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกหน่วยงาน เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนและเพิ่มความแข็งแกร่งให้ธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME)
สรท. ชี้ส่งออกโต แต่ผลประโยชน์กระจุกตัว
นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) มองว่า ตัวเลข GDP 2.1% ของ IMF สะท้อนความเป็นจริงของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน แต่ควรเป็นแรงผลักดันให้ทุกฝ่ายเร่งหาทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตมากกว่าที่ประเมินไว้ ทั้งนี้ สรท. คาดการณ์ส่งออกไทยปี 2569 เติบโต 14-16% เพิ่มจากเป้าหมายเดิม 8-10% หลังการส่งออก 8 เดือนแรกขยายตัว 18.9% โดยมีอิเล็กทรอนิกส์และแผงวงจรเป็นแรงหนุนจากกระแส AI ทั่วโลกจะเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ภาคเกษตรและอาหารยังติดลบ 2.4% ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากไม่ได้รับประโยชน์จากการส่งออกที่ขยายตัวสูง
นายธนากรเสนอให้รัฐบาลจัดสรรรายได้ภาษีไปสู่การลงทุนที่สร้างผลทางเศรษฐกิจอย่างตรงจุด พร้อมแก้ปัญหาคอร์รัปชัน เพื่อให้งบประมาณส่งถึงประชาชนและผู้ประกอบการอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย รวมถึงเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ให้ไทยแข่งขันได้ในอัตราใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค
AI ลดต้นทุน 10-25% แต่ SME ขาดทุน
อีกหนึ่งโอกาสสำคัญคือการนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ โดยนายธนากรระบุว่า ผู้ประกอบการและแรงงานไทยเริ่มตื่นตัวนำ AI มาใช้ในการทำงาน ซึ่งช่วยลดต้นทุนได้ราว 10-25% แต่ข้อจำกัดสำคัญของ SME คือเงินทุนสำหรับปรับกระบวนการผลิตและลงทุนในเทคโนโลยี หากไม่มีเงินทุนรองรับ แม้จะรู้แนวทางพัฒนาธุรกิจ ก็ไม่สามารถนำไปใช้จริงได้
มุมมองดังกล่าวสะท้อนว่า การเติบโตจาก AI ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ธุรกิจไทยเข้าถึงเงินทุนและสามารถปรับตัวได้ทัน ขณะเดียวกัน รัฐต้องช่วยกระจายโอกาสจากการส่งออกและการลงทุน ไม่ให้ผลประโยชน์จำกัดอยู่เพียงอุตสาหกรรมที่ได้อานิสงส์จากเทคโนโลยี
ลงทุนไทยซบเซาเกือบ 20 ปี
นายหลักชัย กิตติพล ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มผู้ผลิตและผู้ส่งออกพืชเกษตร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่า การส่งออกที่เติบโตสูงไม่ได้หมายความว่าจะผลักดัน GDP ได้มากตามไปด้วย เพราะมูลค่าการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นอาจหักล้างผลบวกจากการส่งออก แม้ภาคการผลิตและโรงงานยังได้รับประโยชน์จากคำสั่งซื้อและการจ้างงานก็ตาม
โจทย์ใหญ่ของไทยคือการลงทุนของผู้ประกอบการไทยที่อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องเกือบ 20 ปีนับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ขณะที่การลงทุนใหม่พึ่งพาต่างชาติเป็นหลัก ท่ามกลางความเสี่ยงและการแข่งขันที่สูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการไทยลังเลที่จะลงทุนเพิ่ม
นายหลักชัยเห็นว่า การดึงดูดบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนเป็นเรื่องจำเป็น แต่ต้องใช้เวลากว่าการตัดสินใจจะเปลี่ยนเป็นเม็ดเงินจริง นักลงทุนยังพิจารณากฎหมาย แรงงานทักษะสูง และโครงสร้างพื้นฐานประกอบด้วย แม้ไทยมีจุดแข็งจากการส่งเสริมการลงทุนของ BOI และพื้นที่ EEC แต่ต้องเร่งปรับกฎระเบียบให้รวดเร็วและเอื้อต่อการแข่งขันมากขึ้น
หนี้สูงบั่นทอนกำลังซื้อในประเทศ
นายหลักชัยยังชี้ว่า หนี้ครัวเรือนสูงและรายได้ที่ไม่เพิ่มขึ้นตามค่าครองชีพ กำลังจำกัดการบริโภคในประเทศ ประชาชนต้องรับภาระผ่อนบ้าน รถ และสินค้าเทคโนโลยี ขณะที่ราคาน้ำมันและอาหารที่สูงขึ้นยิ่งลดเงินเหลือใช้จ่าย ส่งผลให้การบริโภคไม่สามารถเป็นเครื่องยนต์หลักได้เต็มที่
ในระยะสั้น เสนอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการร่วมจ่ายหรืออุดหนุนเพื่อพยุงกำลังซื้อ เช่น ไทยช่วยไทยพลัส และมาตรการอื่น ๆ แม้มาตรการลักษณะนี้ไม่ควรใช้ต่อเนื่องยาวนาน แต่จำเป็นในช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากน้ำท่วม ซึ่งกระทบรายได้และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ประสบภัย
สำหรับการลงทุนต่างชาติ การที่ GDP ไทยโตต่ำ จะมีผลต่อการตัดสินใจแตกต่างกัน โดยนักลงทุนที่ผลิตเพื่อส่งออกอาจให้น้ำหนักกับ GDP ไทยน้อยกว่า ขณะที่ธุรกิจที่ผลิตเพื่อขายในประเทศต้องพิจารณากำลังซื้ออย่างรอบคอบ การยกระดับกฎหมาย ทักษะแรงงาน และโครงสร้างพื้นฐานจึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดึงดูดการลงทุนในระยะยาว
TDRI จี้ปฏิรูป ตั้งเป้าโต 3%
ด้าน ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส TDRI เห็นว่า GDP ไทยโต 2.1% ตามที่ IMF ประเมิน เป็นตัวเลขที่เป็นไปได้และใกล้เคียงกับกรอบคาดการณ์ของหลายสถาบันที่ 2-2.3% ขณะที่การเติบโต 3% เป็นเป้าหมายที่ไทยควรทำให้ได้ หากรัฐบาลดำเนินนโยบายและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับเป้าหมายเฉลี่ยในช่วง 5 ปีข้างหน้าตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14
ดร.นณริฏยังเตือนว่า การที่ดุลบัญชีเดินสะพัดไทยอาจพลิกขาดดุล 1.2% ต่อ GDP ในปี 2569 จากที่เคยเกินดุลในปี 2568 ส่วนหนึ่งมาจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่ไทยควบคุมได้จำกัด จึงควรเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวเพื่อลดความเปราะบางในอนาคต
TDRI เสนอให้รัฐบาลเร่งพัฒนาทักษะแรงงานและศักยภาพผู้ประกอบการ สนับสนุนการลงทุนใหม่ที่เชื่อมโยงกับ FDI และอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เพื่อให้ไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิตยุคใหม่ โดยเฉพาะ AI ควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถการส่งออกและขยายภาคท่องเที่ยว เพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่ให้เศรษฐกิจ
เปลี่ยนโอกาสโลกเป็นแรงขับเคลื่อนไทย
แม้ IMF คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นเป็น 3.4% ในปี 2570 แต่โอกาสดังกล่าวไม่ได้รับประกันว่าไทยจะเติบโตตามไปด้วย หากยังมีข้อจำกัดด้านการลงทุน ผลิตภาพ และทักษะแรงงาน ขณะที่การลงทุน AI และการค้าเทคโนโลยีอาจเป็นประโยชน์ต่อไทย หากสามารถเชื่อมโยงผู้ประกอบการและแรงงานไทยเข้ากับห่วงโซ่อุปทานได้มากขึ้น
นายหลักชัยยังให้ความเพิ่มเติม ถึงการเป็นเจ้าภาพประชุม IMF-World Bank เป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 35 ปีของไทยว่า จะเป็นโอกาสให้ผู้บริหารและนักลงทุนต่างชาติเห็นศักยภาพไทยด้วยตนเอง ซึ่งอาจต่อยอดเป็นการลงทุน การท่องเที่ยว และการหมุนเวียนเงินทุนในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า แต่ภาครัฐต้องเร่งปรับปรุงกฎระเบียบและสภาพแวดล้อมการลงทุนควบคู่กัน







