thansettakij
thansettakij
นายยูไร บลานาร์ (Juraj Blanár) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและกิจการยุโรป สาธารณรัฐสโลวัก เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

รัฐบาลไทย-สโลวัก ดันการค้าทะลุหมื่นล้าน หนุนปิดดีล FTA ไทย–อียู

12 ต.ค. 69 | 10:35 น.
อัปเดตล่าสุด :12 ต.ค. 69 | 10:48 น.

นายกฯ อนุทิน หารือรัฐมนตรีต่างประเทศสโลวัก เยือนไทยครั้งแรกในรอบ 21 ปี หนุน FTA ไทย–อียู ขยายการค้า–ลงทุน พร้อมดันไทยสู่สมาชิก OECD เตรียมพร้อมผลักดันมูลค่าการค้าทะลุหมื่นล้าน

KEY

POINTS

  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสโลวักเยือนไทยในรอบ 21 ปี เพื่อหารือกับนายกรัฐมนตรีในการกระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
  • ไทยและสโลวาเกียเห็นพ้องที่จะส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างกันให้ขยายตัวมากขึ้น โดยปัจจุบันมีมูลค่าการค้ารวมกว่า 340 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ฝ่ายสโลวาเกียพร้อมสนับสนุนการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (FTA ไทย-อียู) ให้สำเร็จลุล่วง เพื่อลดอุปสรรคและเพิ่มโอกาสทางการค้า
  • มีการจัดงาน Thai-Slovak Business Forum เพื่อเป็นเวทีให้ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศได้พบปะและขยายโอกาสทางการค้าการลงทุนร่วมกัน

12 ตุลาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยูไร บลานาร์ (Juraj Blanár) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและกิจการยุโรป สาธารณรัฐสโลวัก เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในโอกาสเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อหารือแนวทางกระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยกับสโลวักในมิติต่าง ๆ 

นายกรัฐมนตรี กล่าวต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและกิจการยุโรปสาธารณรัฐสโลวัก โดยการเยือนครั้งนี้นับเป็นการเยือนระดับสูงจากสโลวักครั้งแรกในรอบ 21 ปี และเป็นหมุดหมายสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พร้อมหวังว่าจะมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงระหว่างกันอย่างต่อเนื่องในอนาคต

 

นายยูไร บลานาร์ (Juraj Blanár) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและกิจการยุโรป สาธารณรัฐสโลวัก เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในโอกาสเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ

 

ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและกิจการยุโรปแห่งสาธารณรัฐสโลวักได้เชิญนายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนสโลวักอย่างเป็นทางการ โดยสโลวักมีศักยภาพเป็นประตูสู่ภูมิภาคยุโรปกลางของไทย ขณะที่ไทยสามารถเป็นประตูสู่อาเซียนของสโลวัก ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสในการขยายการค้า การลงทุน ตลอดจนส่งเสริมความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ด้านการค้าและการลงทุน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างกันให้ขยายตัวมากยิ่งขึ้น โดยฝ่ายสโลวักพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของไทยในการจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (Thai–EU FTA) ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาด ลดอุปสรรคทางการค้า อันจะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับสโลวัก และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศในระยะยาว

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำเป้าหมายของไทยในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 โดยปัจจุบันไทยอยู่ระหว่างการปรับปรุงกฎระเบียบและกติกาภายในประเทศ ในการนี้ ฝ่ายสโลวักแสดงความพร้อมที่จะสนับสนุนการดำเนินงานของไทย พร้อมแบ่งปันประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการเตรียมความพร้อมของไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD

 

นายกฯ หารือรัฐมนตรีต่างประเทศสโลวัก เยือนไทยครั้งแรกในรอบ 21 ปี

 

ด้านอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสโลวักแสดงความพร้อมในการถ่ายทอดเทคโนโลยี องค์ความรู้ และความเชี่ยวชาญให้แก่ไทย เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และพัฒนาความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศระหว่างกัน ขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของรัฐบาลไทย

ด้านความสัมพันธ์ระดับประชาชน นายกรัฐมนตรีระบุว่าในปี 2568 มีนักท่องเที่ยวสโลวักเดินทางมาไทยมากกว่า 35,000 คน สะท้อนความสัมพันธ์ระดับประชาชนที่เพิ่มขึ้น โดยไทยพร้อมสนับสนุนการหารือเพื่ออำนวยความสะดวกด้านวีซ่าและการยกเว้นวีซ่าเชงเกนสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางไทยธรรมดาภายใต้กรอบสหภาพยุโรป

จัดงาน Thai–Slovak Business Forum

ด้านนายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย ได้รับมอบหมายจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้กล่าวสุนทรพจน์ร่วมเปิดงาน Thai–Slovak Business Forum ครั้งที่ 1 ณ โรงแรมสุโขทัย กรุงเทพฯ โดยมี H.E. Mr. Juraj Blanár รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและกิจการยุโรปสาธารณรัฐสโลวาเกีย และ H.E. Mr. Alexander Micovčin เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสโลวาเกียประจำประเทศไทย 

พร้อมคณะผู้แทนภาคธุรกิจสโลวาเกียจำนวน 21 องค์กร และผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนของไทยเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง เพื่อกระชับความสัมพันธ์และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจและการลงทุนระหว่างสองประเทศ

ผู้แทนการค้าไทยกล่าวว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการค้าโลก ไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมเป็นพันธมิตรการค้าและการลงทุนที่น่าเชื่อถือและมั่นคง โดยมุ่งปฏิรูปกฎระเบียบภายในประเทศเพื่ออำนวยความสะดวกต่อการดำเนินธุรกิจ 

ทั้งการเร่งรัดการอนุมัติการลงทุนผ่าน FastPass การปรับปรุงกฎระเบียบผ่าน Omnibus Law และการพัฒนาทักษะแรงงานผ่านโครงการ Skill-Bridge เพื่อดึงดูดการค้าและการลงทุนคุณภาพสูงในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ ศูนย์ข้อมูล เซมิคอนดักเตอร์ การค้าดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ การแพทย์สมัยใหม่ พลังงานสะอาด และอาหารแห่งอนาคต

 

งาน Thai–Slovak Business Forum ครั้งที่ 1

 

นายวีระพงษ์ เน้นย้ำถึงความสำคัญของการกระชับความสัมพันธ์ด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างสโลวาเกีย ผ่านงาน Thai–Slovak Business Forum และขอขอบคุณ H.E. Mr. Juraj Blanár รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและกิจการยุโรปแห่งสาธารณรัฐสโลวักที่เดินทางมาเยือนไทย 

ทั้งนี้ไทยเห็นถึงความสำคัญของสโลวาเกีย ซึ่งเป็นประธานกลุ่มยุโรปกลาง หรือ Visegrád Group (V4) ประกอบด้วย สโลวาเกีย โปแลนด์ เช็กเกีย และฮังการี และเป็นประตูสำคัญที่เชื่อมไทยสู่ตลาดยุโรป ปัจจุบันมูลค่าการค้าระหว่างไทย-สโลวาเกียอยู่ที่ประมาณ 420 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวประมาณร้อยละ 20 ในช่วงที่ผ่านมา 

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเดินหน้าลงทุนร่วมกันอย่างต่อเนื่อง อาทิ บริษัท Delta Electronics (ประเทศไทย) ได้ตั้งโรงงานในสโลวาเกีย เพื่อผลิตอุปกรณ์ชาร์ตรถ EV ระบบจ่ายไฟสำหรับอุปกรณ์ IT และอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับเครื่องมือแพทย์ บริษัท Indorama ขยายการลงทุนผลิตผ้าใบยางรถยนต์และสิ่งทอเทคนิคเพื่อป้อนอุตสาหกรรมยานยนต์สโลวาเกีย

ขณะเดียวกัน SMEs สัญชาติสโลวาเกียอย่าง WinFair Asia ก็ใช้ไทยเป็นฐานกระจายเทคโนโลยียุโรปด้านการประหยัดพลังงาน การป้องกันความร้อน และระบบจัดการน้ำสู่ภูมิภาคเอเชีย

 

งาน Thai–Slovak Business Forum ครั้งที่ 1

 

นายวีระพงษ์ กล่าวเสริมว่า ไทยและสโลวาเกียยังมีศักยภาพที่จะขยายการค้าและการลงทุนระหว่างกันได้อีกมาก โดยเฉพาะภายหลังการเจรจา FTA ไทย-EU รอบที่ 10 ณ จังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีความก้าวหน้าอย่างมาก และสามารถสรุปเนื้อหาของความตกลงได้หลายบท คงเหลือเพียงประเด็นการเข้าถึงตลาดและประเด็นระดับนโยบายที่ต้องหารือต่อ โดยตั้งเป้าหมายการเจรจาให้เสร็จสิ้นภายในปี 2569 

ทั้งนี้ รัฐบาลจะสนับสนุนให้ธุรกิจใช้ประโยชน์จาก FTA ฉบับนี้อย่างเต็มที่ ซึ่งมิได้จำกัดเพียงการลดภาษีและอุปสรรคทางการค้า แต่ยังรวมถึงการส่งเสริมการปรับปรุงกฎระเบียบและการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อให้ผู้ประกอบการไทย สโลวาเกีย และสหภาพยุโรปสามารถเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าระหว่างกันได้ 

นายวีระพงษ์ กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่สุดคือ FTA ไทย-EU จะต้องก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ SMEs ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย คิดเป็นร้อยละ 99 ของธุรกิจไทย และสร้างการจ้างงานกว่าร้อยละ 70 จึงได้เชิญชวนภาคธุรกิจยุโรปร่วมลงทุนและร่วมผลิตกับ SMEs ไทย ภายใต้แนวคิด "Building More Things Together in Thailand" 

พร้อมขอให้ผู้เข้าร่วมงานช่วยสื่อสารประโยชน์ของ FTA ไทย-EU ให้ผู้เกี่ยวข้องรับทราบ และร่วมเตรียมความพร้อมกับหน่วยงานไทยเพื่อใช้ประโยชน์จากความตกลงอย่างเต็มศักยภาพ

ปัจจุบัน ในปี 2568 การค้าระหว่างไทยกับสโลวักมีมูลค่ารวม 343.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.98 โดยไทยส่งออกมูลค่า 267.33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 42.65 และนำเข้ามูลค่า 76.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ไทยได้ดุลการค้า 190.92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ เลนส์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องจักรกล