
IMF กับโอกาสประเทศไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่อนาคต
IMF กับโอกาสประเทศไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่อนาคต : บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,243
KEY
POINTS
- ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี IMF ปี 2569 ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพและดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลก
- มุมมองและข้อเสนอแนะจาก IMF ถือเป็นโอกาสให้ไทยทบทวนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ เพื่อรับมือกับความท้าทายและแก้ไขจุดอ่อนของประเทศ
- ไทยจำเป็นต้องสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและการคลัง และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน
ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปี สภาผู้ว่าการธนาคารโลก และ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร คาดว่า จะมีผู้แทน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้ว่าการธนาคารกลาง จากกว่า 190 ประเทศทั่วโลก รวมถึงนักวิชาการและผู้บริหารสถาบันการเงินรวมกว่า 15,000 คน
ธีมหลักของการประชุม คือ “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” มุ่งเน้นเรื่องคน ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยี AI ภูมิรัฐศาสตร์ และสภาพภูมิอากาศ
การเป็นเจ้าภาพจัดประชุม IMF ครั้งนี้หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า เป็นเรื่องที่ดีสำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะภาคธุรกิจเอกชน เนื่องจากเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการค้า และ การแข่งขันด้านการลงทุนที่รุนแรงขึ้น
ขณะที่ประเทศไทยยังต้องเผชิญโจทย์ทั้ง หนี้ครัวเรือน การลงทุนที่ชะลอตัว และ ศักยภาพการเติบโตที่ยังไม่เต็มที่
ในจังหวะนี้ มุมมองของ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF จึงมีความสำคัญไม่น้อย เพราะไม่ได้สะท้อนเพียงตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นเสมือนสัญญาณให้ไทยทบทวนว่า จะวางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจอย่างไรให้รับมือกับโลกที่เปลี่ยนไป
สิ่งที่ไทยต้องให้ความสำคัญ คือ การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ลดการพึ่งพาการเติบโตจากภาคส่วนเดิม และเร่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ตั้งแต่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ ไปจนถึงอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ขณะเดียวกัน การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ต้องเดินควบคู่กับการพัฒนาผู้ประกอบการไทย ไม่ใช่เพียงแข่งขันด้วยสิทธิประโยชน์ แต่ต้องสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่เอื้อต่อการลงทุน การวิจัยและพัฒนา และการสร้างนวัตกรรม
อีกโจทย์ใหญ่คือ การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและการคลังของประเทศ รัฐต้องใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรักษาวินัยทางการคลัง เพื่อให้มีพื้นที่เพียงพอสำหรับรับมือวิกฤตในอนาคต โดยไม่ผลักภาระไปยังคนรุ่นต่อไป
ในมุมนี้ คำแนะนำของ IMF จึงควรถูกมองเป็น โอกาส มากกว่าข้อจำกัด เพราะทุกคำเตือนล้วนสะท้อนจุดอ่อนที่ไทยจำเป็นต้องเร่งแก้ไข และทุกข้อเสนอสามารถนำมาต่อยอดเป็นนโยบายเพื่อเพิ่มศักยภาพประเทศได้
ประเทศไทยมีจุดแข็งทั้งทำเลที่ตั้ง โครงสร้างพื้นฐาน ฐานการผลิต และศักยภาพด้านการท่องเที่ยว แต่โจทย์สำคัญ คือ จะเปลี่ยนต้นทุนและจุดแข็งเหล่านี้ให้กลายเป็นความสามารถในการแข่งขันระยะยาวได้อย่างไร
จากนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่อง ทำอย่างไรให้เศรษฐกิจโต แต่ต้องตอบให้ได้ว่า จะโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนได้อย่างไร
IMF อาจเป็นเพียงหนึ่งเสียงจากเวทีเศรษฐกิจโลก แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ประเทศไทยจะรับฟัง และนำไปสู่การลงมือทำได้มากน้อยเพียงใด เพราะโอกาสทางเศรษฐกิจไม่ได้รอใคร และประเทศที่ปรับตัวได้เร็ว ย่อมมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นผู้ชนะในเศรษฐกิจยุคใหม่
บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46 ฉบับที่ 4,243 วันที่ 11 - 14 ตุลาคม พ.ศ. 2569







