thansettakij
thansettakij
IMF-World Bank ชี้ AI เปลี่ยนตลาดแรงงาน ประเทศกำลังพัฒนาเสี่ยงสร้างงานไม่ทัน

IMF ส่งสัญญาณเตือน "เด็กจบใหม่" ถูก AI กลืนงาน เสี่ยงหลุดบันไดอาชีพ

12 ต.ค. 69 | 07:07 น.
อัปเดตล่าสุด :12 ต.ค. 69 | 07:50 น.

IMF-World Bank ประสานเสียง AI กำลังเปลี่ยนโครงสร้างตลาดแรงงานโลก เตือนประเทศกำลังพัฒนาต้องเร่งสร้างงานและเตรียมทักษะแรงงาน รับคลื่นเทคโนโลยีที่อาจขยายช่องว่างทางเศรษฐกิจ พร้อมดัน Small AI เพิ่มผลิตภาพภาคเกษตร สุขภาพ และธุรกิจท้องถิ่น

KEY

POINTS

  • IMF และ World Bank ชี้ว่า AI กำลังเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงานทั่วโลก โดยคาดว่าจะส่งผลกระทบต่องานประมาณ 40% ทั้งในแง่การเพิ่มประสิทธิภาพและอาจเข้ามาทดแทนแรงงาน
  • ประเทศกำลังพัฒนาเผชิญความเสี่ยงในการสร้างงานใหม่ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่อาจหางานแรกได้ยากขึ้น เนื่องจากตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นมีแนวโน้มถูกทดแทน
  • World Bank เสนอให้ประเทศกำลังพัฒนาเน้นใช้ "Small AI" เป็นเครื่องมือเพิ่มผลิตภาพในภาคส่วนสำคัญ เช่น เกษตรกรรม สาธารณสุข และการศึกษา เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและตำแหน่งงาน
  • ภาครัฐจำเป็นต้องปรับระบบการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้สอดคล้องกับทักษะใหม่ๆ พร้อมทั้งส่งเสริมการลงทุนจากภาคเอกชน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในตลาดแรงงานที่อาจรุนแรงขึ้น

การประชุมประจำปี 2026 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก ภายใต้หัวข้อ “Small AI: More and Better Jobs” ส่งสัญญาณเตือน ว่า คลื่นปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังซัดเข้าใส่ตลาดแรงงานโลก อาจไม่ได้กระทบแรงงานทุกกลุ่มเท่ากัน แต่จะลงหนักที่สุดกับคนที่ยัง "ไม่ทันได้เริ่ม" นั่นคือบัณฑิตจบใหม่ที่กำลังหางานแรกของชีวิต

คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการ IMF ระบุว่า AI ส่งผลต่อตำแหน่งงานทั่วโลกราว 40% โดยประเทศพัฒนาแล้วได้รับผลกระทบสูงถึง 60% ขณะที่ประเทศรายได้ต่ำอยู่ที่ 23% สิ่งที่น่ากังวลคืองานจำนวนมากที่ทำซ้ำเป็นกิจวัตร ซึ่งมีแนวโน้มถูกแทนที่ก่อนใคร คืองานระดับเริ่มต้นที่เคยเป็นบันไดขั้นแรกของเส้นทางอาชีพ หากคนรุ่นใหม่เข้าไม่ถึงงานตั้งแต่ต้นทาง ก็เท่ากับสูญเสียโอกาสสะสมทักษะและประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการเติบโตในระยะยาว

 

IMF ชี้ AI กระทบงานทั่วโลก 40% เตือนคนรุ่นใหม่เสี่ยงพลาดงานแรก

คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวว่า การลงทุนด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกำลังเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการลงทุนในศูนย์ข้อมูลและการพัฒนาโมเดล AI ซึ่งช่วยพยุงการเติบโตของเศรษฐกิจโลกให้อยู่ที่ราว 3% ท่ามกลางแรงกดดันจากปัญหาด้านพลังงาน

อย่างไรก็ตาม การลงทุนเป็นเพียงระยะแรกของการเปลี่ยนแปลง โดยระยะต่อไปคือการนำ AI ไปใช้งานจริงในวงกว้าง ซึ่งจะขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละประเทศ ทั้งไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ทักษะแรงงาน และมาตรการกำกับดูแลเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการใช้งานเทคโนโลยี

คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ

IMF ประเมินว่า AI อาจช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในเอเชียกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วได้ 0.5-1 จุดเปอร์เซ็นต์ และในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ของเอเชียได้ 0.2-0.8 จุดเปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวกัน AI ยังส่งผลต่อตำแหน่งงานทั่วโลกประมาณ 40% โดยในประเทศพัฒนาแล้วมีสัดส่วนงานที่ได้รับผลกระทบสูงถึง 60% ส่วนประเทศรายได้ต่ำอยู่ที่ 23%

ทั้งนี้ การได้รับผลกระทบไม่ได้หมายความว่าตำแหน่งงานทั้งหมดจะหายไป แต่ครอบคลุมทั้งงานที่ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ งานที่มีลักษณะหรือมูลค่าลดลง และงานที่อาจถูกแทนที่ในที่สุด

คริสตาลินาระบุว่า งานที่ทำซ้ำเป็นกิจวัตรมีแนวโน้มลดลง ขณะที่ความต้องการแรงงานที่มีทักษะ AI เพิ่มขึ้น โดยยกตัวอย่างข้อมูลการศึกษาในสหรัฐฯ ซึ่งพบว่างานประมาณ 10% ต้องการทักษะ AI และตำแหน่งงานเหล่านี้มีค่าตอบแทนสูงกว่า อย่างไรก็ตาม การเติบโตของงานค่าแรงต่ำในภาคก่อสร้างและบริการก็เป็นประเด็นที่ต้องติดตาม เพราะการมีงานเพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าคุณภาพการจ้างงานจะดีขึ้นเสมอไป

อีกประเด็นที่น่ากังวลคือ คนรุ่นใหม่ที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงานอาจเผชิญความยากลำบากมากขึ้น เนื่องจากงานระดับเริ่มต้นจำนวนหนึ่งเป็นงานที่ทำซ้ำและมักเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางอาชีพ หากคนรุ่นใหม่ไม่สามารถเข้าสู่การทำงานได้ตั้งแต่แรก ก็อาจสูญเสียโอกาสสะสมทักษะและประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการเติบโตในระยะยาว

IMF จึงมองว่ารัฐบาลต้องปรับระบบการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงพิจารณาผลกระทบด้านการคลัง หากการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเปลี่ยนจากการใช้แรงงานไปสู่การใช้ทุนและเทคโนโลยีมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อฐานภาษีและงบประมาณที่ใช้รองรับการปรับตัวของแรงงาน

ธนาคารโลกชู Small AI เพิ่มผลิตภาพ สร้างโอกาสงานในประเทศกำลังพัฒนา

อาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก กล่าวว่า ในช่วง 15 ปีข้างหน้า จะมีคนหนุ่มสาวราว 1.2 พันล้านคนในประเทศกำลังพัฒนาเข้าสู่วัยทำงาน ทำให้การสร้างงานกลายเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ โดยงานไม่ใช่เพียงการมีตำแหน่งในบริษัทหรือการเป็นผู้ประกอบการ แต่หมายถึงการมีบทบาทที่สร้างผลิตภาพให้สังคม พร้อมมอบศักดิ์ศรีและความหวังแก่ผู้คน

อาเจย์ยังมองว่า ภาคเอกชนเป็นกลไกหลักในการสร้างงาน โดยมีสัดส่วนราว 75-85% ของการจ้างงานในแต่ละประเทศ ขณะที่ภาครัฐต้องสร้างเงื่อนไขเอื้อให้ธุรกิจลงทุนและขยายกิจการ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน นโยบาย กฎระเบียบ และการลดความเสี่ยงของการลงทุนจากภาคเอกชน

ธาร์มาน ชานมุการัตนัม ประธานาธิบดีสิงคโปร์  และอาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ประเทศกำลังพัฒนามองเทคโนโลยีนี้เป็นเครื่องมือเพิ่มผลิตภาพ หรือ Productivity Enhancer มากกว่าการมุ่งเน้นเฉพาะความสามารถของโมเดล AI ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้ในภาคการศึกษา สาธารณสุข และเกษตรกรรม ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรและผู้ประกอบการรายย่อยได้

อาเจย์ ยกตัวอย่าง การใช้ AI ช่วยบุคลากรสาธารณสุขระดับปฐมภูมิในอินโดนีเซีย โดยพยาบาลสามารถถ่ายภาพผื่นผิวหนังของผู้ป่วยผ่านโทรศัพท์มือถือ แล้วส่งข้อมูลให้แพทย์หรือใช้เครื่องมือ AI ในพื้นที่ช่วยประเมินเบื้องต้น ก่อนพิจารณาส่งต่อไปยังโรงพยาบาลที่มีผู้เชี่ยวชาญ

ในส่วนของภาคเกษตรกรรมนั้น แพลตฟอร์มดิจิทัลสามารถเชื่อมเกษตรกรรายย่อยและสหกรณ์เข้ากับแหล่งจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย สินเชื่อ ประกันภัยพืชผล และข้อมูลราคารับซื้อ ขณะเดียวกัน เกษตรกรยังสามารถถ่ายภาพใบพืชที่มีอาการผิดปกติ เพื่อรับคำแนะนำเบื้องต้นเกี่ยวกับการจัดการโรคหรือแมลงศัตรูพืชได้

อาเจย์กล่าวว่า ธนาคารโลกให้ความสำคัญกับการสร้างงานใน 5 สาขาหลัก ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน เกษตรกรรม สาธารณสุขปฐมภูมิ การท่องเที่ยว และการผลิตที่เพิ่มมูลค่า โดยเห็นว่า Small AI มีศักยภาพช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในสาขาเหล่านี้มีผลิตภาพสูงขึ้น และเปิดโอกาสให้ธุรกิจในประเทศกำลังพัฒนาสามารถเติบโตได้

‘ธาร์มาน’ เตือนช่องว่างแรงงานขยาย จี้รัฐสร้างงานแรก-ปรับการศึกษา

ธาร์มาน ชานมุการัตนัม ประธานาธิบดีสิงคโปร์ กล่าวว่า AI อาจทำให้ความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศและภายในตลาดแรงงานรุนแรงขึ้น หากรัฐบาลไม่เร่งเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะความเสี่ยงที่ตลาดแรงงานจะกลายเป็นลักษณะ K-shaped ซึ่งแรงงานบางกลุ่มได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยี ขณะที่อีกกลุ่มเผชิญการสูญเสียโอกาสในการทำงานและรายได้

เขายังเห็นว่า ประเทศกำลังพัฒนาไม่ควรละทิ้งภาคการผลิต แม้ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์จะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการผลิต เพราะหลายประเทศยังมีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนแรงงานเมื่อเทียบกับจีนและเทคโนโลยีหุ่นยนต์ การดึงดูดการลงทุน การจัดหาพื้นที่ประกอบกิจการ และการปรับกฎระเบียบแรงงานให้เอื้อต่อการเข้าสู่ตลาดงานและการพัฒนาทักษะ จึงยังมีความสำคัญ

ขณะเดียวกัน พลังงานสะอาดเป็นอีกโอกาสหนึ่งในการสร้างงานและรองรับความต้องการพลังงานจากโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยนายทาร์มานระบุว่า การลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนทุก 1,000 ล้านดอลลาร์ สามารถสร้างงานได้มากกว่าการลงทุนพลังงานฟอสซิลราว 3 เท่า

ด้านสาธารณสุขยังมีช่องว่างให้ประเทศกำลังพัฒนาขยายการจ้างงานได้อีกมาก โดยเฉพาะแพทย์ พยาบาล และบุคลากรสุขภาพชุมชน ซึ่งจำนวนพยาบาลต่อประชากรในประเทศกำลังพัฒนาบางแห่งอยู่ที่เพียงหนึ่งในห้าถึงหนึ่งในสิบของประเทศพัฒนาแล้ว การพัฒนาบริการสุขภาพจึงไม่เพียงช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต แต่ยังเป็นโอกาสสร้างงานที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน

ธาร์มานยังเตือนถึงปัญหาการเข้าสู่ตลาดแรงงานครั้งแรก โดยเฉพาะผู้จบการศึกษาใหม่ที่อาจเผชิญความต้องการจ้างงานลดลงในบางสาขาที่ได้รับผลกระทบจาก AI รัฐบาลจึงควรทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เริ่มทำงาน ไม่ใช่รอแก้ปัญหาเมื่อเกิดวิกฤตแล้ว

นอกจากนี้ ระบบอุดมศึกษาจำเป็นต้องเชื่อมโยงกับโลกการทำงานมากขึ้น ผ่านการฝึกงาน การเรียนรู้จากสถานประกอบการ และการผสมผสานระหว่างการเรียนภาคทฤษฎีกับประสบการณ์จริง เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างวุฒิการศึกษากับโอกาสทางอาชีพกำลังเปลี่ยนแปลง และแรงงานจำเป็นต้องปรับตัวได้ในสภาพแวดล้อมที่ยังไม่แน่นอน

ธาร์มานกล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านจาก AI จะเกิดขึ้นทีละงานและทีละภารกิจ ซึ่งเปิดโอกาสให้สถานประกอบการและแรงงานเรียนรู้และพัฒนาทักษะระหว่างทางได้ เป้าหมายสำคัญในอีก 5 ปีข้างหน้าจึงไม่ใช่เพียงการเร่งใช้เทคโนโลยี แต่ต้องทำให้ประเทศกำลังพัฒนายังคงไล่ทันประเทศพัฒนาแล้ว และไม่ปล่อยให้ช่องว่างทางเศรษฐกิจและตลาดแรงงานขยายตัวมากขึ้น