
IMF ส่องอนาคตไทย แต้มต่อหมดอายุ แนะปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เร่งต่อยอด AI
IMF ส่งสัญญาณเตือนประเทศไทยผ่านหนังสือเรือธง “Shaping the Future of Asia: Opportunities and Challenges” เสี่ยงแก่ก่อนรวย แรงงานหด บำนาญเปราะบาง แนะเร่งเพิ่มผลิตภาพ ปฏิรูประบบเศรษฐกิจ ต่อยอด AI รับมือสังคมสูงวัย
KEY
POINTS
- IMF ชี้ไทยหมดความได้เปรียบจากโครงสร้างประชากรแล้ว โดยเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มตัวและมีความเสี่ยงที่จะ "แก่ก่อนรวย"
- แนะให้ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อรับมือความท้าทายหลายด้าน เช่น ระบบบำนาญที่เปราะบาง ค่าใช้จ่ายสุขภาพที่สูงขึ้น และตลาดทุนที่กระจุกตัว
- กระตุ้นให้เร่งพัฒนาและนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อเพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน ชดเชยกำลังแรงงานที่กำลังหดตัว
การประชุมประจำปี 2026 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก เปิดฉากวันแรกวันนี้ (12 ตุลาคม) ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยหนึ่งในวาระสำคัญคือการเปิดตัวหนังสือเรือธงประจำปีของ IMF “Shaping the Future of Asia: Opportunities and Challenges” ซึ่งกล่าวถึงประเทศไทยถึง 68 ครั้ง กระจายอยู่เกือบทุกบท ทั้งในบัญชีประเทศที่เสี่ยงที่สุดจากสังคมสูงวัย และในบัญชีต้นแบบที่ประเทศอื่นควรเรียนรู้ สะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยที่มีโครงสร้างพื้นฐานแข็งแกร่ง แต่กำลังถูกโครงสร้างประชากรไล่กวดทัน
หนังสือรวบรวมงานวิจัยเชิงนโยบายว่าด้วยแนวโน้มระยะยาวที่กำหนดอนาคตเอเชีย 5 ด้าน คือ การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างประชากร กระแสกีดกันการค้าและการแบ่งขั้วทางภูมิเศรษฐศาสตร์ รูปแบบการค้าและการเชื่อมโยงทางการเงินที่เปลี่ยนไป การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยมี ราหุล อานันท์, โทมัส เฮลบลิง และ กฤษณะ ศรีนิวาสัน เป็นบรรณาธิการ รวม 15 บท และต่อยอดจากการประชุม “Asia in 2050” ที่ IMF จัดขึ้นที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 4-6 มีนาคม 2569 เท่ากับว่ากรุงเทพฯ เป็นทั้งจุดตั้งต้นและจุดเปิดตัวของหนังสือเล่มนี้
ที่น่าสนใจคือ ปกหลังของหนังสือมีคำนิยมจาก ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่าหนังสือเล่มนี้เป็น “คู่มือที่ขาดไม่ได้สำหรับผู้กำหนดนโยบายที่ต้องรับมือกับ trade-off ที่ซับซ้อน” เคียงข้างคำนิยมของ ไซมอน จอห์นสัน เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์
เมื่อไล่เรียงทุกบท ชื่อประเทศไทยปรากฏในสองบริบทที่ขัดกันชัดเจน
บริบทแรก ไทยอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ถูกจัดรวมกับญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน ในกลุ่ม post-dividend เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ระบบธนาคารเสี่ยงจากสังคมสูงวัย และมีอัตราเงินสมทบกองทุนบำนาญต่ำที่สุดกลุ่มหนึ่งของภูมิภาค
บริบทที่สอง ไทยอยู่ในกลุ่มแนวหน้าของโลกด้านการชำระเงินดิจิทัล และถูกยกเป็นต้นแบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่คุมต้นทุนได้
ไทยอยู่ในบัญชี “หมดแรงปันผล” คู่ญี่ปุ่น-เกาหลี
บท 4 ว่าด้วยการเปลี่ยนผ่านทางประชากร IMF จัดไทยอยู่ในกลุ่ม post-dividend คือกลุ่มที่ประชากรวัยแรงงานหดตัวแล้วทั้งในเชิงจำนวนและสัดส่วน ร่วมกับจีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และไต้หวัน กลุ่มนี้จะสูญเสียประชากรวัยแรงงานราว 1 ใน 4 ภายในปี 2593
ข้อสังเกตที่รายงานย้ำคือ ไทยเป็นประเทศรายได้ปานกลางเพียงไม่กี่ประเทศในกลุ่มนี้ ที่เหลือล้วนเป็นเศรษฐกิจรายได้สูงหรือศูนย์กลางการเงิน รายงานจึงใช้คำว่าไทยกับเวียดนาม มีความเสี่ยงที่จะแก่ก่อนที่จะรวย ขณะที่ระหว่างปี 2508-2548 ไทยเคยเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากโครงสร้างประชากรเต็มที่ แต่วันนี้แต้มต่อนั้นหมดลงแล้ว
อย่างไรก็ตาม รายงานชี้ช่องทางที่ไทยยังมี อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานของผู้หญิงไทยอยู่ที่ 55-60% ของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปในปี 2566 อยู่ในกลุ่มที่ปรับตัวดีที่สุดในภูมิภาคร่วมกับจีนและสิงคโปร์ แต่ยังเหลือช่องว่างให้เพิ่มได้อีก เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยผู้ชายในภูมิภาคที่ 73%
บำนาญเปราะบาง เงินสมทบไม่ถึง 10% แต่รายจ่ายสุขภาพจ่อพุ่ง
บทที่ 5 ว่าด้วยผลกระทบทางการคลังของสังคมสูงวัย คือบทที่กล่าวถึงไทยมากที่สุด และส่วนใหญ่เป็นการชี้จุดอ่อน โดยรายงานระบุว่า ไทยอยู่ในกลุ่มเดียวกับกัมพูชาและอินโดนีเซียที่มีอัตราเงินสมทบเข้ากองทุนบำนาญเพียง 10% ของค่าจ้างหรือต่ำกว่า ขณะที่มาเลเซีย สิงคโปร์ ศรีลังกา และเวียดนาม อยู่ที่ระดับ 20% ขึ้นไป ซึ่งเป็นปัจจัยที่นำไปสู่การขาดดุลของกองทุนบำนาญ
พร้อมกันนั้น ไทยยังถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ระบบบำนาญแบบไม่สมทบที่ใช้เงินภาษีมีบทบาทโดดเด่น เช่นเดียวกับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ แต่ขณะเดียวกันไทยก็ถูกระบุร่วมกับเกาหลีใต้และฟิลิปปินส์ว่ามีระดับสิทธิประโยชน์บำนาญภาครัฐเทียบจีดีพีอยู่ในระดับต่ำ ซึ่ง IMF เตือนว่าสร้างความเสี่ยง 2 ชั้น คือความยากจนในวัยชรา และแรงกดดันให้เพิ่มสิทธิประโยชน์ในระยะยาว
ด้านสุขภาพรายงานคาดว่ารายจ่ายด้านสุขภาพจะโตเร็วกว่าบำนาญ และระบุชื่อไทยอยู่ในกลุ่มที่จะเผชิญการเพิ่มขึ้นมากที่สุด เคียงข้างออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มัลดีฟส์ และนิวซีแลนด์ โดยตัวขับหลักไม่ใช่แค่จำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นต้นทุนต่อหน่วยที่โตเกินกว่าปัจจัยด้านประชากร โดยระบบสุขภาพไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ผสมระหว่างเงินภาครัฐกับเอกชน เช่นเดียวกับจีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม
IMF ยก “บัตรทอง” ขึ้นเป็นกรอบพิเศษ
รายงานของ IMF แทรกกรอบพิเศษให้ไทยหนึ่งกรอบเต็ม ภายใต้หัวข้อการขยายหลักประกันสุขภาพและการควบคุมต้นทุนการคลัง โดยระบุว่าการปฏิรูปเริ่มในปี 2544 ในขณะที่ประชากรราว 30% ยังไม่มีหลักประกันแบบจ่ายล่วงหน้า ก่อนจะฝังหลักการถ้วนหน้าในการปฏิรูปปี 2545 และ 2550
ผลลัพธ์ที่ IMF ยกมาเป็นตัวเลขคือ อายุคาดเฉลี่ยคนไทยเพิ่มจาก 70.6 ปีในปี 2543 เป็น 77.2 ปีในปี 2562 อัตราตายของทารกลดจาก 19 เหลือ 7 ต่อการเกิดมีชีพ 1,000 คน และอัตราตายเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบลดจาก 22 เหลือ 9 รายงานสรุปว่าไทยอยู่ใกล้เส้นประสิทธิภาพการใช้จ่ายด้านสุขภาพระดับมหภาคแล้ว
นอกจากนี้ระบบการเงินสุขภาพแบบผสมรัฐ-เอกชนของไทย ยังถูกใช้เป็นตัวอย่างของการคุมงบประมาณโดยยังมีบุคลากรสาธารณสุขต่อประชากรในระดับเฉลี่ย สิ่งที่ IMF แนะสำหรับระยะถัดไปคือการลดการพึ่งพาการรักษาในโรงพยาบาลที่มีต้นทุนสูง หันมาเน้นบริการปฐมภูมิและการป้องกันโรค เพื่อรับมือโรคเรื้อรังที่จะเพิ่มขึ้นตามโครงสร้างอายุ
สัญญาณใหม่ แบงก์ไทยเสี่ยงสินเชื่อหด ตลาดทุนกระจุกที่ 10 บริษัท
บทที่ 6 ซึ่งว่าด้วยผลกระทบของโครงสร้างประชากรต่อธนาคาร IMF พบว่าเมื่อประชากรสูงวัยขึ้น ครัวเรือนจะถือสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องและความเสี่ยงต่ำมากขึ้น เช่น เงินฝาก ขณะที่ความต้องการสินเชื่อลดลง ทำให้งบดุลธนาคารเปลี่ยนโฉมหน้า
แบบจำลองของ IMF ชี้ว่าภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกจะเห็นอัตราสินเชื่อต่อเงินฝากและสินเชื่อต่อสินทรัพย์รวมลดลงมากกว่าภูมิภาคอื่น แต่ภาพไม่เหมือนกันทุกประเทศ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ซึ่งเริ่มจากฐานสูงจะยังรักษาระดับไว้ได้ ขณะที่ จีน เกาหลีใต้ และ ไทย ซึ่งเริ่มจากฐานที่ต่ำกว่าและสูงวัยเร็ว มีแนวโน้มเกิดภาวะ deleveraging และการโยกสินทรัพย์ของธนาคารออกจากการปล่อยสินเชื่อ
ฝั่งตลาดทุน รายงานระบุว่ามูลค่าตลาดหุ้นของไทยและมาเลเซียขึ้นมาอยู่ในระดับใกล้เคียงขนาดเศรษฐกิจแล้ว แต่ปัญหาคือการกระจุกตัว โดยในไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ บริษัทจดทะเบียน 10 อันดับแรกคิดเป็นราว 2 ใน 3 ของมูลค่าตลาดรวม เทียบกับ 36% ในสหรัฐ สะท้อนการครองตลาดโดยกลุ่มทุนขนาดใหญ่ และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจรุ่นใหม่เข้าถึงแหล่งทุนได้ยาก
แต้มต่อดิจิทัล พร้อมเพย์-เป๋าตัง และ QR ข้ามแดนโต 300%
บทที่ 9 ว่าด้วยการชำระเงินดิจิทัล เป็นบทที่ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “แนวหน้าของโลก” (frontier) ร่วมกับจีนและอินเดีย โดยระบุว่าไทยมีองค์ประกอบครบทั้งระบบยืนยันตัวตนสองระบบคือ D.DOPA ของกรมการปกครอง และ NDID ที่เป็นความร่วมมือรัฐ-เอกชน ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐ GDX และพร้อมเพย์
รายงานยกกรณีแอปเป๋าตังเป็นตัวอย่างเฉพาะ โดยชี้ว่าช่วงโควิด-19 รัฐบาลใช้เป๋าตังซึ่งวางบนโครงสร้างพร้อมเพย์ ส่งมาตรการเยียวยาถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ก่อนขยายบทบาทมาสู่บริการอื่นทั้งการลงทุนและสุขภาพ เป็นการยืนยันว่าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐสร้างมูลค่าเกินกว่าสิ่งที่ลงทุนไป
ตัวเลขที่น่าสนใจสำหรับภาคธุรกิจคือ การชำระเงินด้วย QR ข้ามพรมแดนของไทยเพิ่มขึ้นกว่า 300% ในปี 2567 เทียบกับปีก่อน ขณะที่มาเลเซียเพิ่มถึง 550% แม้ฐานยังเล็ก แต่ทิศทางชัดเจน รายงานยกตัวอย่างร้านค้าในกรุงเทพฯ ที่ขายของให้ลูกค้าในสิงคโปร์ผ่านการเชื่อมพร้อมเพย์-PayNow แล้วรับเงินเป็นสกุลเงินท้องถิ่นได้เกือบทันทีในต้นทุนต่ำ
งานศึกษาที่ใช้ข้อมูล QR ข้ามพรมแดนของไทยยังพบว่า เมื่อค่าเงินดอลลาร์เทียบเงินบาทผันผวนมากขึ้น ปริมาณการชำระเงินด้วย QR ข้ามแดนจะเพิ่มขึ้น สะท้อนว่าการชำระเงินสกุลเงินท้องถิ่นช่วยลดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนได้จริง
แต่รายงานก็ชี้จุดอ่อนไว้ด้วย คือช่องว่างเมือง-ชนบท อัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของครัวเรือนในเมืองของไทยสูงกว่าชนบทราว 6-10 จุด ขณะที่การใช้โทรศัพท์มือถือแทบไม่มีช่องว่างเลย สะท้อนว่ามือถือคือประตูสำคัญของการขยายบริการดิจิทัล
AI มาช้า EV มาเร็ว แต่ IMF เตือนเรื่องเงินอุดหนุน
ในบทที่ 8 ว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ ไทยถูกจัดอยู่กลุ่มความพร้อม “ระดับปานกลาง” ร่วมกับมาเลเซียและเวียดนาม แบบจำลองคาดว่าไทยจะปรับโครงสร้างการผลิตสู่ AI อย่างเต็มรูปแบบในช่วงทศวรรษ 2030 ถึง 2040 ขณะที่ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ และสิงคโปร์ รับได้ทันที ช่องว่างนี้เกิดขึ้นพอดีกับช่วงที่กำลังแรงงานไทยหดตัวเร็วที่สุด เท่ากับว่าแรงฉุดมาก่อน แรงหนุนมาทีหลัง
ด้านอุตสาหกรรม บทที่ 14 หยิบยกนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าของไทยเป็นกรณีศึกษา ระบุว่าไทยออกระเบียบอีวีในปี 2563 ที่สนับสนุนการใช้งานภายในประเทศและให้เงินอุดหนุนนักลงทุน ส่งผลให้มูลค่าประกาศลงทุนโดยตรงด้านอีวีเพิ่มเกือบเท่าตัวเป็น 907 ล้านดอลลาร์ในช่วงปี 2563-2565 โดย 78% มาจากจีน เทียบกับอินโดนีเซียที่ใช้เกณฑ์ local content เข้มกว่าและดึงเม็ดเงินได้ถึง 18,000 ล้านดอลลาร์
อย่างไรก็คามรายงานบันทึกข้อมูลที่เป็นบวกสำหรับไทยไว้หนึ่งจุด เมื่อแยกองค์ประกอบการเปลี่ยนแปลงผลิตภาพในบริษัทที่รับการสนับสนุน พบว่าไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่เศรษฐกิจ ร่วมกับอินเดียและญี่ปุ่น ที่การเพิ่มผลิตภาพมาจากการยกระดับเทคโนโลยีภายในบริษัทเดิมจริง แต่ข้อสรุปรวมของบทยังเตือนว่าผลบวกของนโยบายอุตสาหกรรมมักจางหายภายในไม่กี่ปี พร้อมแนะให้ใช้อย่างมีกรอบเวลาสิ้นสุดและธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง
ภาษีสหรัฐ 2568 ปิดช่องที่ไทยเคยได้ประโยชน์
บทที่ 11 ว่าด้วยอาเซียนในภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนไป ชี้ความต่างระหว่างสองรอบสงครามการค้าได้อย่างคม ช่วงความขัดแย้งสหรัฐ-จีนปี 2561-2562 ไทย มาเลเซีย และเวียดนาม คือกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการเบี่ยงเบนการค้า โดยมียอดส่งออกในกลุ่มสินค้าเป้าหมายภาษีเพิ่มขึ้น มูลค่าเพิ่มในประเทศโต และ FDI ไหลเข้าระยะสั้น
แต่รอบปี 2568 ต่างออกไป IMF ระบุว่ามาตรการภาษีของสหรัฐรอบใหม่ครอบคลุมสินค้าและคู่ค้ากว้างขวางกว่าเดิมมาก พร้อมกับเข้มกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า จึงปิดช่องทางการเบี่ยงเบนการค้าและการลงทุนที่เคยเป็นกันชนให้ไทย ทำให้อาเซียนเปราะบางขึ้นต่อแรงกระแทกภายนอก
รายงานระบุว่าไทยอยู่ในกลุ่ม สองทาง ของห่วงโซ่มูลค่าโลก คือทั้งนำเข้าชิ้นส่วนยานยนต์จากญี่ปุ่นมาประกอบรถในประเทศ และส่งออกสินค้าขั้นกลางมูลค่าสูงไปยังจีนและเกาหลีใต้ หมายความว่าแรงกระแทกจากทั้งสองปลายห่วงโซ่ล้วนส่งผ่านมาถึงไทยได้
โจทย์ที่ยากกว่าคือ เมื่อ IMF จำลองว่าหากอาเซียนปฏิรูป 3 ด้าน คือโลจิสติกส์ รัฐบาลดิจิทัล และทุนมนุษย์ ผลประโยชน์จะตกกับกัมพูชา สปป.ลาว และอินโดนีเซียมากที่สุด ส่วนไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม จะได้ผลน้อยกว่า เพราะอยู่ใกล้เส้นแนวหน้าอยู่แล้ว เหลือช่องให้ปรับปรุงไม่มาก
นั่นหมายความว่า สูตรเดิมที่ไทยใช้มาตลอด ดึง FDI เข้ามาประกอบส่งออก แล้วอาศัยความได้เปรียบด้านต้นทุนและโลจิสติกส์ ใกล้หมดระยะทางแล้ว สิ่งที่เหลือให้เล่นคือการยกระดับผลิตภาพ ซึ่งเป็นโจทย์เดียวกันกับที่ IMF ชี้ไว้ในบทสรุปของทั้งเล่ม
แหล่งข้อมูล
- International Monetary Fund. 2026. Shaping the Future of Asia: Opportunities and Challenges.







