
PwC ชี้ไทยโอกาสลงทุนใหม่ รับแรงหนุน AI-ห่วงโซ่อุปทาน-พลังงาน
PwC มองไทยเข้าสู่รอบลงทุนใหม่ จากการกระจายห่วงโซ่อุปทาน AI และการเปลี่ยนผ่านพลังงาน หนุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และอาหาร
KEY
POINTS
- PwC ชี้ว่าไทยมีโอกาสการลงทุนระลอกใหม่จาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การกระจายห่วงโซ่อุปทาน, การประยุกต์ใช้ AI และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
- โอกาสการลงทุนดังกล่าวจะช่วยเสริมบทบาทไทยในฐานะประตูสู่อาเซียน โดยเน้นใน 4 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่มีศักยภาพสูง คือ ยานยนต์, โลจิสติกส์, การท่องเที่ยวและสุขภาพ และเกษตรและการแปรรูปอาหาร
- จุดแข็งของไทยที่ดึงดูดนักลงทุนคือการผสมผสานระหว่างตลาดในประเทศขนาดใหญ่, ฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง และตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่อไปยังตลาดอาเซียน
รายงาน Thailand Investment Outlook: Hope, resilience, and growth ของ PwC ประเทศไทย ระบุว่า การกระจายห่วงโซ่อุปทาน การประยุกต์ใช้ AI และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน กำลังเปิดโอกาสการลงทุนระลอกใหม่ในประเทศไทย และช่วยเสริมบทบาทไทยในฐานะประตูสู่อาเซียน โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และการแปรรูปอาหาร
แรงส่งดังกล่าวสะท้อนผ่านมูลค่าธุรกรรมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศขั้นต้นของไทยที่อยู่ที่ 86,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.9 ล้านล้านบาทในปี 2568 ตามข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย โดยมีจีน สิงคโปร์ และสหภาพยุโรปเป็นหนึ่งในแหล่งเงินลงทุนสำคัญ
ไทยใช้จุดแข็งตลาดในประเทศ เชื่อมโอกาส 700 ล้านคน
PwC มองว่าความสามารถในการแข่งขันของไทยไม่ได้พึ่งพาอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง แต่เกิดจากการผสมผสานจุดแข็งหลายด้าน ทั้งตลาดภายในประเทศที่มีประชากร 71.7 ล้านคน ฐานการผลิตยานยนต์ ระบบโลจิสติกส์ รวมถึงอุตสาหกรรมท่องเที่ยว สุขภาพ และอาหาร
ขณะเดียวกัน ไทยยังมีตำแหน่งทางยุทธศาสตร์เป็นประตูสู่อาเซียน ซึ่งมีประชากรราว 700 ล้านคน และมีมูลค่าเศรษฐกิจรวมประมาณ 4.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 141.3 ล้านล้านบาท โดยอาเซียนมีแนวโน้มขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 4–5% ต่อปี ซึ่งเพิ่มโอกาสด้านอุปสงค์ในระยะยาว
ยานยนต์-โลจิสติกส์-ท่องเที่ยว-อาหาร 4 ฐานลงทุนสำคัญ
รายงาน PwC ระบุว่าไทยมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางใน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ยานยนต์ โลจิสติกส์ การท่องเที่ยวและสุขภาพ และเกษตรและการแปรรูปอาหาร
ด้านยานยนต์ ไทยเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยผลิตรถยนต์ขนาดเล็กราว 1.5 ล้านคันในปี 2568 ขณะที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเติบโตต่อเนื่อง โดย EV มีสัดส่วน 53% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569
ส่วนด้านโลจิสติกส์ ไทยได้เปรียบจากทำเลที่ตั้งใจกลางภูมิภาค การพัฒนาระบบรางและท่าเรือ รวมถึงเครือข่ายความตกลงการค้าเสรี 17 ฉบับ ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว 15 ฉบับ
ด้านท่องเที่ยวและสุขภาพ ไทยรองรับนักท่องเที่ยวราว 33 ล้านคนในปี 2568 และผู้ป่วยชาวต่างชาติประมาณ 3 ล้านคนต่อปี ขณะที่ภาคเกษตรและอาหารยังมีโอกาสยกระดับไปสู่ผลิตภัณฑ์อาหารมูลค่าสูง โดยไทยอยู่ในกลุ่ม 10 ประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่ของโลก
ต่างชาติขยายฐานลงทุน รับเศรษฐกิจยุคใหม่
ภาพการลงทุนของบริษัทต่างชาติในไทยเริ่มสะท้อนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ภาคการเติบโตใหม่ โดย PwC ยกตัวอย่างการลงทุนของ Google มูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในโครงการ Bangkok Cloud Region การขยายฐานการผลิตของ Western Digital มูลค่า 693 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการลงทุนของ BYD มูลค่า 490 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อจัดตั้งฐานผลิตรถยนต์นั่งที่บริษัทเป็นเจ้าของทั้งหมดแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นายภูวิณ หน่อชูเวช หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการประจำอาณาเขตและหุ้นส่วนสายงานดีลส์ บริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวว่า เรื่องราวการลงทุนของไทยกำลังก้าวเข้าสู่บทใหม่ โดยจุดแข็งของประเทศไม่ได้อยู่ที่ภาคธุรกิจใดภาคธุรกิจหนึ่ง แต่เป็นการผสานระหว่างขนาดตลาด ความแข็งแกร่งของฐานอุตสาหกรรม และความยืดหยุ่น ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนให้ความสำคัญมากขึ้น
ทั้งนี้ การเปลี่ยนแรงส่งด้านการลงทุนให้เกิดการเติบโตในระยะยาว จำเป็นต้องเชื่อมโยง AI การกระจายห่วงโซ่อุปทาน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เข้ากับขีดความสามารถของประเทศ โครงสร้างพื้นฐาน และบุคลากรที่มีทักษะ เพื่อสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน







