
เปิดงบปี 70 ขาดดุล 7.88 แสนล้าน พื้นที่ก่อหนี้เหลือ 9.08 หมื่นล้าน
พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท เริ่ม 1 ต.ค.69 รัฐกู้ชดเชยขาดดุล 7.88 แสนล้าน เหลือพื้นที่ก่อหนี้ 9.08 หมื่นล้าน สบน.คาดหนี้สาธารณะจ่อ 69% ต่อจีดีพี
KEY
POINTS
- งบประมาณรายจ่ายปี 2570 มีวงเงินรวม 3.788 ล้านล้านบาท โดยรัฐบาลต้องกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล 7.88 แสนล้านบาท
- จากการกู้ชดเชยขาดดุลดังกล่าว ทำให้เหลือพื้นที่ทางการคลังที่สามารถก่อหนี้เพิ่มได้อีกเพียง 9.08 หมื่นล้านบาท
- คาดการณ์ว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ณ สิ้นปีงบประมาณ 2570 จะปรับเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 69%
พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2570 มีผลบังคับใช้ 1 ตุลาคม 2569 วงเงินรวม 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.2% จากปีก่อน รัฐเตรียมกู้ชดเชยขาดดุล 7.88 แสนล้านบาท ทำให้เหลือพื้นที่ก่อหนี้ตามกรอบเพียง 9.08 หมื่นล้านบาท ด้านสบน.คาดหนี้สาธารณะสิ้นปีงบฯ 2570 ขยับแตะ 69% ต่อจีดีพี และสูงสุดในปี 2571
พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณปี 2570 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ณ วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2569 เพื่อให้มีผลบังคับใช้ทันวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ภายใต้งบประมาณรายจ่ายรวม 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7,400 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 0.2%จากงบประมาณปี 2569 แบ่งเป็น
- รายจ่ายประจำ 2,786,367.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 131,724.9 ล้านบาท
- รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 71,038.1 ล้านบาท ลดลง 52,503 ล้านบาท
- รายจ่ายลงทุน 789,171.5 ล้านบาท ลดลง 72,564.8 ล้านบาท
- รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 151,520 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 320 ล้านบาท
กู้ชดเชย 7.88 แสนล้าน เหลือพื้นที่ก่อหนี้ 9.08 หมื่นล้าน
ขณะที่ประมาณการรายได้ในปีงบประมาณปี 2570 รวมทั้งสิ้น 3 ล้านล้านบาท ส่งผลให้รัฐบาลต้องกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 7.88 แสนล้านบาท จากวงเงินสูงสุดที่กู้ได้ตามพ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ 878,816 ล้านบาท
ดังนั้นจึงเหลือพื้นที่ทางการคลังที่สามารถก่อหนี้ได้เพียง 90,816 ล้านบาทเท่านั้น แม้จะเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2569 ที่เหลือพื้นที่ทางการคลังเพียง 17,080 ล้านบาท แต่ก็ถือเป็นตัวเลขที่ยังต่ำ ท่ามกลางความเสี่ยงในตลาดโลกและแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวแบบเปราะบาง
สาเหตุที่พื้นที่ทางการคลังของปีงบประมาณ 2569 เหลือถึง 17,080 ล้านบาทมากกว่าปีงบประมาณ 2568 ที่เหลือเพียง 4,920 ล้านบาท เนื่องจากรัฐบาลได้ออกพระราชกำหนด กู้เงิเพิ่มเติมอีก 4 แสนล้านบาท
งบปี 68 กู้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 8.66 แสนล้านบาท
ทั้งนี้วงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณของไทยมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2563 โดยปรับเพิ่มขึ้นจากเฉลี่ย 4.8 แสนล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2559-2562 ขึ้นสู่ระดับ 7.0-8.6 แสนล้านบาทต่อปี และแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 8.66 แสนล้านบาท คิดเป็น 23.1% ของงบประมาณรายจ่ายในปี 2568 เต็มเพดานการกู้สูงสุดต่อเนื่องอีก 2ปี ก่อนจะเริ่มทยอยชะลอตัวลงสู่ 7.88 แสนล้านบาท ในปี 2570
ดังนั้นหากจะประเมินฐานะการคลังของไทยถือว่าอ่อนแอกว่า ประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน (BBB+ / Baa1) จากหนี้สาธารณะที่เพิ่มเร็วและการคลังขาดดุลต่อเนื่อง ซึ่งสำนักวิจัยหลายแห่งประเมินว่า หาก Nominal GDP โตเพียง 3% ต่อปี การขาดดุลอาจเกิน 4% ของ GDP และหนี้สาธารณะอาจแตะ 70% ภายในปี 2570 ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือในระยะข้างหน้าได้
ดังนั้นการจัดทำแผนการคลังระยะปานกลางปี 2570-2573 ของรัฐบาล ด้วยการตั้งเป้าลดการขาดดุลเหลือ 3% ของ GDP ภายในปี 2572 จึงเป็นสัญญาณบวก แต่ยังมีความเสี่ยงจากสมมติฐานการเติบโตของ GDP ที่อาจสูงเกินจริงและความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายอย่างต่อเนื่อง
3 ค่ายเครดิตคงไทย Investment Grade
ทั้งนี้อันดับเครดิต (Credit Rating) ของประเทศไทยในปัจจุบันได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่มระดับน่าลงทุน (Investment Grade) จาก 3 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับสากล โดย มูดี้ส์ เรตติ้งส์ (Moody’s Ratings) ประกาศปรับเพิ่มมุมมองแนวโน้มอันดับเครดิตของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating Outlook) จากที่เคยปรับลดเป็น “เชิงลบ (Negative)” เป็น “มีเสถียรภาพ (Stable)” พร้อมทั้งคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไว้ที่ระดับ Baa1
ขณะที่เอสแอนด์พี (S&P Global) คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ระดับ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือเป็น “มีเสถียรภาพ” (Stable Outlook) ล่าสุด Fitch Ratings ได้ประกาศปรับมุมมองของไทยขึ้นจาก “เชิงลบ (Negative)” กลับสู่ “มีเสถียรภาพ (Stable)” เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา
นายโทมัส รูคมาเคอร์ หัวหน้ากลุ่มจัดอันดับเครดิตประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จากฟิทช์ เรทติ้งส์ ฮ่องกงกล่าวว่า การที่ฟิทช์ ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตประเทศไทยจาก “แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ“ เป็น ”มีเสถียรภาพ” สะท้อนถึงความเชื่อมั่นมากขึ้นว่า อัตราส่วนหนี้สินภาครัฐต่อ GDP จะสามารถทรงตัวอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพได้
ขณะที่ธนาคารไทยมีความสามารถในการรองรับความเสี่ยงที่เพียงพอ แม้รัฐบาลจะเพิ่มงบประมาณรายจ่ายในปี 2569 เพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานจากสงครามอิหร่าน เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญความท้าทายด้านอัตราการเติบโต แต่ก็ยังสามารถปรับตัวได้ดีกว่าที่คาดการณ์
ขณะที่แรงกดดันด้านเงินฝืดได้ปรับตัวลดลง และความสามารถที่จะการคาดการณ์ทิศทางของนโยบายมีการปรับดีขึ้นภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
หนี้สาธารณะจ่อ 69% ต่อจีดีพี ก่อนพีกปี 71
ล่าสุดคณะรัฐมนตรีครม.ได้อนุมัติแผนบริหารหนี้สาธารณะในปีงบประมาณ 2570 แบ่งเป็น 3 แผนย่อย ได้แก่
- แผนการก่อหนี้ใหม่ วงเงินประมาณ 1.26 ล้านล้านบาท
- แผนการบริหารหนี้เดิมหรือการปรับโครงสร้างหนี้ วงเงินประมาณ 1.9 ล้านล้านบาท
- แผนการชำระหนี้ วงเงินประมาณ 580,000 ล้านบาท
สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.) คาดว่า ภายใต้แผนดังกล่าว จะส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ณ สิ้นปีงบประมาณ 2570 ปรับขึ้นไปอยู่ที่ระดับประมาณ 69% ต่อจีดีพี และสูงสุดในปีงบประมาณ 2571 ซึ่งยังคงอยู่ภายใต้กรอบวินัยทางการเงินการคลังที่ไม่เกินเพดาน 70% ต่อจีดีพี ก่อนจะทยอยปรับลดลงตามกรอบแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF)
หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,241 วันที่ 4 - 7 ตุลาคม พ.ศ. 2569







