
สบน.เปิดยอดใช้เงินกู้ 4 แสนล้าน เบิกจ่ายแล้ว 1.3 แสนล้าน อุ้ม 39 ล้านราย
สบน.เผยผลใช้เงินกู้ พ.ร.ก.วิกฤตพลังงาน 4 แสนล้านบาท ณ ส.ค. 69 ครม.อนุมัติ 1.76 แสนล้าน เบิกจ่าย 1.31 แสนล้าน “ไทยช่วยไทย พลัส” ใช้แล้ว 7.49 หมื่นล้านบาท
KEY
POINTS
- สบน. รายงานความคืบหน้าการใช้เงินกู้ภายใต้ พ.ร.ก. วิกฤตพลังงาน วงเงิน 4 แสนล้านบาท โดยมีการเบิกจ่ายสะสมแล้ว 1.31 แสนล้านบาท
- เงินกู้ที่เบิกจ่ายไปได้ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบแล้วประมาณ 39 ล้านราย ผ่าน 3 โครงการหลัก
- โครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" มีการเบิกจ่ายสูงสุดที่ 7.49 หมื่นล้านบาท ให้กับผู้ใช้สิทธิ 25.79 ล้านราย ขณะที่อีก 2 โครงการสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.12 ล้านราย ได้เบิกจ่ายครบวงเงินแล้ว
สบน.เผยผลการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก.วิกฤตพลังงาน ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2569 ครม.อนุมัติแล้ว 1.76 แสนล้านบาท สบน.จัดหาเงินกู้ 1.47 แสนล้านบาท และเบิกจ่ายสะสม 1.31 แสนล้านบาท ขณะที่ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เบิกจ่ายแล้ว 7.49 หมื่นล้านบาท จากกรอบ 1.2 แสนล้านบาท มีประชาชนใช้สิทธิ 25.79 ล้านราย
สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.) รายงานผลการใช้จ่ายเงินกู้ของโครงการภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท พบว่า ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2569 สบน.ได้จัดหาเงินกู้แล้ว 147,000 ล้านบาท หรือ 36.75% ของกรอบวงเงิน
ขณะที่ผลการเบิกจ่ายสะสมอยู่ที่ 130,645.14 ล้านบาท คิดเป็น 32.66% ของกรอบวงเงินทั้งหมด และคิดเป็น 74.35% ของวงเงินที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) อนุมัติวงเงินแล้ว 175,718.66 ล้านบาท หรือคิดเป็น 43.93% ของกรอบวงเงินของพ.ร.ก.
วงเงินดังกล่าวอยู่ภายใต้ แผนงานที่ 1 ซึ่งมีกรอบวงเงิน 200,000 ล้านบาท มีเป้าหมายช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตด้านพลังงาน ปัจจุบัน ครม.อนุมัติไปแล้ว 175,718.66 ล้านบาท หรือ 87.86% ของกรอบวงเงินแผนงาน ขณะที่ สบน.จัดหาเงินกู้แล้ว 147,000 ล้านบาท และเบิกจ่ายสะสม 130,645.14 ล้านบาท
สำหรับแผนงานที่ 2 วงเงิน 200,000 ล้านบาท มีเป้าหมายสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ขณะนี้อยู่ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาเสนอโครงการ
โดยครอบคลุมทั้งการลดการใช้พลังงานฟอสซิล การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การส่งเสริมพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก การสนับสนุนยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการพัฒนาทักษะและนวัตกรรมเพื่อรองรับการปรับโครงสร้างพลังงานและเศรษฐกิจใหม่
3 โครงการช่วยประชาชน เบิกจ่ายแล้ว 1.3 แสนล้าน
เมื่อพิจารณาเฉพาะแผนงานที่ 1 พบว่า เงินกู้ที่ ครม.อนุมัติครอบคลุม 3 โครงการสำคัญคือ
- โครงการสนับสนุนและช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ
- โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
- โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40)
โดยโครงการสนับสนุนและช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ มีกรอบวงเงิน 18,800 ล้านบาท มีผู้ได้รับสิทธิตามมติ ครม. 13.18 ล้านราย และ ณ เดือนสิงหาคม 2569 มีผู้ได้รับสิทธิ 13.12 ล้านราย โดยเบิกจ่ายครบเต็มกรอบวงเงินแล้ว 18,800 ล้านบาท
โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายบรรเทาภาระค่าครองชีพของผู้มีรายได้น้อย ท่ามกลางสถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลกที่อยู่ในระดับสูงและมีความผันผวน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซึ่งได้รับผลกระทบจากต้นทุนการดำรงชีวิตและต้นทุนประกอบอาชีพที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 มีกรอบวงเงิน 36,918.66 ล้านบาท มีผู้ได้รับสิทธิตามมติ ครม. 13.18 ล้านราย และ ณ เดือนสิงหาคมมีผู้ได้รับสิทธิ 13.12 ล้านราย โดยเบิกจ่ายครบแล้วเช่นกัน คิดเป็น 100% ของกรอบวงเงินโครงการ
“ไทยช่วยไทย พลัส” เบิกจ่าย 7.49 หมื่นล้าน
สำหรับโครงการที่มีวงเงินสูงสุดคือ ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) มีกรอบวงเงิน 120,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน รักษากำลังซื้อ และช่วยสร้างรายได้ให้แก่ร้านค้าและผู้ประกอบการ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2569 มีผู้ได้รับสิทธิรวม 26.04 ล้านราย มีผู้ใช้สิทธิแล้ว 25.79 ล้านราย ขณะที่รัฐเบิกจ่ายสะสม 74,926.48 ล้านบาท หรือ 62.44% ของกรอบวงเงินโครงการ
ข้อมูลการใช้จ่ายพบว่า ในส่วน Food Delivery มีวงเงินสิทธิรัฐช่วยจ่าย 2,706.33 ล้านบาท จากผู้ใช้งาน 4.48 ล้านคน สะท้อนการนำมาตรการไปใช้กับทั้งการบริโภคในร้านค้าและช่องทางดิจิทัล
เมื่อแยกตามประเภทร้านค้า ร้านอาหารและเครื่องดื่มมีการใช้จ่ายในส่วนสิทธิรัฐช่วยจ่ายสูงสุด 36,688.67 ล้านบาท รองลงมาเป็นร้านค้าทั่วไป 17,239.67 ล้านบาท และร้านธงฟ้า 17,066 ล้านบาท
กรุงเทพฯ ใช้จ่ายสูงสุด 2.26 หมื่นล้าน
ด้านพื้นที่การใช้จ่าย เมืองหลักที่มีมูลค่าการใช้จ่ายสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพฯ 22,652.81 ล้านบาท ตามด้วยชลบุรี 6,897.89 ล้านบาท และสมุทรปราการ 5,491.88 ล้านบาท ส่วนเมืองรอง นครศรีธรรมราชมีมูลค่าการใช้จ่ายสูงสุด 2,696.63 ล้านบาท รองลงมาเป็นอุบลราชธานี 2,195.68 ล้านบาท และอุดรธานี 1,774.65 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเปิดลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทย พลัส พบปัญหาบางส่วนทั้งในฝั่งประชาชนและผู้ประกอบการ โดยประชาชนบางรายมีข้อมูลทะเบียนราษฎรหรือข้อมูลบัญชีธนาคารไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นปัจจุบัน ขณะที่ร้านค้าบางรายกรอกข้อมูลไม่ครบถ้วน ส่งผลให้ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบคุณสมบัติก่อนเข้าร่วมโครงการ
กระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารกรุงไทยจึงเร่งตรวจสอบข้อมูลผู้ลงทะเบียนและร้านค้า พร้อมประชาสัมพันธ์ขั้นตอนการลงทะเบียนและให้คำแนะนำผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติสามารถเข้าร่วมโครงการได้ครบถ้วน
หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,240 วันที่ 1 - 3 ตุลาคม พ.ศ. 2569







