
สศช. ชี้ซูเปอร์เอลนีโญทุบเกษตร 6.2 หมื่นล้าน ห่วงต่างด้าวแย่งอาชีพพุ่ง 19%
สภาพัฒน์ เผยรายงานสังคม Q2/2569 เตือนพิษซูเปอร์เอลนีโญทุบภาคเกษตรเสียหาย 6.2 หมื่นล้าน รายได้วูบ 8% เร่งจับต่างด้าวแย่งอาชีพสงวนพุ่ง 19% ขณะที่ยอดคนว่างงานแตะ 4 แสนคน ปริญญาตรีเตะฝุ่นสูงสุด 1.7%
KEY
POINTS
- สศช. คาดการณ์ว่าปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญจะสร้างความเสียหายให้ภาคเกษตรกรรมเป็นมูลค่าถึง 6.2 หมื่นล้านบาท และอาจทำให้รายได้เกษตรกรลดลงร้อยละ 8.0
- พบปัญหาแรงงานข้ามชาติลักลอบประกอบอาชีพสงวนสำหรับคนไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.3 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เช่น งานเร่ขายสินค้า นวดไทย และตัดผม
- ผลกระทบจากภัยแล้งของเอลนีโญอาจทำให้ความต้องการแรงงานในภาคเกษตรลดลง และเร่งให้แรงงานย้ายไปทำงานในภาคส่วนอื่น
วันที่ 24 สิงหาคม 2569 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาสสอง ปี 2569 ว่า ขณะนี้มีประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญด้านแรงงาน คือการลักลอบประกอบอาชีพสงวนของแรงงานข้ามชาติที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งกรมการจัดหางานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ตรวจสอบการทำงานของแรงงานข้ามชาติทั่วประเทศในปีงบประมาณ 2569 ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึง 28 พฤษภาคม 2569
จากการตรวจสอบพบการทำงานผิดกฎหมายแล้ว 3,217 ราย ในจำนวนนี้เป็นการลักลอบประกอบอาชีพสงวนถึง 1,053 ราย อาทิ งานเร่ขายสินค้า งานนวดไทย งานตัดผม งานเสริมสวย และงานขับขี่ยานพาหนะ ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า นายดนุชากล่าวว่าควรเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการทำงานของแรงงานข้ามชาติ ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายกับนายจ้างที่จ้างแรงงานผิดกฎหมาย และแรงงานข้ามชาติที่ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตหรือประกอบอาชีพสงวน พร้อมเปิดช่องทางแจ้งเบาะแสได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน 1506 กด 2
อีกประเด็นที่ สศช. ให้ความสำคัญคือการบังคับใช้กฎหมายกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามมาตรา 126 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เพื่อเป็นเงินก้อนให้แก่ลูกจ้างเมื่อออกจากงานในทุกกรณี โดยมาจากการร่วมส่งเงินสมทบระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง สำหรับสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปและไม่มีการจัดสวัสดิการในลักษณะเดียวกันตามกฎหมายอื่น เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ทั้งนี้ กองทุนดังกล่าวจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
สศช. คาดว่าในปี 2569 จะมีสถานประกอบการที่อยู่ในข่ายต้องนำส่งเงินสมทบกว่า 107,000 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 80.7 ของสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ครอบคลุมลูกจ้างราว 5.7 ล้านคน อย่างไรก็ตาม ลูกจ้างจำนวนหนึ่งยังไม่ทราบถึงสิทธิประโยชน์ของกองทุนฯ
ดังนั้นจึงควรเร่งเสริมสร้างการรับรู้เกี่ยวกับกองทุนฯ แก่นายจ้างและลูกจ้างที่อยู่ในข่ายต้องส่งเงินสมทบ ควบคู่กับการพัฒนาระบบรองรับการขึ้นทะเบียน การนำส่งเงินสมทบ และการกำกับติดตามการดำเนินงาน
นายดนุชา กล่าวถึงความเสี่ยงต่อการจ้างงานในภาคเกษตรจากปรากฏการณ์เอลนีโญ โดยระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงเป็นซูเปอร์เอลนีโญในช่วงปลายปี 2569 ส่งผลให้หลายพื้นที่เริ่มประสบปัญหาภัยแล้งจากปริมาณฝนที่ลดลงและฝนทิ้งช่วงยาวนานขึ้น โดยรายงานสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตรในช่วงระหว่างวันที่ 1 เมษายน ถึง 9 กรกฎาคม 2569 พบว่ามีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งแล้ว 5 จังหวัด ครอบคลุมพื้นที่เกษตร 8,646 ไร่ และเกษตรกร 4,453 ราย
ทั้งนี้ งานศึกษาของ Krungthai COMPASS คาดว่าผลกระทบของเอลนีโญจะต่อเนื่องถึงครึ่งแรกของปี 2570 ทำให้ภาคเกษตรเสียหายถึง 6.2 หมื่นล้านบาท โดยข้าวได้รับผลกระทบมากที่สุด คิดเป็นมูลค่าความเสียหายราว 4.3 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้รายได้เกษตรกรในปี 2569 มีแนวโน้มลดลงประมาณร้อยละ 8.0 ซึ่งอาจทำให้ความต้องการแรงงานภาคเกษตรลดลง และเร่งให้แรงงานบางส่วนย้ายไปทำงานในภาคเศรษฐกิจอื่น
ดังนั้นจึงควรเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับผลกระทบต่อแรงงานภาคเกษตร โดยส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยที่มีตลาดรองรับ และในระยะยาวควรพัฒนาพันธุ์พืชทนแล้งควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ เพื่อลดผลกระทบต่อรายได้และการจ้างงานของแรงงานในภาคเกษตรกรรมในระยะต่อไป
สำหรับภาพรวมการจ้างงานในไตรมาสสอง ปี 2569 นายดนุชา กล่าวว่า ปรับตัวดีขึ้น โดยผู้มีงานทำมีจำนวน 41.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.1 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการขยายตัวของการจ้างงานทั้งภาคเกษตรกรรมและนอกภาคเกษตรกรรมที่ร้อยละ 6.5 และ 4.5 ตามลำดับ โดยภาคเกษตรกรรมได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของการผลิตภาคเกษตร ขณะที่นอกภาคเกษตรกรรมได้แรงหนุนจากการจ้างงานในสาขาก่อสร้างที่ขยายตัวร้อยละ 8.3 ตามการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชน และสาขาโรงแรมและภัตตาคารที่ขยายตัวร้อยละ 5.8 จากการท่องเที่ยวในประเทศที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาว
ด้านชั่วโมงการทำงานปรับตัวลงเล็กน้อยทั้งในภาพรวมประเทศและของภาคเอกชนที่ร้อยละ 0.3 และ 0.2 อยู่ที่ 42.6 และ 46.8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ตามลำดับ ขณะที่ผู้ทำงานล่วงเวลามากกว่า 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์มีจำนวน 6.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.3 เช่นเดียวกับผู้ทำงานต่ำระดับที่ทำงานต่ำกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์และต้องการทำงานเพิ่ม เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 19.1 มีจำนวน 1.9 แสนคน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรกรรมถึงร้อยละ 70.3
ในส่วนของค่าจ้าง นายดนุชา กล่าวว่า ค่าจ้างเฉลี่ยของแรงงานยังคงปรับลดลง โดยภาพรวมอยู่ที่ 15,937 บาทต่อคนต่อเดือน ลดลงร้อยละ 0.25 จากค่าจ้างเฉลี่ยของกลุ่มอาชีพอิสระที่ลดลงร้อยละ 1.96 มาอยู่ที่ 16,059 บาทต่อคนต่อเดือน ขณะที่ค่าจ้างเฉลี่ยของกลุ่มลูกจ้างในระบบอยู่ที่ 15,853 บาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.90 จากการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างลูกจ้างเอกชนและลูกจ้างรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจที่ร้อยละ 1.13 และร้อยละ 0.18 ตามลำดับ ทั้งนี้เมื่อปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อไตรมาสสองที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.70 พบว่าค่าจ้างแรงงานที่แท้จริงในภาพรวมลดลงร้อยละ 2.88
ด้านสถานการณ์การว่างงาน นายดนุชา กล่าวว่าไตรมาสสอง ปี 2569 มีผู้ว่างงานในภาพรวมจำนวน 4.0 แสนคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.7 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นอัตราการว่างงานร้อยละ 0.95 จากร้อยละ 0.91 ในปี 2568 โดยเพิ่มจากกลุ่มที่เคยทำงานมาก่อนเป็นหลักถึง 7.1 หมื่นคน สาเหตุเกือบครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 41.1 มาจากการลาออกจากงาน ส่วนใหญ่อยู่ในสาขาการค้าส่งและค้าปลีกร้อยละ 22.1 และสาขาการผลิตร้อยละ 20.1 ขณะที่กลุ่มผู้จบอุดมศึกษายังคงมีอัตราการว่างงานสูงสุดที่ร้อยละ 1.70
สำหรับการว่างงานในระบบประกันสังคม พบว่าไตรมาสสอง ปี 2569 มีผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน 2.9 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงานในระบบร้อยละ 2.37 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.07 ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
สอดคล้องกับข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่พบว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีธุรกิจแจ้งเลิกประกอบกิจการ 7,024 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.5 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
นอกจากนี้ยังพบผู้เสมือนว่างงานหรือผู้มีงานทำที่มีชั่วโมงการทำงานในระดับต่ำจำนวน 2.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.0 และผู้ว่างงานระยะยาวตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปมีจำนวน 8.1 หมื่นคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.3 โดยสาเหตุสำคัญมาจากการลาออกเอง







