thansettakij
thansettakij
บิ๊กธุรกิจ ถอดรหัส EEC ก้าวต่อไปเดิมพันอนาคตประเทศ รับคลื่นลงทุน

บิ๊กธุรกิจ ถอดรหัส EEC ก้าวต่อไปเดิมพันอนาคตประเทศ รับคลื่นลงทุน

09 ก.ย. 69 | 00:40 น.

บทสรุปเวทีสัมมนา EEC NEVER STOP THE NEXT CHAPTER ภาคเอกชนจากหลายอุตสาหกรรมสะท้อนมุมมองทิศทางก้าวต่อไปโครงการ EEC ยังคงเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ พร้อมเสนอแนะการขับเคลื่อนอนาคตประเทศไทย

KEY

POINTS

  • บทสรุปเวทีสัมมนา EEC NEVER STOP THE NEXT CHAPTER ภาคเอกชนเห็นตรงกันว่า EEC ยังมีศักยภาพสูง แต่ก้าวต่อไปต้องเปลี่ยนจากการเน้นปริมาณเม็ดเงินไปสู่คุณภาพของการลงทุนที่กระจายประโยชน์สู่ท้องถิ่นและชุมชน
  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม โดยเฉพาะรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และการยกระดับสนามบินอู่ตะเภาสู่เมืองการบิน เป็นหัวใจสำคัญในการดึงดูดการลงทุนและปลุกศักยภาพด้านการท่องเที่ยว
  • ความท้าทายเร่งด่วนคือการแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรทักษะสูงให้ทันต่อความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และ Data Center
  • เสนอให้ปรับวิสัยทัศน์การพัฒนาจากเมืองอุตสาหกรรมไปสู่เมืองน่าอยู่ตลอดชีวิตที่มีการวางผังเมืองที่ดีและสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 เนชั่นกรุ๊ป จัดเวทีเสวนา EEC NEVER STOP THE NEXT CHAPTER: อีอีซี ก้าวต่อไป โดยเชิญตัวแทนภาคเอกชนจากหลายอุตสาหกรรมได้ร่วมสะท้อนมุมมองต่อทิศทางเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในระยะต่อไป 

ทั้งนี้แม้แต่ละฝ่ายจะมาจากธุรกิจที่แตกต่างกัน ทั้งนิคมอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว ค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ สนามบิน และภาคการผลิต แต่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันในทิศทางเดียวว่า EEC ยังคงเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพและแต้มต่อเหนือคู่แข่งในภูมิภาค 

เพียงแต่บทต่อไปของการพัฒนาจะไม่ได้วัดกันที่ปริมาณเม็ดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป หากแต่ต้องวัดกันที่คุณภาพของการลงทุน ความสามารถในการกระจายผลประโยชน์สู่คนในพื้นที่ และความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องเดินหน้าให้ทันกับความคาดหวังของนักลงทุน

จับตาคลื่นลงทุน

เริ่มต้นด้วยผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม นายปจงวิช พงษ์ศิวาภัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAID ระบุว่า หากพิจารณาพอร์ตการลงทุนของบริษัทที่มีนิคมอุตสาหกรรมรวม 17 แห่ง และอยู่ในพื้นที่ EEC มากถึง 14 แห่ง สะท้อนชัดเจนว่าพื้นที่นี้ยังคงเป็นทำเลที่นักลงทุน

ต่างชาติให้ความไว้วางใจ ทั้งจากความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ที่เชื่อมมหาสมุทรแปซิฟิกกับมหาสมุทรอินเดีย และความเสี่ยงต่ำจากภัยธรรมชาติ ประกอบกับโครงข่ายพลังงานและระบบนํ้าที่สั่งสมมาตั้งแต่ยุคอีสเทิร์นซีบอร์ด

อย่างไรก็ตาม นายปจงวิชเตือนว่าคลื่นการลงทุนธุรกิจ Data Center ที่หลั่งไหลเข้ามาด้วยความต้องการใช้ไฟฟ้าเกือบ 30,000 เมกะวัตต์ กำลังเปลี่ยนโจทย์ของประเทศจากการดึงทุนไปสู่การเลือกทุนที่สร้างประโยชน์ให้เศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง ทั้งการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม การใช้ซัพพลายเชนในประเทศ และการจ้างแรงงานไทย

ขณะเดียวกัน จุดอ่อนสำคัญที่ยังฉุดรั้งความสามารถในการแข่งขันของไทยเมื่อเทียบกับเวียดนามคือปัญหาขาดแคลนแรงงานระดับล่างหรือ Mass Labor ซึ่งภาครัฐจำเป็นต้องเร่งทบทวนกฎระเบียบด้านแรงงานต่างด้าว เพื่อรักษาขีดความสามารถของภาคการผลิตที่ต้องพึ่งพากำลังคนจำนวนมาก ควบคู่ไปกับการผลักดันให้นิคมอุตสาหกรรมยกระดับสู่อุตสาหกรรมสีเขียวที่ให้ความสำคัญกับ ESG มากขึ้น

แนะปลุกท่องเที่ยว

ส่วนมุมของภาคการท่องเที่ยว นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย มองว่าการเชื่อมต่อคือหัวใจสำคัญที่จะปลุกศักยภาพของพัทยาให้กลับมาคึกคักเหมือนในอดีต โดยยกตัวอย่างว่าภูเก็ตเคยเติบโตก้าวกระโดดหลังมีสนามบินนานาชาติรองรับเที่ยวบินตรงจากต่างประเทศ ขณะที่พัทยาแม้จะมีจุดขายด้านทะเลและค่าครองชีพที่เหมาะสมกว่า แต่ยังขาดเส้นทางบินตรงที่จะดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงเข้ามาโดยตรง

สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน นายเทียนประสิทธิ์ เสนอว่าไม่จำเป็นต้องเน้นความเร็วสูงสุดเพียงอย่างเดียว แต่ควรออกแบบให้เป็นระบบรางที่มีจุดจอดน้อยสำหรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ เพื่อให้การเดินทางเข้าสู่พัทยามีประสิทธิภาพ พร้อมยกตัวอย่างญี่ปุ่นที่สามารถกระจายนักท่องเที่ยวออกจากเมืองใหญ่ไปยังเมืองรองได้ด้วยระบบรางที่ตรงเวลา นอกจากนี้ยังเห็นว่าพื้นที่ EEC ยังมีช่องว่างในการพัฒนาศูนย์ประชุมและนิทรรศการขนาดใหญ่ เพื่อยกระดับสู่การเป็นจุดหมายปลายทางไมซ์ระดับโลก

แนะขยายตลาดไมซ์

ฟากภาคค้าปลีก นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ชี้ว่าปัจจุบัน EEC มีแรงงานและผู้ที่เข้ามาทำงานในพื้นที่ราว 2.7 ล้านคน ทำให้ตลาดค้าปลีกในพื้นที่มีลักษณะเป็นสองขั้ว ทั้งกลุ่มผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญที่ต้องการสินค้าพรีเมียม และกลุ่มแรงงานอุตสาหกรรมที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความสะดวกในการเข้าถึงสินค้าใกล้พื้นที่โรงงาน ซึ่งผู้ประกอบการต้องออกแบบทำเลและรูปแบบธุรกิจให้สอดรับกับพฤติกรรมที่แตกต่างกันนี้

นายณัฐ ยังผลักดันให้การลงทุนของทุนใหญ่ในพื้นที่ต้องเชื่อมโยงประโยชน์กลับสู่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและชุมชนท้องถิ่น ผ่านการใช้ Local Content และการเปิดพื้นที่ในห้างสรรพสินค้าให้สินค้าท้องถิ่นได้เข้าถึงลูกค้า แทนที่จะให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ได้รับประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว พร้อมเสนอให้ขยายตลาดไมซ์เชื่อมโยงชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทราเข้าด้วยกัน เพื่อดึงให้ผู้เข้าร่วมงานพักค้างและกระจายการใช้จ่ายไปยังจังหวัดโดยรอบมากขึ้น

ดันเมืองอาศัยตลอดชีพ

ขณะที่มุมของการวางผังเมือง นายมีศักดิ์ ชุนหรักษ์โชติ อดีตนายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย มองว่า การพัฒนา EEC ในระยะต่อไปต้องเปลี่ยนมุมมองจากการเป็นเพียงเมืองทำงานไปสู่การเป็นเมืองที่อยู่อาศัยได้ตลอดชีวิต โดยชี้ว่าการเติบโตนอกเขตนิคมอุตสาหกรรมที่ขาดการวางแผนกำลังส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ ขณะที่การย้ายถิ่นฐานของแรงงานจากภาคอีสานและภาคเหนือเข้ามาทำงานในชลบุรีและระยอง ได้เปลี่ยนโครงสร้างประชากรและสังคมไปอย่างมากจากเมืองเกษตรกรรมและท่องเที่ยวเดิม

นายมีศักดิ์ ยังเตือนถึงความเสี่ยงในระยะยาวหากอุตสาหกรรมหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ EEC ในวันนี้เกิดการตกยุคในอนาคต โดยยกตัวอย่างเมืองอุตสาหกรรมหลายแห่งในยุโรปที่เคยรุ่งเรืองแต่ต้องเผชิญภาวะซบเซาเมื่อโครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนไป

จึงเสนอให้ไทยวางแผนล่วงหน้า 20-30 ปี เพื่อสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจ พร้อมเปิดให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วมออกแบบผังเมืองของตนเองมากขึ้น เพื่อไม่ให้ซํ้ารอยเมืองที่ล่มสลายเมื่อเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิมหยุดทำงาน

ปั้นเมืองการบิน

ด้านโครงสร้างพื้นฐานการบิน นายวีรวัฒน์ ปัณฑวังกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด หรือ UTA กล่าวว่า โครงการสนามบินอู่ตะเภาเดินหน้ามาแล้ว 6 ปี ท่ามกลางความผันผวนของโควิด-19 และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้บริษัทต้องปรับขนาดการลงทุนให้สอดคล้องกับดีมานด์ผู้โดยสารจริงที่ปัจจุบันอยู่ที่กว่า 3 แสนคนต่อปี จากเดิมที่เคยสูงกว่า 2 ล้านคนก่อนเกิดโควิด พร้อมตั้งเป้าผลักดันให้กลับมาแตะระดับ 3 ล้านคนอีกครั้ง

นายวีรวัฒน์ มองว่า ทิศทางของอู่ตะเภาในระยะต่อไปต้องก้าวข้ามจากการเป็นเพียงสนามบินไปสู่การเป็นเมืองการบิน ที่ทำหน้าที่เป็นแม่เหล็กดึงคนเข้าสู่พื้นที่ ก่อนกระจายไปยังพัทยา ระยอง และจันทบุรี โดยเน้นการท่องเที่ยวคุณภาพสูงเพื่อให้เกิดการพักค้างและใช้จ่ายในพื้นที่จริง แม้โครงการจะไม่รอความชัดเจนของรถไฟความเร็วสูง แต่หากระบบรางสามารถเชื่อมกรุงเทพฯ กับ EEC ได้ภายในหนึ่งชั่วโมงจะเปลี่ยนพฤติกรรมนักท่องเที่ยวจากวันหยุดสุดสัปดาห์ไปสู่จุดหมายปลายทางรายวันได้

บูมมิกซ์ยูสขนาดใหญ่

ทางฝั่งอสังหาริมทรัพย์เพื่อการท่องเที่ยว นายเอกณัฐ อึ้งภากรณ์ หัวหน้าคณะสายงานกลยุทธ์การลงทุน บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ระบุว่าการเกิดขึ้นของ EEC ช่วยเพิ่มดีมานด์ให้กับพื้นที่พัทยาและจังหวัดโดยรอบอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นปัจจัยที่บริษัทนำมาพิจารณาในการเดินหน้าโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่อย่าง Aquatique District Pattaya ที่ร่วมมือกับพันธมิตรโรงแรมระดับโลกทั้ง Ritz-Carlton และ JW Marriott รวมถึงสวนนํ้าในเครือ Universal

นายเอกณัฐ มองว่า การพัฒนา EEC ให้ยั่งยืนต้องไม่จำกัดอยู่เพียงภาคอุตสาหกรรม แต่ต้องสร้างระบบนิเวศที่รองรับการใช้ชีวิตของคนในพื้นที่ ทั้งพื้นที่สันทนาการ ศูนย์การค้า และบริการสุขภาพ ควบคู่ไปกับการเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งความชัดเจนของโครงสร้างพื้นฐานอย่างสนามบินและรถไฟความเร็วสูง เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถวางแผนลงทุนระยะยาวและดึงพันธมิตรระดับโลกเข้ามาร่วมพัฒนาพื้นที่ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

เชื่อมพื้นที่ปราจีนบุรี

ปิดท้ายที่มุมมองภาคการผลิต นายสมมาต ขุนเศษฐ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่าปัจจุบันมีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในระบบนิเวศอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าแล้วกว่า 200 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 140,000 ล้านบาท สะท้อนความได้เปรียบของไทยที่สั่งสมฐานอุตสาหกรรมยานยนต์มาอย่างยาวนาน แต่โจทย์สำคัญของบทต่อไปคือการทำให้ไทยก้าวพ้นจากการเป็นเพียงฐานการผลิต ไปสู่การเป็นฐานเทคโนโลยีที่มีคนไทยอยู่ในห่วงโซ่มูลค่ามากขึ้น

นายสมมาตชี้ว่า โจทย์เร่งด่วนมีสามด้านคือการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากบริษัทต่างชาติ การยกระดับซัพพลายเชนให้ผลิตชิ้นส่วนมูลค่าสูงอย่างแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้าได้เอง และที่สำคัญที่สุดคือการเร่งพัฒนากำลังคนทักษะสูงด้านวิศวกรรม ซอฟต์แวร์ และอิเล็กทรอนิกส์ล่วงหน้า โดยไม่ควรรอให้นักลงทุนตั้งโรงงานก่อนแล้วจึงเริ่มผลิตบุคลากร เพราะระบบการศึกษาไทยไม่สามารถผลิตคนให้ทันความต้องการภายในเวลาอันสั้นได้

พร้อมเสนอให้ภาครัฐเชื่อมโยงพื้นที่ปราจีนบุรีเข้ากับอีอีซี เพื่อกระจายฐานอุตสาหกรรมและลดการกระจุกตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่เดิม