
AWC ชี้ศักยภาพ EEC เพิ่มดีมานด์ หวังรัฐเร่งอินฟราฯ ดึงดูดการลงทุน
เปิดศักยภาพ EEC เพิ่มดีมานด์พื้นที่พัทยา-ชลบุรี และพื้นที่ข้างเคียง AWC เดินหน้าลงทุนเมกะโปรเจกต์ Aquatique รับหวังสร้างดีมานด์ใหม่ ชี้เอกชนรอรัฐเร่งอินฟราฯ
KEY
POINTS
- AWC ชี้ว่าศักยภาพการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จะช่วยเพิ่มความต้องการ (ดีมานด์) ให้กับธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม และบริการในพื้นที่พัทยาและจังหวัดโดยรอบ
- แนะภาครัฐเร่งรัดการพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น สนามบินและรถไฟความเร็วสูง เพื่อเพิ่มศักยภาพของพื้นที่และดึงดูดการลงทุน และเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนระยะยาวของภาคเอกชน และการดึงดูดพันธมิตรระดับโลก
- AWC มองว่าการพัฒนา EEC ให้ประสบความสำเร็จ ต้องสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่สมบูรณ์เพื่อรองรับการอยู่อาศัยและการใช้ชีวิต ไม่ใช่แค่การพัฒนาภาคอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว
การเดินหน้าพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กำลังถูกมองเป็นแรงส่งสำคัญต่อดีมานด์ของธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม รีเทล และบริการในพื้นที่พัทยาและจังหวัดโดยรอบ ขณะที่ภาคเอกชนเริ่มขยายการลงทุนเพื่อรองรับการเติบโตของพื้นที่ โดยมองว่าการพัฒนา EEC ไม่ควรจำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่อุตสาหกรรม แต่ต้องสร้างระบบนิเวศที่รองรับการอยู่อาศัยและการใช้ชีวิตของคนที่จะเข้ามาทำงานและลงทุนในพื้นที่ด้วย
นายเอกณัฐ อึ้งภากรณ์ หัวหน้าคณะสายงานกลยุทธ์การลงทุน บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC กล่าวว่า การเกิดขึ้นของ EEC ช่วยเพิ่มดีมานด์ให้กับพื้นที่ ไม่ได้จำกัดเฉพาะพื้นที่ 3 จังหวัดของ EEC แต่ยังส่งผลต่อพื้นที่โดยรอบ ซึ่งเป็นปัจจัยที่บริษัทนำมาพิจารณาประกอบการลงทุนในพื้นที่ดังกล่าว
ที่ผ่านมา AWC มีการลงทุนในพื้นที่เพิ่มขึ้นหลังจากการเดินหน้า EEC โดยปัจจุบันมีโรงแรมที่เปิดให้บริการแล้ว 2 แห่งในพื้นที่พัทยาและบริเวณใกล้เคียง รวมประมาณ 500 ห้อง ขณะเดียวกันยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและอยู่ใน Pipeline อีกหลายโครงการ
“EEC เกิดขึ้น เรามองว่าจะเพิ่มดีมานด์ในพื้นที่ ไม่ใช่เฉพาะในกลุ่มพื้นที่ EEC เอง พื้นที่โดยรอบมีอิมแพกต์ค่อนข้างสูง” นายเอกณัฐกล่าว
Aquatique รับ EEC-สร้างดีมานด์ใหม่
หนึ่งในโครงการสำคัญที่ AWC นำมารองรับการขยายตัวของพื้นที่คือ Aquatique District Pattaya (อควาทีค) โครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่บริเวณพัทยากลาง ริมชายหาด ซึ่งบริษัทวางองค์ประกอบโครงการให้มีทั้งโรงแรม พื้นที่รีเทล สวนน้ำ และพื้นที่จัดงาน เพื่อพัฒนาเป็น Destination ขนาดใหญ่ของพัทยา
โครงการ Aquatique มีแผนพัฒนาโรงแรมหลายแห่ง โดย AWC ได้เดินหน้าความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกในธุรกิจโรงแรม รวมถึงแบรนด์ The Ritz-Carlton และ JW Marriott รวมถึงแบรนด์อื่นในเครือ Marriott ขณะที่โครงการยังมีพื้นที่รีเทลขนาดใหญ่กว่า 200,000 ตารางเมตร และสวนน้ำที่ร่วมมือกับ Universal
นายเอกณัฐกล่าวว่า AWC นำปัจจัยจาก EEC มาพิจารณาในการลงทุน เนื่องจากมองว่า EEC จะเป็นตัวเพิ่มดีมานด์ให้กับพื้นที่ แต่ในอีกด้านหนึ่งโครงการขนาดใหญ่ของบริษัทเองก็สามารถสร้างหรือทำให้เกิดดีมานด์ขึ้นมาเองก็ได้เช่นกัน
“เรามองว่า EEC จะเพิ่มดีมานด์ เราก็ต้องเอาตรงนี้มาพิจารณาด้วย แต่มากไปกว่านั้น ตัวโปรเจกต์ของเราเป็นโปรเจกต์ไซส์ใหญ่ ก็จะสร้างหรือทำให้เกิดดีมานด์ขึ้นมาด้วยตัวของมันเองด้วย” นายเอกณัฐกล่าว
สำหรับ Aquatique เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่คาดว่าจะทยอยพัฒนาเป็นเฟส โดยใช้เวลาประมาณ 5 ปี ขณะที่ก่อนโครงการหลักจะแล้วเสร็จ AWC ยังมีแผนทยอยเปิดโครงการโรงแรมและรีสอร์ตอื่นในย่านพัทยา เพื่อรองรับความต้องการที่เกิดขึ้นในพื้นที่
EEC ต้องมี Ecosystem ไม่ใช่แค่อุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม มุมมองของ AWC ยังสะท้อนว่า การผลักดัน EEC ให้เป็นฐานเศรษฐกิจและการลงทุนไม่ได้ขึ้นอยู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมเพียงด้านเดียว เพราะเมื่อมีนักลงทุนและแรงงานเข้ามาในพื้นที่มากขึ้น จำเป็นต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการที่รองรับการใช้ชีวิตควบคู่กัน
นายเอกณัฐมองว่า พื้นที่ EEC ซึ่งมีฐานหลักเป็นอุตสาหกรรม จำเป็นต้องมี Ecosystem ที่ครบมากขึ้น ทั้งพื้นที่สันทนาการ แหล่งช้อปปิ้ง Wellness โรงพยาบาล โรงแรม และบริการอื่นๆ เพื่อรองรับคนที่เข้ามาทำงาน ลงทุน และใช้ชีวิตในพื้นที่
ดังนั้น การพัฒนาโครงการท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่จึงสามารถทำหน้าที่เสริมกับการลงทุนภาคอุตสาหกรรมได้ โดยเฉพาะการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้พื้นที่สามารถดึงดูดทั้งคนทำงาน นักลงทุน และนักท่องเที่ยวได้ในระยะยาว
“คนที่จะมาอยู่ มาใช้ชีวิต ต้องมี Facility หรือ Ecosystem ที่ตอบโจทย์ ไม่สามารถอยู่ด้วยอุตสาหกรรมอย่างเดียวได้” นายเอกณัฐกล่าว
เปลี่ยนเกมท่องเที่ยว เน้นคุณค่ามากกว่าปริมาณ
นอกจากแรงหนุนจาก EEC แล้ว AWC ยังมองว่า พื้นที่อย่างพัทยาและพื้นที่โดยรอบมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูงอยู่แล้ว ทั้งจากจำนวนโรงแรมและความต้องการใช้บริการในพื้นที่ แต่ทิศทางของตลาดกำลังเปลี่ยนจากการมุ่งเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว ไปสู่การเพิ่มคุณค่าทางเศรษฐกิจจากนักท่องเที่ยวแต่ละราย
นายเอกณัฐกล่าวว่า ในอดีตการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับ “ปริมาณ” แต่แนวทางในระยะต่อไปควรเน้น “คุณค่า” มากขึ้น เพื่อให้นักท่องเที่ยวและผู้ใช้บริการมีประสบการณ์ที่ดี และมีการใช้จ่ายในพื้นที่เพิ่มขึ้น
แนวคิดดังกล่าวทำให้การพัฒนา Destination ขนาดใหญ่ไม่ได้วัดเพียงจำนวนห้องพักหรือจำนวนผู้เข้าชม แต่ต้องพิจารณาความสามารถในการดึงการใช้จ่ายเข้าสู่พื้นที่ ทั้งโรงแรม รีเทล สันทนาการ และบริการที่เกี่ยวข้อง
รัฐ-เอกชนต้องเดินแผนเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดความเร็วของการลงทุนในพื้นที่ EEC ยังอยู่ที่ความชัดเจนของแผนภาครัฐ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งภาคเอกชนมองว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเชื่อมโยงพื้นที่และเพิ่มศักยภาพการดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ
นายเอกณัฐยังกล่าวว่า ภาคเอกชนไม่ได้มองเฉพาะการลงทุน แต่ต้องการเห็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงการเชื่อมโยงไปยังพันธมิตรระดับโลก เพราะเมื่อประเทศไทยต้องการดึง Global Partner เข้ามาลงทุน คำถามสำคัญคือพื้นที่จะมีอะไรนำเสนอ และโครงสร้างพื้นฐานจะพร้อมเมื่อใด
สิ่งที่ยังเป็นข้อกังวลคือแผน EEC ที่มีการปรับเปลี่ยนในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ภาคเอกชนยังต้องติดตามว่าแผนปัจจุบันมีรายละเอียดและเป้าหมายอย่างไร รวมถึงโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญจะเดินหน้าและเปิดให้ใช้งานได้ตามกรอบเวลาใด
ทั้งสนามบิน ระบบรถไฟ และโครงการรถไฟความเร็วสูง หากสามารถเดินหน้าได้ตามแผน จะช่วยเพิ่ม Connectivity และยกระดับศักยภาพของพื้นที่ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงพัทยาและ EEC เข้ากับจุดหมายปลายทางอื่น รวมถึงการเดินทางของนักท่องเที่ยวและนักลงทุน
“เรายังหวังว่า EEC จะเดินหน้าต่อ และด้วยความเร็วได้ตามแผน” นายเอกณัฐกล่าว
ลุ้นอินฟราฯ ปลดล็อกศักยภาพ EEC
สำหรับ AWC การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่จึงต้องประเมินทั้ง Demand ที่มาจาก EEC และ Demand ที่โครงการสามารถสร้างขึ้นเอง แต่การจะขยายผลให้เกิดเป็น Ecosystem ขนาดใหญ่ยังต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐเข้ามาสนับสนุน
หากสนามบิน การเชื่อมต่อระบบราง และรถไฟความเร็วสูงสามารถเกิดขึ้นตามแผน จะช่วยเพิ่มความสามารถในการเดินทางระหว่างพื้นที่และเชื่อมต่อกับ Destination สำคัญ ซึ่งจะเป็นแรงเสริมต่อทั้งภาคอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และธุรกิจบริการ
ในอีกด้าน หากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานยังมีความไม่แน่นอน ภาคเอกชนย่อมต้องเผชิญข้อจำกัดในการวางแผนลงทุนระยะยาว โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เงินลงทุนและระยะเวลาพัฒนาหลายปี
โจทย์ใหญ่ของ EEC จึงไม่ได้อยู่เพียงการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้าพื้นที่เท่านั้น แต่คือการสร้างระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว ที่อยู่อาศัย และบริการเข้าด้วยกัน รวมถึงความชัดเจนของแผนโครงสร้างพื้นฐานและความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน ไปจนถึงการขยายความร่วมมือสู่ Global Partner จะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดว่า EEC จะสามารถขยายศักยภาพจาก “พื้นที่อุตสาหกรรม” ไปสู่ “Economic Destination” ได้ต่อไปในอนาคต
“Next step ของ EEC ในมุมมองเอกชน ในฐานะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หากมีความชัดเจนจากภาครัฐในการพัฒนาพื้นที่ เราก็พร้อมร่วมมือกับ Global Partner ในการสร้างดีมานด์ และหากสามารถทำแผนพัฒนาให้เป็นรูปธรรมได้มากยิ่งขึ้น ก็จะสามารถสร้าง Ecosystem ในพื้นที่ได้ด้วยตัวของมันเอง” นายเอกณัฐกล่าวทิ้งท้าย






