
เปิดผล PISA 2025 "สิงคโปร์-จีน" แชมป์โลก ไทยอันดับ 53 "AI" ทำความอดทนเด็กลดลง
เปิดผลประเมิน PISA 2025 ล่าสุด "สิงคโปร์-จีน" กอดคอครองเบอร์ 1 ของโลก "เด็กไทย" เจ๋ง คืนฟอร์มคะแนนเพิ่มขึ้นครบทั้ง 3 ด้าน ขยับขึ้นอันดับ 53 ของโลก แต่ยังต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน OECD เผย AI ทำให้ขาดความอดทนในการอ่านวิเคราะห์-ขาดความเข้าใจเชิงลึก
KEY
POINTS
- ผลการประเมิน PISA 2025 พบว่าคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนไทยดีขึ้นในทุกด้าน ส่งผลให้อันดับโลกขยับขึ้นมาอยู่ที่ 53 จากเดิมอันดับที่ 58
- สิงคโปร์และจีน (ปักกิ่ง, เซี่ยงไฮ้, เจียงซู, เจ้อเจียง) ครองอันดับสูงสุดของโลกในด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน
- ผลประเมินสะท้อนความท้าทายในยุค AI ที่อาจส่งผลให้นักเรียนทั่วโลกมีความอดทนในการอ่านเชิงวิเคราะห์และประเมินข้อมูลลดลง
องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้ประกาศผลการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ PISA 2025 อย่างเป็นทางการ
สำหรับประเทศไทย ผลประเมินครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกครั้งสำคัญของระบบการศึกษาไทย เมื่อคะแนนเฉลี่ยของเด็กไทยวัย 15 ปี ปรับตัวสูงขึ้นในทุกด้าน ทั้งวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน ส่งผลให้อันดับโลกขยับขึ้นมาอยู่ที่ 53 ของโลก จากเดิมอันดับที่ 58 ในปี 2022
แม้ผลงานครั้งนี้จะดีขึ้นจนสามารถแซงหน้าหลายประเทศคู่แข่งในกลุ่มอาเซียนอย่าง มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา และฟิลิปปินส์ แต่คะแนนของเด็กไทยยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD และยังตามหลังผู้นำภูมิภาคอย่างสิงคโปร์และเวียดนามอยู่พอสมควร
เจาะลึกคะแนนเด็กไทยขยับขึ้นยกแผง พุ่งสู่อันดับ 53 ของโลก
นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงข่าวผลการประเมิน PISA 2025 ชี้ให้เห็นว่าระบบการศึกษาไทยกำลังเริ่มฟื้นตัวจากภาวะถดถอยทางการเรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรม
โดยผลคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนไทยวัย 15 ปี กลุ่มตัวอย่างจำนวน 8,547 คน จากสถานศึกษา 273 แห่งทั่วประเทศ ปรับตัวเพิ่มขึ้นครบทั้ง 3 ด้านอย่างมีนัยสำคัญ
- ด้านวิทยาศาสตร์ ได้ 432 คะแนน (เพิ่มขึ้นถึง 23 คะแนนจากปี 2022)
- ด้านคณิตศาสตร์ ได้ 407 คะแนน (เพิ่มขึ้น 13 คะแนนจากปี 2022)
- ด้านการอ่าน ได้ 392 คะแนน (เพิ่มขึ้น 13 คะแนนจากปี 2022)
การเพิ่มขึ้นของคะแนนส่งผลให้ประเทศไทยขยับอันดับโลกรวดเดียว 5 อันดับ ขึ้นมาอยู่ที่ อันดับ 53 ของโลก ในปี 2025
เทียบฟอร์มอาเซียน: ไทยแซงหน้า 4 ชาติ แต่ยังห่างชั้นสิงคโปร์-เวียดนาม
ฐานเศรษฐกิจ นำข้อมูลมาวิเคราะห์เปรียบเทียบในกลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN) พบว่า เด็กไทยทำผลงานได้ยอดเยี่ยมในด้านวิทยาศาสตร์ โดยมีคะแนนเฉลี่ย 432 คะแนน สูงกว่ามาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา และฟิลิปปินส์
หากพิจารณาคะแนนจำแนกตามเพศของกลุ่มประเทศอาเซียน จะพบข้อมูลเปรียบเทียบที่น่าสนใจดังนี้
สิงคโปร์ ยังคงครองความเป็นที่หนึ่งในภูมิภาคและระดับโลกด้วยคะแนนเฉลี่ยที่สูงลิ่ว (วิทยาศาสตร์ 560 คะแนน, คณิตศาสตร์ 563 คะแนน, การอ่าน 535 คะแนน)
เวียดนาม ทำผลงานได้เหนือกว่าไทย โดยในด้านวิทยาศาสตร์ (นักเรียนหญิงได้ 458 คะแนน, นักเรียนชาย 457 คะแนน) และคณิตศาสตร์ (นักเรียนหญิง 440 คะแนน, นักเรียนชาย 446 คะแนน)
บรูไนดารุสซาลาม มีผลคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าไทยเช่นกัน โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ (นักเรียนหญิง 440 คะแนน, นักเรียนชาย 439 คะแนน) และคณิตศาสตร์ (นักเรียนหญิง 434 คะแนน, นักเรียนชาย 437 คะแนน)
ไทย วิทยาศาสตร์ทำได้ดีกว่าหลายประเทศ (นักเรียนหญิง 437 คะแนน, นักเรียนชาย 427 คะแนน) สูงกว่า มาเลเซีย (นักเรียนหญิง 420 คะแนน, นักเรียนชาย 419 คะแนน) และอินโดนีเซีย (นักเรียนหญิง 391 คะแนน, นักเรียนชาย 386 คะแนน) อย่างชัดเจน
ระดับเอเชีย: จีน-สิงคโปร์ ยึดบัลลังก์ผู้นำโลก ท็อป 10 แทบไม่เปลี่ยนหน้า
ในระดับทวีปเอเชีย ชาติมหาอำนาจทางการศึกษายังคงครองพื้นที่ระดับบนสุดของตาราง PISA 2025 อย่างเหนียวแน่น โดยเขตเศรษฐกิจของจีนอย่าง ปักกิ่ง, เซี่ยงไฮ้, เจียงซู และเจ้อเจียง ร่วมกับ สิงคโปร์ ได้รับการประเมินว่าทำคะแนนได้สูงที่สุดในโลกทั้ง 3 ด้าน
จีนนำโด่งในด้านวิทยาศาสตร์ (597 คะแนน) และคณิตศาสตร์ (612 คะแนน) ขณะที่สิงคโปร์เป็นอันดับหนึ่งด้านการอ่าน (535 คะแนน)
นอกจากนี้ ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, มาเก๊า และจีนไทเป ต่างก็ติดทำเนียบ 10 อันดับแรกของโลกในทุกด้าน
นอกจากนี้ ในทักษะใหม่อย่าง การแก้ปัญหาด้วยการคิดเชิงคำนวณ (Computational Problem Solving) มาเก๊า นำเป็นอันดับหนึ่งของโลก (572 คะแนน) ตามด้วยสิงคโปร์ (563 คะแนน) และจีน (560 คะแนน) ขณะที่นักเรียนไทยทำคะแนนในด้านนี้ได้ 476 คะแนน ซึ่งยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD ที่ 500 คะแนน
โจทย์หินกระทรวงศึกษาฯ: ต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย OECD และความท้าทายยุค AI
ผลประเมินระดับโลกของ PISA 2025 ยังสะท้อนความท้าทายในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) เมื่อความสามารถในการอ่านและการคิดวิเคราะห์ข้อมูลของเด็กทั่วโลกดิ่งลงอย่างเห็นได้ชัด. โดยแม้ว่านักเรียนในกลุ่มประเทศ OECD จะใช้งาน AI แชทบอทช่วยเรียนรายสัปดาห์สูงถึง 46% แต่ทักษะการประเมินค่าข้อมูลและการเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายแหล่งกลับลดลง สวนทางกับสัดส่วนของกลุ่มนักเรียนที่อ่านหนังสือแบบเร่งรีบแต่ขาดความเข้าใจ (Hasty Reading) ที่พุ่งขึ้นเป็น 9% ทั่วโลก.
ทางด้านกระทรวงศึกษาธิการไทยระบุว่า อันดับที่ดีขึ้นถือเป็นกำลังใจ แต่คะแนนที่เพิ่มขึ้นจะไม่ทำให้ไทยหยุดพัฒนา โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมนำข้อมูลผลประเมินมาวิเคราะห์เชิงลึกระดับโรงเรียนและกลุ่มผู้เรียน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเร่งปรับปรุงทักษะการประยุกต์ใช้ความรู้และการอ่านเพื่อความเข้าใจระดับสูง เพื่อเตรียมเด็กไทยให้พร้อมแข่งขันในโลกยุคใหม่อย่างเท่าเทียมและยั่งยืน
เปิด Top 10 มหาอำนาจการศึกษาโลก PISA 2025
รายงาน PISA 2025 ระบุว่า ระบบการศึกษาที่เป็นผู้ทำคะแนนสูงสุดของโลก ในรอบนี้คือ สิงคโปร์ และกลุ่ม 4 มณฑลใหญ่ของจีน ได้แก่ ปักกิ่ง, เซี่ยงไฮ้, เจียงซู และเจ้อเจียงซึ่งทำคะแนนนำโด่งทิ้งห่างประเทศอื่นอย่างชัดเจน
จีน : คว้าคะแนนเฉลี่ยสูงสุดในโลกใน ด้านวิทยาศาสตร์ (597 คะแนน) และ ด้านคณิตศาสตร์ (612 คะแนน) นอกจากนี้ยังทำคะแนนด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมได้สูงถึง 594 คะแนน
สิงคโปร์ : ครองอันดับหนึ่งของโลกในด้านการอ่าน (535 คะแนน) และทำคะแนนเป็นอันดับสองของโลกทั้งในด้านคณิตศาสตร์ (563 คะแนน) และวิทยาศาสตร์ (560 คะแนน)
นอกจากจีน และสิงคโปร์แล้ว รายงานของ OECD ยังเปิดเผยระบบการศึกษาอีก 6 แห่งในเอเชียและยุโรป ที่ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน กลุ่มท็อป 10 ที่ทำคะแนนได้ดีที่สุดในโลกครบทั้ง 3 ด้าน (วิทยาศาสตร์, คณิตศาสตร์ และการอ่าน) ได้แก่
1. เอสโตเนีย : วิทยาศาสตร์ 527 คะแนน ถือเป็นแชมป์และผู้นำระบบการศึกษาของทวีปยุโรปในปัจจุบัน
2. ญี่ปุ่น : วิทยาศาสตร์ 538 คะแนน ยังคงรักษาความแข็งแกร่งด้านการศึกษาเชิงวิเคราะห์และทัศนคติที่ดีของผู้เรียน
3. เกาหลีใต้ : วิทยาศาสตร์ 526 คะแนน เป็นระบบการศึกษาที่มีวินัยในชั้นเรียนดีเยี่ยมและการพัฒนาเทคโนโลยีการเรียนรู้ที่รวดเร็ว
4. มาเก๊า : วิทยาศาสตร์ 541 คะแนน โดดเด่นอย่างมากในเรื่องนโยบายการกระจายทรัพยากรการเรียนรู้อย่างเป็นธรรม
5. จีนไทเป / ไต้หวัน : วิทยาศาสตร์ 540 คะแนน รั้งอันดับต้นๆ ของตารางด้วยโครงสร้างการศึกษาด้าน STEM ที่แข็งแกร่ง
6. สหราชอาณาจักร : วิทยาศาสตร์ 511 คะแนนเป็นชาติมหาอำนาจยุโรปตะวันตกเพียงไม่กี่แห่งที่สามารถผลักดันคะแนนวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นได้ตั้งแต่ปี 2022
วัดพลังสมองยุคใหม่ "การคิดเชิงคำนวณ" เอเชียยึดหัวหาดเรียบ
การประเมิน PISA 2025 ได้เปิดตัวเครื่องมือประเมินใหม่เป็นครั้งแรกในด้าน "ทักษะการแก้ปัญหาด้วยการคิดเชิงคำนวณ (Computational Problem Solving)" เพื่อวัดความสามารถในการเขียนโปรแกรม ออกแบบดิจิทัล และสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์ของเด็กอายุ 15 ปี
ผลลัพธ์ปรากฏว่า ชาติในเอเชียตะวันออกกวาดอันดับสูงสุดของโลกไปครองตามคาด โดยมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD ที่ 500 คะแนนอย่างขาดลอย
- มาเก๊า : คว้าอันดับ 1 ของโลกด้วยคะแนน 572 คะแนน
- สิงคโปร์ : รั้งอันดับ 2 ของโลกด้วยคะแนน 563 คะแนน
- จีน : ได้คะแนน 560 คะแนน
- ญี่ปุ่น : ทำคะแนนได้ 557 คะแนน
ชาติตะวันตกเผชิญวิกฤต OECD คะแนนร่วงประวัติศาสตร์ สวนทางเทคโนโลยี AI
ในทางกลับกัน ภาพรวมความสามารถของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (OECD) กลับตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย โดยมีคะแนนเฉลี่ยลดต่ำลงที่สุดเท่าที่เคยประเมินมาในทั้ง 3 ด้านหลัก
- คณิตศาสตร์ คะแนนเฉลี่ย OECD ลดลงถึง 22 จุดตั้งแต่ปี 2015
- การอ่าน มีการร่วงลงรุนแรงที่สุด โดยลดลงถึง 28 จุดตั้งแต่ปี 2015
ที่น่าตกใจคือ ความสามารถในการอ่านและประเมินค่าข้อมูลของเด็กซีกโลกตะวันตกลดฮวบลง สวนทางกับการเข้าถึงเทคโนโลยี โดยพบว่าเด็กในกลุ่มประเทศ OECD มีการใช้ AI Chatbots รายสัปดาห์ช่วยในการเรียนสูงถึง 46% ทว่าสัดส่วนของกลุ่มนักเรียนที่อ่านหนังสือแบบเร่งรีบแต่ขาดความเข้าใจเชิงลึก หรือ "Hasty Reading" เกือบเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเป็น 9% ทั่วโลก
ซึ่งสะท้อนว่าเครื่องมือดิจิทัลและ AI อาจทำให้ผู้เรียนขาดความอดทนในการอ่านวิเคราะห์และตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลจากหลายแหล่ง
บทเรียนเชิงนโยบาย: งบประมาณไม่ใช่คำตอบ " Luxembourg" จ่ายหนักแต่สอบตก
รายงาน PISA 2025 ชี้ให้เห็นว่าความมั่งคั่งของชาติไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จทางการศึกษา โดยระดับฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศส่งผลต่อความต่างของคะแนนสอบเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น
บทพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดคือ ประเทศลักเซมเบิร์ก ซึ่งเป็นประเทศที่ทุ่มงบประมาณลงทุนเพื่อการศึกษาเฉลี่ยต่อหัวประชากรสูงที่สุดในโลกถึง 288,521 ดอลลาร์สหรัฐต่อนักเรียน 1 คน แต่ผลคะแนนด้านวิทยาศาสตร์เฉลี่ยกลับต่ำกว่าไอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และอิตาลี ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ลงทุนด้านงบประมาณการศึกษาต่อนักเรียนน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของลักเซมเบิร์กเสียด้วยซ้ำ
ผลลัพธ์นี้ย้ำเตือนรัฐบาลทั่วโลกว่า "นโยบายการศึกษาที่ดีและการจัดสรรงบประมาณที่ตรงจุด" มีประสิทธิภาพในการสร้างอนาคตของชาติมากกว่าเม็ดเงินที่จ่ายไปอย่างไร้ทิศทาง ซึ่งกลุ่มระบบการศึกษาแถวหน้าของโลก เช่น จีน, แคนาดา, เอสโตเนีย, ไอร์แลนด์, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ต่างสามารถสร้างผลลัพธ์การศึกษาที่ยอดเยี่ยมควบคู่ไปกับการกระจายโอกาสการเรียนรู้อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมในสังคมได้สำเร็จ
ที่มาข้อมูล - www.oecd.org







