
“ยศชนัน” ไฟเขียวกรอบกำกับ “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก” รับแผน PDP 2026
รองนายกฯ "ยศชนัน" ประชุมบอร์ด พนส. เห็นชอบกรอบนโยบายการกำกับดูแล "โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก" หรือ SMR เพื่ออนาคต เร่งวางระบบคุมเข้ม-ปั้นคน แก้วิกฤตพลังงาน เตรียมความพร้อมรับแผน PDP 2026
KEY
POINTS
- คณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ (พนส.) มีมติเห็นชอบกรอบนโยบายการกำกับดูแลโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เพื่อเตรียมความพร้อมให้สอดรับกับร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2026)
- เห็นชอบแนวทางการดำเนินงาน 4 มิติหลักเพื่อวางรากฐาน ประกอบด้วย ด้านกฎหมาย, การพัฒนากำลังคน, การจัดการกากกัมมันตรังสี และการส่งเสริมห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)
- ย้ำว่าการดำเนินการนี้เป็นเพียงการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะสร้างโรงไฟฟ้า SMR หรือเลือกใช้เทคโนโลยีใด โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับประเทศจากการเป็นผู้ซื้อเทคโนโลยีสู่ผู้สร้างคุณค่าทางเทคโนโลยี
วันที่ 8 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ (พนส.) ครั้งที่ 2/2569 เพื่อร่วมกันพิจารณากำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ด้านพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศ
ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยผลการประชุมว่า ที่ประชุม พนส. ได้หารือถึงการวางรากฐานพลังงานนิวเคลียร์เพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาไทยต้องเผชิญกับความผันผวนด้านพลังงานมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าเป็นหลัก ส่งผลให้ประเทศยังขาด “อธิปไตยทางพลังงาน” อย่างแท้จริง
ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบกรอบนโยบายการกำกับดูแลโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เพื่อเตรียมความพร้อมของประเทศล่วงหน้าให้สอดรับกับแนวทางของร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2026)
ทั้งนี้ จากรายงานผลการประเมินความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานนิวเคลียร์ตามแนวทางของ IAEA ทั้ง 19 ประเด็น พบว่าประเทศไทยมีความพร้อมแล้ว 10 ประเด็น ขณะที่มี 6 ประเด็นที่อยู่ในเกณฑ์ต้องพัฒนาเพิ่มเติม และมี 3 ประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่ การกำหนดนโยบายระดับชาติ
รวมทั้งการจัดตั้งองค์กรบริหารจัดการขับเคลื่อนโครงการ (Nuclear Energy Programme Implementing Organization: NEPIO) และการวางแผนจัดหาเงินลงทุน เพื่อให้การเตรียมการมีความชัดเจนและเป็นรูปธรรม ที่ประชุม พนส. จึงได้มีมติเห็นชอบแนวทางการดำเนินงาน 4 มิติหลัก ประกอบด้วย
ด้านกฎหมาย - มอบหมายให้ ปส. เร่งยกร่างและเสนอร่าง พ.ร.บ. ความรับผิดทางแพ่งต่อความเสียหายทางนิวเคลียร์ เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อสร้างระบบประกันภัย หลักประกันทางการเงิน และการจัดตั้งกองทุนของรัฐที่มีความโปร่งใสและเป็นธรรมตามมาตรฐานสากล
ด้านการพัฒนากำลังคน - มอบหมายให้กระทรวง อว., กระทรวงศึกษาธิการ, สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับกระทรวงพลังงาน จัดทำหลักสูตรการศึกษาและแผนพัฒนากำลังคนระยะยาว ทั้งในด้านเทคโนโลยี SMR และการกำกับดูแลความปลอดภัย
ด้านการจัดการกากกัมมันตรังสี - เห็นชอบให้ ปส. จัดทำกรอบนโยบายแห่งชาติว่าด้วยการจัดการกากนิวเคลียร์และเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้วแบบครบวงจรตลอดวงจรชีวิต โดยยึดหลักความรับผิดชอบสูงสุดเพื่อไม่ให้ตกเป็นภาระของคนรุ่นต่อไป
ด้านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) - มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ร่วมมือกับ ปส. และสถาบันวิจัยที่เกี่ยวข้อง วางยุทธศาสตร์เชื่อมโยงและผลักดันผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลกของ SMR
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวย้ำอีกว่า การประชุมในวันนี้ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยได้ตัดสินใจแล้วว่าจะสร้างโรงไฟฟ้า SMR ที่ใด หรือเลือกใช้เทคโนโลยีใด แต่เป็นการ “เตรียมความพร้อมล่วงหน้า” ทั้งในด้านกฎหมาย การพัฒนาคน และระบบการกำกับดูแล เพื่อให้ประเทศมีข้อมูลและศักยภาพเพียงพอก่อนที่จะมีการตัดสินใจเชิงนโยบาย ที่สำคัญคือ ประเทศไทยจะต้องก้าวข้ามการเป็นเพียง “ผู้ซื้อเทคโนโลยี” (Technology Buyer) ไปสู่การเป็น “ผู้สร้างคุณค่าทางเทคโนโลยี” (Technology Value Creator)
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ภายใต้ระบบนิเวศของ SMR นั้น แฝงไปด้วยห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และเทคโนโลยีขั้นสูงหลากหลายแขนง ซึ่งเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมไทย ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนประกอบรอบเตาปฏิกรณ์ เช่น ปั๊ม (Pump) และวาล์ว (Valve) สมรรถนะสูง, อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างขั้นสูงอย่างปูนหรือเหล็กที่สามารถทนทานต่อรังสี ไปจนถึงเทคโนโลยีการจัดการระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Integration) และระบบจำลองอัจฉริยะ (AI Digital Twin)
การจะนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาต่อยอดและบูรณาการเข้ากับภาคอุตสาหกรรมไทยให้มีมาตรฐานเทียบเท่าสากล จำเป็นต้องใช้เวลาในการเตรียมการอย่างจริงจัง มีความละเอียด รอบคอบ และถูกต้องในทุกขั้นตอน โดยเฉพาะเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด เราจึงไม่สามารถรอให้เทคโนโลยีมาถึงก่อนแล้วค่อยเตรียมตัว แต่ต้องเริ่มลงมือสร้างฐานตั้งแต่วันนี้
ด้าน ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวเสริมว่า กระทรวง อว. มีความพร้อมที่จะระดมสรรพกำลังจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยทั่วประเทศ เพื่อขับเคลื่อนการวิจัยและพัฒนา พัฒนาหลักสูตรเฉพาะทาง และสร้างบุคลากรสมรรถนะสูง ทั้งวิศวกรนิวเคลียร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล ไปจนถึงนักกฎหมายเทคโนโลยี เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่อย่างครบวงจร
ขณะที่ นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการ ปส. ย้ำว่า ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีของประเทศ ปส. จะยึดมั่นในหลักความปลอดภัย 3S คือ ความปลอดภัย (Safety), ความมั่นคงปลอดภัย (Security) และการพิทักษ์ความปลอดภัย (Safeguards) เป็นหัวใจสำคัญสูงสุด
ทั้งนี้ ปส. กำลังเร่งพัฒนากรอบระเบียบ ข้อบังคับ และแผนเตรียมพร้อมตอบสนองเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสีให้เชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงระดับพื้นที่ พร้อมเปิดกว้างให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้ข้อมูลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มีมติเห็นชอบการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ พนส. จำนวน 6 ราย เพื่อร่วมขับเคลื่อนภารกิจอย่างรอบด้าน ได้แก่ รศ. นพ.สรนิต ศิลธรรม และ รศ.สมยศ ศรีสถิตย์ (สาขาวิทยาศาสตร์), รศ. ดร.พาสิทธิ์ หล่อธีรพงศ์ (สาขาวิศวกรรมศาสตร์), ดร.สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ (สาขาเกษตรศาสตร์), รศ. ดร.สุรศักดิ์ บุญเรือง (สาขานิติศาสตร์) และ ผศ. พญ.ปฐมพร ศิรประภาศิริ (สาขาแพทยศาสตร์) ซึ่งถือเป็นการบูรณาการความรู้ความเชี่ยวชาญเพื่อวางรากฐานระบบนิเวศนิวเคลียร์ของไทยให้มีความพร้อม ปลอดภัย และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคงในอนาคต







