
'สมศักดิ์' เร่งเครื่องสหกรณ์ ดันธุรกิจโต 8.85% แตะ 2.74 ล้านล้าน
'สมศักดิ์ เทพสุทิน' ตรวจเยี่ยมกรมส่งเสริมสหกรณ์ สั่งเร่ง 4 วาระเกษตรฯ ลุยน้ำยม-แมลงวันผลไม้ ดัน นมไทยบุกอินโดฯ เคลื่อนผ่านธุรกิจสหกรณ์ 10,923 แห่ง ธุรกิจ 11 เดือนพุ่ง 2.749 ล้านล้านบาท โต 8.85%
KEY
POINTS
- นายสมศักดิ์ เทพสุทิน เร่งขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมสหกรณ์ ส่งผลให้มูลค่าธุรกิจในช่วง 11 เดือน (ก.ย. 68 – ก.ค. 69) เติบโตแตะ 2.74 ล้านล้านบาท
- ปริมาณธุรกิจของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรขยายตัวเพิ่มขึ้น 8.85% หรือ 223,619 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
- ธุรกิจที่มีอัตราการขยายตัวสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจบริการและส่งเสริมการเกษตร (28.70%) ธุรกิจรับฝากเงิน (22.20%) และธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย (12.98%)
8 กันยายน 2569 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานกรรมการคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 14/2569 โดยมี นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมคณะผู้บริหารกรมส่งเสริมสหกรณ์และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 226 กรมส่งเสริมสหกรณ์ เทเวศร์ กรุงเทพมหานคร
“การตรวจเยี่ยมครั้งนี้มุ่งหารือกรอบแนวคิดและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยให้ความสำคัญกับ การยกระดับเศรษฐกิจภาคการเกษตร เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน พร้อมติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานของกรมส่งเสริมสหกรณ์และคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบาย”
เร่ง 4 วาระเกษตรฯ ลุยน้ำยม-แมลงวันผลไม้ ดันนมไทยบุกอินโด
สำหรับประเด็นสำคัญที่มีการติดตาม ประกอบด้วย การบริหารจัดการพื้นที่ลุ่มน้ำยมเพื่อลดความเสียหายในลุ่มน้ำเจ้าพระยา การบริหารจัดการแมลงวันผลไม้แบบครอบคลุมพื้นที่ โดยใช้เทคนิคแมลงเป็นหมันร่วมกับวิธีการผสมผสาน รวมถึงการพัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศด้านการควบคุมแมลง โดยใช้แบคทีเรียโวลบาเกีย และ ความคืบหน้าการส่งออกสินค้านมไปประเทศอินโดนีเซีย
นายสมศักดิ์ เน้นย้ำว่า การประชุมดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญในการถ่ายทอดนโยบาย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และติดตามผลการดำเนินงาน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเดินหน้าตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการ ยกระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร รับฟังปัญหา และเร่งแก้ไขความเดือดร้อนของเกษตรกร
ด้าน นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ รายงานผลการดำเนินงานปีงบประมาณ 2569 โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์มีภารกิจดูแลและส่งเสริมสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ 10,923 แห่ง สมาชิก 11.22 ล้านราย ภายใต้ 4 นโยบายหลัก ได้แก่ ยกระดับการผลิตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพิ่มรายได้เกษตรกร พัฒนาศักยภาพเกษตรกร และตลาดนำการผลิต
ในด้านเทคโนโลยี กรมฯ เดินหน้ายกระดับสหกรณ์ให้เป็น ผู้ให้บริการทางการเกษตรแบบครบวงจร (Agricultural Service Providers) ส่งเสริมการใช้แอปพลิเคชันเพื่อให้สมาชิกตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินของตนเอง ตลอดจนสนับสนุนการใช้นวัตกรรมและเงินอุดหนุนเพื่อเพิ่มศักยภาพด้านอุปกรณ์และสิ่งก่อสร้าง
ขณะที่ด้านการเพิ่มรายได้ มุ่งส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยตามมาตรฐาน พัฒนาสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น แก้ไขปัญหาที่ดินทำกินในพื้นที่ คทช. ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาหนี้สินสมาชิกสหกรณ์และส่งเสริมอาชีพเพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติม ส่วนการพัฒนาศักยภาพเกษตรกร กรมฯ เดินหน้ายกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนของกลุ่มอาชีพและกลุ่มสตรี พร้อมผลักดันสถาบันเกษตรกรสู่การเป็นผู้ประกอบการธุรกิจการเกษตร เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและขนส่ง และสนับสนุนเงินทุนผ่าน กองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.)
สำหรับนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” กรมฯ มุ่งยกระดับการกระจายสินค้าสหกรณ์ผ่านศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ (CDC) จำนวน 125 แห่งทั่วประเทศ พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล “Co-op Easy shop” เพื่อขยายช่องทางการตลาดและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับสินค้าในระบบสหกรณ์
ธุรกิจสหกรณ์ 11 เดือนทะลุ 2.7 ล้านล้าน โต 8.85%
ไฮไลต์สำคัญของผลการดำเนินงาน พบว่า ปริมาณธุรกิจของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรในช่วง 11 เดือน ระหว่างเดือนกันยายน 2568–กรกฎาคม 2569 มีมูลค่ารวม 2.749 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2568 จำนวน 223,619 ล้านบาท หรือ ขยายตัว 8.85%
ธุรกิจที่มีอัตราการขยายตัวสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจการให้บริการและส่งเสริมการเกษตร เพิ่มขึ้น 1,072.84 ล้านบาท หรือ 28.70% ตามด้วย ธุรกิจรับฝากเงิน เพิ่มขึ้น 192,464.85 ล้านบาท หรือ 22.20% และ ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย เพิ่มขึ้น 8,288.11 ล้านบาท หรือ 12.98%
นายนิรันดร์ กล่าว ทิศทางการดำเนินงานจากนี้จะมุ่งยกระดับสถาบันเกษตรกรให้เป็น “ที่พึ่งของเกษตรกร” ผ่านการพัฒนาสู่ผู้ให้บริการทางการเกษตรครบวงจร พร้อมสนับสนุนแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำผ่านกองทุนพัฒนาสหกรณ์กว่า 5,000 ล้านบาท เพื่อให้สหกรณ์นำไปต่อยอดธุรกิจ
ขณะเดียวกันจะเร่งส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า และการบริหารจัดการตลาด เชื่อมโยงเครือข่ายสินค้าสหกรณ์ เพื่อผลักดันเป้าหมายสำคัญคือ สร้างรายได้ที่มั่นคงและยกระดับความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้เกษตรกรไทย







