
เอกชนเชียร์ PDP 2026 หนุน SMR 30 โรง เปิดทางแข่งลงทุน ลดต้นทุนไฟฟ้า
บิ๊กเอกชนชี้ค่าไฟ 3.83–3.89 บาทต่อหน่วยตลอดแผน PDP 2026 มีโอกาสทำได้ หากรัฐเปิดเสรีพลังงาน เพิ่มการแข่งขัน ลดพึ่งพาก๊าซนำเข้า เสนอเดินหน้า SMR 9,000 เมกะวัตต์ คิดเป็นราว 30 โรง เปิดทางเอกชนลงทุน หวังเพิ่มการแข่งขันและลดต้นทุนไฟระยะยาว
KEY
POINTS
- ภาคเอกชนสนับสนุนแผน PDP 2026 ที่จะเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดและนำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เข้ามาในระบบเพื่อลดต้นทุนค่าไฟฟ้า
- เสนอให้เปิดเสรีการลงทุนในโครงการ SMR จำนวน 30 โรง (9,000 เมกะวัตต์) ให้เอกชนสามารถเข้ามาแข่งขันได้ ไม่ผูกขาดโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ (กฟผ.)
- เชื่อว่าการเปิดแข่งขันอย่างแท้จริงในตลาดพลังงานจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและกดดันให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าลดลงต่ำกว่าเป้าหมายที่ 3.83 บาทต่อหน่วย
- เรียกร้องให้ภาครัฐเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้กำกับดูแลและวางมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวด แทนการเป็นผู้ลงทุนหลัก เพื่อส่งเสริมการแข่งขันในภาคพลังงาน
ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ของร่าง PDP 2026 ที่วางกรอบค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดแผนไว้ที่ 3.83–3.89 บาทต่อหน่วย ภาคเอกชนมองว่าเป้าหมายดังกล่าวมีโอกาสเกิดขึ้นได้ หากรัฐเดินหน้าปรับโครงสร้างพลังงาน เปิดการแข่งขัน และลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติที่มีความผันผวนด้านราคา
นายหลักชัย กิตติพล ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มผู้ผลิตและผู้ส่งออกพืชเกษตร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบคก้า เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การลดต้นทุนพลังงานควรเดินควบคู่ไปกับการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยมองว่าโซลาร์(Solar) มีศักยภาพสูงสุด ขณะที่การเปิดให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก(SMR) ในอนาคต จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการผลิตไฟฟ้าและสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว
เปิดเสรีพลังงาน ลดต้นทุนไฟ
นายหลักชัยกล่าวว่า ค่าไฟเฉลี่ย 3.83–3.89 บาทต่อหน่วยตลอดแผน PDP 2026 มีความเป็นไปได้ หากประเทศไทยปรับโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าไปสู่พลังงานสะอาดมากขึ้น โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งต้นทุนมีแนวโน้มลดลงตามพัฒนาการของเทคโนโลยี ขณะเดียวกันควรเปิดโอกาสให้พลังงานลมและพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่นเข้ามาแข่งขันมากขึ้น
หัวใจสำคัญคือการเปิดเสรีด้านพลังงาน เพื่อให้เกิดการแข่งขันในการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า เพราะที่ผ่านมาโครงสร้างที่มีการสนับสนุนในรูปแบบระบบส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) ทำให้ต้นทุนด้านพลังงานสูงขึ้น หากรัฐเปิดให้ผู้ประกอบการหลายรายเข้ามาแข่งขันกันอย่างแท้จริง จะช่วยให้เกิดการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ
“ถ้าระบบเปิดเสรีจริง การไฟฟ้าก็สามารถซื้อและกระจายไฟฟ้าที่มีต้นทุนถูกลงให้กับผู้ประกอบการรายเล็กและประชาชนทั่วไปได้ ซึ่งมีโอกาสเห็นค่าไฟลงมาอยู่ประมาณ 3.50 บาทต่อหน่วย” นายหลักชัย กล่าว
ทั้งนี้มองว่าโครงสร้างพลังงานที่มีลักษณะผูกขาดทำให้ผู้ประกอบการรายใหญ่บางกลุ่มได้รับประโยชน์ ขณะที่บริษัทพลังงานขนาดใหญ่ในตลาดมีผลกำไรในระดับสูง จึงยังมีพื้นที่ให้ภาครัฐปรับโครงสร้างและลดต้นทุนพลังงานได้อีกมาก หากเดินหน้าสู่การแข่งขันอย่างจริงจัง
นายหลักชัยมองว่า นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นผู้ที่ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนนโยบายพลังงานอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการผลักดันพลังงานสีเขียวควบคู่กับการลดต้นทุนค่าไฟ ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจไทย เพราะปัจจุบันระบบดิจิทัลและการใช้หุ่นยนต์ในภาคการผลิตทำให้ไฟฟ้ากลายเป็นต้นทุนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
จับตาก๊าซนำเข้า ตัวแปรค่าไฟ
สำหรับปัจจัยที่อาจทำให้ต้นทุนพลังงานสูงกว่ากรอบ 3.83–3.89 บาทต่อหน่วย นายหลักชัยระบุว่า ความเสี่ยงสำคัญยังอยู่ที่โครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของไทย ซึ่งยังต้องพึ่งพาถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ การพึ่งพาก๊าซนำเข้าทำให้ไทยไม่สามารถควบคุมต้นทุนได้ทั้งหมด เพราะราคาก๊าซขึ้นอยู่กับตลาดโลก หากราคาปรับตัวสูงขึ้นก็มีโอกาสส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิตไฟฟ้าและค่าไฟของผู้ใช้ในประเทศ
ดังนั้น ไทยควรเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานที่ผลิตได้ภายในประเทศ โดยเฉพาะ Solar ซึ่งสามารถติดตั้งได้อย่างกระจายตัว และมีต้นทุนที่มีแนวโน้มลดลงตามเทคโนโลยี รวมถึงพิจารณาพลังงานทางเลือกอื่นเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับระบบไฟฟ้า
นอกจากนี้ เทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากสามารถช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับระบบไฟฟ้าและมีต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำได้ แต่ประเด็นสำคัญคือการสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยและการเลือกพื้นที่ตั้งโครงการที่เหมาะสม
หนุน PDP เปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด
สำหรับเป้าหมายของ PDP 2026 ที่วางแผนเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ประมาณ 50,900 เมกะวัตต์ในช่วง 11 ปีแรก โดยเน้น Solar พลังงานลม ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) และ SMR นั้น นายหลักชัยระบุว่า เห็นด้วยอย่างมาก เหตุผลสำคัญมาจากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและแรงกดดันด้านการลดการปล่อยคาร์บอนทั่วโลก ทำให้ภาคอุตสาหกรรมและประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องปรับตัวไปสู่การใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น
“พลังงานสะอาดถือเป็น Double Win คือได้ทั้งพลังงานที่มีต้นทุนถูกลงและช่วยลดคาร์บอน” นายหลักชัย กล่าว
โดยหลายประเทศเดินหน้าเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานแล้ว เช่น เยอรมนีและนอร์เวย์ ขณะที่ประเทศไทยเองก็มีศักยภาพด้านพลังงานทางเลือกอีกหลายประเภท ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม รวมถึงพลังงานจากคลื่นหรือการผลิตไฟฟ้าบริเวณชายฝั่ง ซึ่งภาครัฐควรทบทวนกฎระเบียบและปลดล็อกข้อจำกัด เพื่อให้สามารถนำทรัพยากรเหล่านี้มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและใช้เงินลงทุนไม่สูงเกินไป
นอกจากนี้ รัฐควรปรับรูปแบบการลงทุนจากการให้สัมปทานแบบผูกขาด ไปสู่รูปแบบการแบ่งรายได้หรือ Gross Profit (GP) กับภาคเอกชน โดยให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนและรัฐได้รับส่วนแบ่งรายได้ ซึ่งจะช่วยลดภาระการใช้งบประมาณของภาครัฐ พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น
เปิดเอกชนแข่งลงทุน ดันต้นทุนลด
ในส่วนของการลงทุน SMR นายหลักชัยเห็นว่าไม่ควรจำกัดการลงทุนไว้เฉพาะการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แต่ควรเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนได้อย่างเสรี เพื่อสร้างการแข่งขันและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้า ภาครัฐควรทำหน้าที่หลักในการกำกับดูแล ออกกฎหมายและวางมาตรฐานด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เนื่องจาก SMR เป็นเทคโนโลยีที่มีความละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในระดับสูง
“ถ้าเปิดให้เอกชนเข้ามาแข่งขัน จะช่วยให้เกิดประสิทธิภาพและทำให้ต้นทุนลดลง แต่รัฐต้องทำหน้าที่กำกับดูแลเรื่องความปลอดภัยอย่างเข้มงวด” นายหลักชัย กล่าวย้ำ
สำหรับเป้าหมาย SMR รวม 9,000 เมกะวัตต์ หรือหากเฉลี่ยโรงละ 300 เมกะวัตต์ จะอยู่ที่ประมาณ 30 โรงนั้น มองว่าสามารถดำเนินการได้ เนื่องจากประเทศไทยยังมีพื้นที่ห่างไกลจากชุมชนที่สามารถพัฒนาโครงการได้ และสามารถเชื่อมต่อกับระบบสายส่งเพื่อนำไฟฟ้าเข้าสู่ระบบได้
อย่างไรก็ตาม การเลือกพื้นที่ตั้งต้องยึดหลักสำคัญ 2 ประการ คือ ต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด และต้องเลือกพื้นที่ที่ไม่มีชุมชนอยู่โดยรอบตั้งแต่เริ่มต้น พร้อมกำหนดมาตรการไม่ให้เกิดการขยายตัวของชุมชนเข้ามารอบพื้นที่โรงไฟฟ้าในอนาคต
SMR 9,000 MW ต้องเข้มความปลอดภัย
นายหลักชัยกล่าวอีกว่า ประเด็นความปลอดภัยถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนา SMR เพราะแม้เทคโนโลยีจะมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าต้นทุนต่ำ แต่ความกังวลของประชาชนต่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยังเป็นปัจจัยที่ต้องบริหารจัดการ ดังนั้น การเลือกสถานที่ตั้งควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีประชาชนอาศัยอยู่หนาแน่นตั้งแต่แรก เพื่อไม่ให้เกิดความกังวลหรือแรงต่อต้านจากชุมชนในภายหลัง โดยต้องวางผังพื้นที่และกำหนดเขตควบคุมอย่างชัดเจน
แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้การลงทุน SMR เดินหน้าได้อย่างเป็นระบบ และในระยะยาวจะช่วยเพิ่มทางเลือกด้านการผลิตไฟฟ้า ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงที่มีความผันผวน และสนับสนุนเป้าหมายการลดต้นทุนค่าไฟของประเทศ
ดัน Solar กระจายสู่ภาคประชาชน
สำหรับพลังงานที่มีศักยภาพสูงสุดต่อการลงทุนของภาคเอกชน นายหลักชัยมองว่า Solar ยังเป็นตัวเลือกที่มีโอกาสเติบโตมากที่สุด เนื่องจากสามารถขยายการติดตั้งได้ตั้งแต่ระดับครัวเรือน ภาคธุรกิจ ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะแนวคิดการสนับสนุนเงินประมาณ 50,000 บาทต่อครัวเรือน สำหรับการติดตั้ง Solar Rooftop ในกลุ่ม 1–5 ล้านครัวเรือน ถือเป็นแนวทางที่เหมาะสม เพราะจะช่วยให้ประชาชนลดค่าไฟและเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดในระดับฐานราก
ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรให้สถาบันการเงินของรัฐเข้ามาสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ครัวเรือนที่มีศักยภาพในการติดตั้ง Solar โดยประชาชนสามารถนำไฟฟ้าที่ผลิตได้มาใช้เอง และขายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบการไฟฟ้า เพื่อนำรายได้มาชำระคืนเงินกู้
นายหลักชัยมองว่า รูปแบบดังกล่าวมีโอกาสคืนทุนได้ภายในประมาณ 5 ปี ขณะที่ระบบ Solar สามารถสร้างผลตอบแทนต่อเนื่องได้อีก 20–25 ปี และยังเป็นการสร้างประโยชน์ร่วมกันระหว่างประชาชน สถาบันการเงิน และระบบไฟฟ้าของประเทศ
หากดำเนินการอย่างเป็นระบบ จะช่วยเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดของไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ และมีโอกาสสนับสนุนให้สัดส่วนพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นถึงระดับ 65–89% ในช่วงปลายแผนได้
อย่างไรก็ตาม การจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องปลดล็อกข้อจำกัดด้านนโยบายและกฎระเบียบ พร้อมประสานการทำงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เป็นทิศทางเดียวกัน เพื่อให้การลงทุนพลังงานสะอาดสามารถเดินหน้าได้จริง
โจทย์ของ PDP 2026 จึงไม่ได้อยู่เพียงการกำหนดเป้าหมายกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ แต่ต้องเดินหน้าไปพร้อมกับการปรับโครงสร้างตลาดพลังงาน เปิดการแข่งขัน และเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด เพื่อสร้างระบบไฟฟ้าที่มีต้นทุนเหมาะสม มีความมั่นคง และสามารถรองรับการเติบโตของภาคเศรษฐกิจในระยะยาว







