thansettakij
thansettakij
กฎหมายแรงงาน

แรงงาน ยกเครื่องกฎหมาย 2 ฉบับ อุ้มลูกจ้างรับเหมาค่าแรง – คุมหยุดงานบริการ 

04 ก.ย. 69 | 01:03 น.
อัปเดตล่าสุด :04 ก.ย. 69 | 01:11 น.

กรมสวัสดิการฯ ยกเครื่องกฎหมายใหม่ 2 ฉบับ เพิ่มสิทธิลูกจ้างรับเหมาค่าแรง คุ้มครองการรวมกลุ่ม ยื่นเงื่อนไขเข้มบริการสาธารณะ นํ้า-ไฟ-สาธารณสุข นัดหยุดงานต้องแจ้งล่วงหน้า 7 วัน

KEY

POINTS

  • กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ลุยแก้ไขกฎหมายเพื่อคุ้มครองลูกจ้างรับเหมาค่าแรงให้มีสิทธิเข้าร่วมกิจกรรมด้านแรงงานสัมพันธ์ได้เช่นเดียวกับลูกจ้างโดยตรง
  • เพิ่มหลักเกณฑ์ควบคุมการนัดหยุดงานหรือปิดงานในกิจการบริการสาธารณะที่สำคัญ โดยต้องแจ้งล่วงหน้า 7 วัน และจัดทำแผนบริการขั้นต่ำเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน
  • เสนอแก้ไขกฎหมายแรงงาน 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ และ พ.ร.บ. แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบันและมาตรฐานสากล

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เตรียมแก้ไขกฎหมายสำคัญ 2 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 และพ.ร.บ. แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 หลังกฎหมายดังกล่าวได้ใช้บังคับมาเป็นระยะเวลานาน ทำให้ไม่สอดคล้องกับพัฒนาการด้านแรงงานสัมพันธ์และสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ล่าสุดได้มีการนำร่างกฎหมายมาเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อสาธารณะแล้ว

ผ่าร่าง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์

กฎหมายฉบับแรกคือ พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มีการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับวิธีระงับและชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน การปิดงานและนัดหยุดงาน หลักเกณฑ์การจัดตั้งและดำเนินงานของสมาคมนายจ้าง สหภาพแรงงาน สหพันธ์นายจ้าง สหพันธ์แรงงาน สภาองค์การนายจ้าง สภาองค์การลูกจ้าง และการคุ้มครองลูกจ้างจากการกระทำอันไม่เป็นธรรม เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ

สาระสำคัญของการแก้ไข คือกำหนดมิให้ใช้กฎหมายบังคับแก่ราชการ องค์การมหาชน หน่วยงานอื่นของรัฐและรัฐวิสาหกิจ แต่ยังให้สิทธิข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่นมีเสรีภาพในการรวมกลุ่มและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย โดยไม่กระทบประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดินและความต่อเนื่องของบริการสาธารณะและต้องไม่มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา เพื่อเป็นกฎหมายกลางในการรับรองสิทธิ

นอกจากนี้ยังแก้ไขนิยาม “นายจ้าง” ให้สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เพื่อคุ้มครองลูกจ้างรับเหมาค่าแรงในการเข้าร่วมกิจกรรมด้านแรงงานสัมพันธ์เช่นเดียวกับลูกจ้างของนายจ้างโดยตรง รวมทั้งเพิ่มหลักสุจริตและการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง เพื่อใช้เป็นแนวปฏิบัติเสริมสร้างระบบแรงงานสัมพันธ์ที่ดีในสถานประกอบกิจการ

สำหรับการระงับข้อพิพาทแรงงาน กรณีตกลงกันไม่ได้ เพิ่มทางเลือกให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานไกล่เกลี่ย ให้ทั้งสองฝ่ายเจรจากันเอง หรือเสนอต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เพื่อชี้ขาด นอกเหนือจากการใช้สิทธินัดหยุดงานหรือปิดงาน รวมถึงการโต้แย้งคำชี้ขาดต่อศาลแรงงาน และเพิ่มบทบัญญัติเรื่องสิทธิปิดงาน/นัดหยุดงานที่ชอบด้วยกฎหมายในกิจการทั่วไป โดยต้องแจ้งอีกฝ่ายล่วงหน้า 24 ชั่วโมง

ส่วนกิจการบริการสาธารณะสำคัญ เช่น สาธารณสุข ไฟฟ้า ประปา เพิ่มขั้นตอนการใช้สิทธิดังกล่าว โดยให้จัดทำแผนบริการขั้นตํ่าล่วงหน้าและทบทวนทุกปี ต้องแจ้งประชาชนล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน กรณีนายจ้างจะปิดงานต้องแจ้งหน่วยงานรัฐผู้อนุญาตสัมปทาน กำหนดการเยียวยาผู้ใช้บริการที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งหน้าที่ของลูกจ้างและนายจ้างระหว่างนัดหยุดงาน

นอกจากนี้ยังเพิ่มกลไกคุ้มครองประโยชน์ส่วนรวมและความปลอดภัยของประชาชน กรณีปิดงาน/นัดหยุดงานในกิจการบริการสาธารณะสำคัญที่ส่งผลกระทบร้ายแรง โดยให้รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งนำข้อพิพาทเข้าสู่การชี้ขาดของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เพื่อยุติการปิดงานหรือนัดหยุดงาน พร้อมแก้ไขบทบัญญัติเรื่องการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน เพื่อคุ้มครองการเข้าร่วมของลูกจ้างทั่วไปและลูกจ้างรับเหมาค่าแรง

ด้านการคุ้มครองลูกจ้าง แก้ไขเพื่อคุ้มครองจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมของนายจ้างอันเกิดจากกิจกรรมของลูกจ้าง เช่น การจัดตั้งสหภาพแรงงาน การเป็นกรรมการสหภาพ การยื่นข้อเรียกร้องหรือเจรจา โดยคุ้มครองตั้งแต่กระทำการหรือกำลังจะกระทำการ พร้อมเพิ่มขั้นตอนการวินิจฉัยชี้ขาด เช่น ขยายระยะเวลาวินิจฉัย สิทธิอุทธรณ์ต่อศาลแรงงาน และการวางเงินต่อศาลก่อนฟ้องคดีเพื่อคุ้มครองผู้เสียหาย รวมถึงปรับบทลงโทษให้สอดคล้องกับบทบัญญัติที่แก้ไข เช่น กรณีปิดงาน/นัดหยุดงานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์

พ.ร.บ.แรงงาน รสก.สัมพันธ์

พ.ร.บ. แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 แก้ไขเพิ่มเติมให้มีการจัดทำข้อตกลงสภาพการจ้าง การระงับและชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน การปิดงานและนัดหยุดงาน ตลอดจนการดำเนินกิจการของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองเสรีภาพการรวมกลุ่มให้เป็นไปตามมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ พร้อมแก้ไขนิยาม “รัฐวิสาหกิจ” ให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ. การกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2562

การแก้ไขยังเพิ่มหลักสุจริตและการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง เพื่อเสริมสร้างระบบแรงงานสัมพันธ์ในรัฐวิสาหกิจ พร้อมเพิ่มทางเลือกในการระงับข้อพิพาท นอกจากการปิดงานหรือนัดหยุดงาน โดยให้พนักงานประนอมข้อพิพาทไกล่เกลี่ย เจรจากันเอง หรือเสนอต่อคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เพื่อชี้ขาด

นอกจากนี้ กำหนดให้นายจ้างและลูกจ้างตกลงนำข้อพิพาทให้คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ชี้ขาด โดยคำชี้ขาดที่เกี่ยวกับการเงินมีผลบังคับเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ และหากไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยสามารถนำคดีสู่ศาลแรงงานได้ พร้อมเพิ่มบทบัญญัติห้ามบุคคลอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องในกระบวนการด้านแรงงาน เพื่อคุ้มครองทั้งนายจ้างและลูกจ้าง

ด้านสิทธิปิดงานและนัดหยุดงาน เพิ่มบทบัญญัติสิทธิที่ชอบด้วยกฎหมายในกิจการทั่วไป โดยต้องแจ้งล่วงหน้า 24 ชั่วโมง เช่นเดียวกับกฎหมายฉบับแรก ส่วนกิจการบริการสาธารณะสำคัญ เช่น สาธารณสุข ไฟฟ้า ประปา เพิ่มขั้นตอนการใช้สิทธิ โดยให้จัดทำแผนบริการขั้นตํ่าล่วงหน้าและทบทวนทุกปีต้องแจ้งประชาชนล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน โดยกรณีนายจ้างจะปิดงานต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัดของรัฐวิสาหกิจ พร้อมกำหนดการเยียวยาผู้ใช้บริการที่ได้รับผลกระทบ และหน้าที่ของลูกจ้างและนายจ้างระหว่างนัดหยุดงาน เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน

ด้านการคุ้มครองลูกจ้าง แก้ไขเพื่อคุ้มครองจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมของนายจ้างอันเกิดจากกิจกรรมของลูกจ้าง เช่น การจัดตั้งสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การเป็นกรรมการสหภาพ การยื่นข้อเรียกร้องและเจรจา โดยคุ้มครองตั้งแต่กระทำการหรือกำลังจะกระทำการ พร้อมเพิ่มขั้นตอนการวินิจฉัยชี้ขาด เช่น ขยายระยะเวลาวินิจฉัย สิทธิอุทธรณ์ต่อศาลแรงงาน และการวางเงินต่อศาลก่อนฟ้องคดีเพื่อคุ้มครองผู้เสียหาย

ท้ายที่สุด เพิ่มบทบัญญัติเงื่อนไขการดำเนินคดีอาญาจากการกระทำอันไม่เป็นธรรม โดยผู้เสียหายต้องยื่นคำร้องและผู้ถูกกล่าวหาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ จึงจะดำเนินคดีต่อไปได้ พร้อมปรับบทลงโทษให้สอดคล้องกับบทบัญญัติที่แก้ไข กรณีฝ่าฝืนข้อห้ามเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมของนายจ้าง/ลูกจ้าง การปิดงานหรือนัดหยุดงานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์