
ครม.เห็นชอบ กม.แรงงาน 4 ฉบับ เพิ่มสิทธิคู่สมรสเท่าเทียมลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ
ครม. ไฟเขียวกฎหมายแรงงาน 4 ฉบับ รับรองสิทธิคู่สมรสเท่าเทียมลูกจ้างรัฐวิสาหกิจทุกเพศ ตามหลักสมรสเท่าเทียม รับค่ารักษาพยาบาล-เงินทดแทนเท่าเทียม พร้อมผ่านกฎหมายคุ้มครองคนประจำเรือ-ผู้รับงานทำที่บ้านอีก 3 ฉบับ
KEY
POINTS
- ครม. อนุมัติให้คู่สมรสของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจได้รับสิทธิต่างๆ ตามหลักสมรสเท่าเทียม เช่น ค่ารักษาพยาบาลและเงินทดแทน โดยไม่จำกัดเพศ
- แก้ไขกฎหมายแรงงานทางทะเลให้คนประจำเรือเข้าสู่ระบบประกันสังคมและได้รับความคุ้มครองจากกองทุนเงินทดแทน
- ขยายความคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้านให้ครอบคลุมงานยุคดิจิทัล พร้อมเพิ่มบทลงโทษนายจ้างที่ทำผิดกฎหมาย
นายจุลพันธ์ วิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 18 สิงหาคม 2569 มีมติเห็นชอบร่างประกาศรับรองสิทธิคู่สมรสของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจตามหลักสมรสเท่าเทียม ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่สังคมจับตา หลังจากกฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้ พร้อมกันนี้ ครม. ยังไฟเขียวร่างกฎหมายและหลักเกณฑ์แรงงานอีก 3 ฉบับ ครอบคลุมกลุ่มคนประจำเรือและผู้รับงานไปทำที่บ้าน รวมเป็น 4 ฉบับรวด
คู่สมรสลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ รับสิทธิเท่าเทียมทุกเพศ
ไฮไลต์สำคัญของการประชุม ครม. ครั้งนี้ อยู่ที่ร่างประกาศฉบับใหม่ซึ่งปลดล็อกสิทธิคู่สมรสของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจให้ครอบคลุมทุกเพศตามหลักสมรสเท่าเทียม โดยคู่สมรสจะได้รับสิทธิค่ารักษาพยาบาล เงินทดแทน และค่าทำศพ อย่างเท่าเทียมกันไม่ว่าจะเป็นคู่สมรสเพศใด
ทั้งนี้ คาดว่าเฉพาะสิทธิด้านค่ารักษาพยาบาลจะมีผู้ได้รับประโยชน์ทันทีมากกว่า 12,000 คน สะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการยกระดับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และผลักดันความเท่าเทียมในสังคมอย่างเป็นรูปธรรม
คนประจำเรือ เข้าระบบประกันสังคมเต็มรูปแบบ
นอกจากนี้ ครม. ยังเห็นชอบการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เปิดทางให้คนประจำเรือเข้าสู่ระบบประกันสังคม รับสิทธิประโยชน์ครบ 7 กรณี พร้อมความคุ้มครองจากกองทุนเงินทดแทนเต็มขั้น และกำหนดห้ามเรือใช้แรงงานเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานช่วงกะดึกตั้งแต่เวลา 22.00–06.00 น. เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)
ผู้รับงานไปทำที่บ้าน คุ้มครองครอบคลุมงานยุคดิจิทัล
กลุ่มผู้รับงานไปทำที่บ้านได้รับการขยายความคุ้มครองให้ครอบคลุมงานยุคดิจิทัลและการรับงานออนไลน์ทุกประเภท พร้อมบทลงโทษที่เข้มงวดขึ้น โดยกำหนดโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี หรือปรับ 4-8 แสนบาท สำหรับนายจ้างที่จ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี และหากนายจ้างจ่ายเงินล่าช้าหรือคืนเงินประกันช้า จะถูกปรับดอกเบี้ยสูงถึง 15% ต่อปี
การผ่านกฎหมายและหลักเกณฑ์ทั้ง 4 ฉบับในครั้งนี้ ถือเป็นการปรับปรุงระบบสวัสดิการแรงงานครั้งสำคัญ ที่ตอบโจทย์ทั้งมิติความเท่าเทียมทางเพศและรูปแบบการจ้างงานที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย







