
‘ยศชนัน’ งัดนวัตกรรมขั้นสูงดัน New Engine ปลดล็อกทุนต่างชาติ ปั้นแรงงานไฮเทค
รองนายกฯ ‘ยศชนัน’ ประกาศบนเวที Bangkok Business Summit 2026 ปลดล็อกทุนต่างชาติ เดินหน้าดันนวัตกรรมขั้นสูง-CWIE ปั้นแรงงานไฮเทค ชู Siam Silica ปรับลุคไทยเป็นฮับเซมิคอนดักเตอร์เชื่อมอินเดีย-อาเซียน พร้อมเตรียมชงแนวคิดการเงินสีเขียวบนเวทีใหญ่ IMF–World Bank ต.ค. นี้
KEY
POINTS
- รัฐบาลผลักดัน "New Engine" หรือเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ โดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงเป็นฐาน เช่น AI และเซมิคอนดักเตอร์
- มีนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติในอุตสาหกรรมไฮเทค เช่น โครงการ Siam Silica Framework และพร้อมเปิดรับผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ
- เร่งพัฒนาแรงงานทักษะสูงผ่านโครงการสหกิจศึกษา (CWIE) ที่บูรณาการการเรียนรู้กับการทำงานจริง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
- เตรียมเสนอแนวคิด "การเงินสีเขียว" (Nature Financing) ในเวทีธนาคารโลก โดยใช้ความหลากหลายทางชีวภาพของไทยเป็นจุดเด่น
วันที่ 3 กันยายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ปาฐกถาหัวข้อ NEW HORIZONS The Next Investment Platform: Diverse Industries of the Future, One Proposition ภายในงาน The Bangkok Business Summit 2026 ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ให้ประเทศ ผ่านฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเนื้อหาทั้งหมดจะถูกนำไปเสนอในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF–World Bank Group Annual Meetings) ที่กรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคม 2569 นี้
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า จุดแข็งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ที่การไม่มีพรมแดนทางความร่วมมือ โดยไทยมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์เชื่อมจีนตอนใต้ ลาว มาเลเซีย และสิงคโปร์ พร้อมเปิดทางเชื่อมต่อไปยังตลาดอินเดีย ควบคู่กับการวางรากฐานเทคโนโลยี เซมิคอนดักเตอร์ ไฟเบอร์ออปติก และโฟตอนนิกส์รองรับกระแสเทคโนโลยี AI
"เราพูดถึงสามสิ่ง สิ่งแรกคือการมาถึงของ AI และสิ่งที่สองคือสิ่งที่จะอยู่เหนือกว่า AI จะเป็นแอปพลิเคชันของมัน เราพูดว่า AI สำหรับทุกคน เรายังจำเป็นต้องสร้างคนให้ปรับตัวเข้ากับสิ่งนั้นได้ และรวมถึงสิ่งที่อยู่ภายใต้เหมือนกับภูเขาน้ำแข็งจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นรากฐาน" ศ.ดร.ยศชนัน ระบุ
ตัวอย่างโครงการ Siam Silica Framework ที่เพิ่งประกาศเมื่อเดือนก่อน สำหรับนักลงทุนที่สนใจธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ในไทย โดยยืนยันว่าหากกำลังคนในประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการเฉพาะทาง รัฐบาลก็พร้อมเปิดทางให้ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติเข้ามาทำงานพร้อมสิทธิประโยชน์ ขณะเดียวกันยังย้ำว่าความร่วมมือระหว่างประเทศไม่ใช่การแย่งชิงบุคลากร แต่เป็นการร่วมมือกันสร้างมูลค่าด้วย
ด้านทิศทางงานวิจัย ขณะนี้รัฐบาลมีโมเดลเครื่องยนต์สร้างการเติบโตในท้องถิ่น โดยให้ภาคเกษตร การผลิต และการท่องเที่ยวเป็นฐานตั้งต้นของนวัตกรรม เช่น การใช้สมุนไพรหรือข้าวจากภาคเหนือพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เวชภัณฑ์หรือเครื่องสำอางที่มีความได้เปรียบเฉพาะตัว ก่อนขยายสู่การบ่มเพาะสตาร์ทอัพร่วมกับสิงคโปร์ และย้ายฐานการผลิตกลับมาไทยเมื่อถึงจุดขยายการผลิตในเชิงพาณิชย์
ขณะที่งานวิจัยที่ทรงพลัง เห็นว่า ต้องเริ่มจากปัญหาจริงในพื้นที่ ไม่ใช่การสืบทอดโจทย์จากต่างประเทศ หากนักวิจัยเข้าใจปัญหาเชิงลึกจากพื้นที่ของตนเอง เช่น การปรับปรุงพันธุ์ข้าวหรือค่าความเป็นกรดด่างของดิน ภาคอุตสาหกรรมจะสนับสนุนเงินทุนเพราะเห็นคุณค่าระยะยาว และหากผลงานได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับโลก ยังช่วยดึงความร่วมมือจากนานาชาติกลับมาสู่ประเทศ
ส่วนการเชื่อมโยงภาคการศึกษากับอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง รองนายกฯ ระบุว่า ขณะนี้มีโครงการสหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน หรือ “CWIE” ที่บูรณาการการเรียนกับการทำงานจริง คล้ายระบบฝึกหัดของแพทย์ในโรงพยาบาล พร้อมยกตัวอย่างความจำเป็นด้านมาตรฐาน GMP ในภาคเภสัชกรรม และการทำวิศวกรรมย้อนรอยสิทธิบัตรที่หมดอายุคุ้มครองแล้ว เพื่อสร้างกระบวนการคิดเชิงระบบให้นักศึกษา
รองนายกฯ ยอมรับว่า ธรรมชาติควรเป็นรากฐานของหลักธรรมาภิบาลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) และเป็นแกนกลางของแนวคิดการเงินสีเขียว (Nature Financing) ที่จะนำเสนอในเวทีธนาคารโลก โดยยกให้ความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศเป็นทรัพยากรที่สูญเสียแล้วไม่อาจเรียกคืน
"หากคุณสูญเสียธรรมชาติบางอย่างไป คุณไม่สามารถเอามันกลับคืนมาได้ ดังนั้นชีวิต คุณไม่สามารถเอาชีวิตกลับคืนมาได้อยู่แล้ว เราจึงพยายามนำเสนอว่าตอนนี้คุณมีการเงิน และเราอยากจะเป็นผู้ที่รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพอยู่ในมือ จึงควรได้รับการปกป้องร่วมกันจากภาคการเงินระดับโลก และเชื่อว่าแนวคิดการเงินสีเขียวจะเป็นจุดที่ประเทศขนาดเล็กสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับประชาคมโลกได้" รองนายกฯ กล่าว







