thansettakij
thansettakij
‘เกรียงไกร’ จี้รัฐเร่งปฏิรูป SMEs รับคลื่น AI ดันถ่ายทอดเทคโนโลยี-Local Content สู้ทุนต่างชาติ

‘เกรียงไกร’ จี้รัฐเร่งปฏิรูป SMEs รับคลื่น AI ดันถ่ายทอดเทคโนโลยี-Local Content สู้ทุนต่างชาติ

01 ก.ย. 69 | 03:39 น.
อัปเดตล่าสุด :01 ก.ย. 69 | 03:41 น.

เกรียงไกรเตือน SMEs ไทยอาการหนัก เงินไม่ถึง-สินค้าต่างชาติทะลัก จี้รัฐเร่งช่วย มองดอกเบี้ย 1% ยังพอประคองเศรษฐกิจ แนะ ธปท.เก็บกระสุนรอจังหวะโลก

KEY

POINTS

  • เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งปฏิรูปโครงสร้าง SMEs ที่กำลังอ่อนแอและมีแนวโน้มปิดกิจการมากขึ้น เพื่อให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
  • เสนอรัฐมีมาตรการที่ชัดเจนในการส่งเสริมให้ SMEs นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปใช้ประโยชน์ได้จริง เพื่อปรับตัวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
  • ชงรัฐผลักดันนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่มาพร้อมกับการถ่ายทอดเทคโนโลยี และการบังคับใช้วัตถุดิบท้องถิ่น (Local Content) อย่างจริงจัง เพื่อช่วยให้ SMEs สามารถแข่งขันกับทุนต่างชาติได้

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานกิตติมศักดิ์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงประเด็นการคงอัตราดอกเบี้ย 1% ของคณะกรรมการนโยบายนโยบายการเงิน (กนง.) ล่าสุด ว่า ในความเป็นจริงดอกเบี้ย 1% ถือว่าค่อนข้างต่ำ หากต้องปรับลดลงไปอีกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คงเล็งเห็นแล้วว่าไม่น่าจะมีผลอะไรเท่าใดนักต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของไทย 

ดังนั้น จึงมองว่าน่าจะเก็บกระสุนไว้ เพื่อใช้ในอนาคตข้างหน้า อีกทั้งหากดูจากดอกเบี้ยในต่างประเทศเองก็ถือว่าอยู่ภาวะที่ตึงตัว โดยยังไม่มีประเทศใดที่ปรับลดลง เช่น สหรัฐอเมริกาล่าสุด เป็นต้น

อย่างไรก็ดี หากถามว่ามองแนวโน้มในระยะข้างหน้าจะเป็นไปในทิศทางใดนั้น คงต้องดูที่ภาพรวมของสถานการณ์เศรษฐกิจโลกด้วย โดยล่าสุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้มีการปรับประมาณการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี (GDP) โลกปี 69 เหลือ 3%

ขณะที่ประเทศไทย จีดีพีไตรมาส 1/69 อยู่ที่ประมาณ 2.8% ส่วนไตรมาส 2/69 เหลือประมาณ 1.9% โดย ธปท. หรือองค์กรทางด้านเศรษฐกิจต่างก็ประเมินว่าในช่วงครึ่งปีหลังจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ เช่น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากเงินกู้ 4 แสนล้านบาท ซึ่งในส่วนของ 2 แสนล้านบาทจะใช้เพื่อการเปลี่ยนพลังงาน และยังมีอีก 2 แสนล้านบาทที่ใช้เพื่อการลงทุนในประเทศ โดยถือว่าเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

 

กนง.พิจารณาดอกเบี้ยเทียบเคียงต่างประเทศ

นอกจากนี้ ช่วงปลายปียังเข้าสู่ฤดูกาลแห่งการท่องเที่ยว (High Season) ซึ่งน่าจะช่วยทำให้จีดีพีไทยโตได้ที่ประมาณ 2-2.5% หรือค่ากลางอยู่ที่ประมาณ 2.2% แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของโลก เพราะฉะนั้น จึงมองว่า ธปท. น่าจะยังไม่ขยับดอกเบี้ย หากดูจากสถานการณ์โดยรวม และต้องพิจารณาเทียบเคียงกับประเทศอื่นควบคู่ไปด้วย 

‘เกรียงไกร’ จี้รัฐเร่งปฏิรูป SMEs รับคลื่น AI ดันถ่ายทอดเทคโนโลยี-Local Content สู้ทุนต่างชาติ

 

“ดอกเบี้ยนโยบายของไทยส่วนใหญ่จะพิจารณาให้สอดคล้องกับต่างประเทศเป็นหลัก โดยที่ยังคง 1% เพราะเชื่อว่าน่าจะพอขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวมได้อยู่ แต่หากสหรัฐฯ หรือต่างประเทศมีแนวโน้มลดดอกเบี้ยไทยเองก็อาจจะต้องลดลงตาม ตอนนี้ก็น่าจะเป็นการเก็บกระสุนไว้ก่อน”

นายเกรียงไกร กล่าวต่อไปอีกว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจหลังจากนี้นั้น หากถามว่าภาครัฐควรต้องทำอะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่ เท่าที่มองเห็นชัดเจนเวลานี้ที่ทำอยู่ก็คือมาตรการไทยช่วยไทยพลัส 60 : 40 ซึ่งก็จะหมดระยะเวลาในช่วงสิ้นเดือน ก.ย. 69 นี้ ดังนั้นภาครัฐเองก็ควรที่จะหามาตรการอื่นมากระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเวลานี้เศรษฐกิจไทยมีลักษณะเป็นแบบเคเชฟ (K-Shaped) ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในภาวะเดิม เช่น ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ก็ยังคงเข้าไม่ถึงแหล่งเงิน ยังคงขาดสภาพคล่อง 

 

ขณะที่สินค้าก็ขายได้ลำบาก จากสถานการณ์สินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่เข้ามาแย่งส่วนแบ่งทางการตลาด โดยมียอดส่งออกในช่วง 7 เดือนขยายตัวประมาณ 18% แต่มีการนำเข้ามามากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ SME ยิ่งอ่อนแรงลง

ด้านอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง ซึ่งรัฐบาลมีการลงทุนถึง 1.4 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมาก็จะเกี่ยวกับดิจิทัล หรือสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ (Smart Electronics) หรือเรียกว่าอยู่ในหมวดดิจิทัลถึง 1.1 ล้านล้านบาท แต่เอสเอ็มอีไทยไม่สามารถเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานดังกล่าวได้ 

‘เกรียงไกร’ จี้รัฐเร่งปฏิรูป SMEs รับคลื่น AI ดันถ่ายทอดเทคโนโลยี-Local Content สู้ทุนต่างชาติ

 

“การลงทุนใหม่ของเทคโนโลยีใหม่ถือว่าไปได้ดี แต่ SMEs ยังไม่ได้ปรับตัว (Transform) หรือเรียกว่ายังเอาตัวไม่รอด ซึ่งเป็นประเด็นด้านความก้าวหน้าที่น่าเป็นห่วง อีกทั้งยังมีเรื่องของหนี้ภาคครัวเรือน ที่แม้ว่าจะดูดีขึ้น แต่เห็นได้ชัดว่าไม่ได้เกิดจากการที่ SMEs และประชาชนดีขึ้น แต่เกิดจากการที่ธนาคารไม่ปล่อยสินเชื่อ ขณะที่ GDP ของประเทศก็โตขึ้นเล็กน้อย ทำให้สัดส่วนน้อยแต่ท้ายที่สุดก็ยังเป็นหนี้กันอยู่เต็มไปหมด“

SMEs แนวโน้มปิดกิจการมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มการปิดกิจการของ SMEs เพิ่มมากขึ้น เพราะแม้ว่าจะมีอุตสาหกรรมใหม่แต่เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่จากต่างประเทศ เพราะฉะนั้น ประเด็นที่สำคัญจะทำอย่างไรที่จะช่วยชะลอ หรือยับยั้งไม่ให้ SMEs ปิดกิจการ และในลำดับถัดไปคือจะทำอย่างไรให้มีการปรับตัวไปสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมใหม่ได้ ซึ่งรัฐบาลจะต้องมีแผนและมาตรการที่ชัดเจน

รัฐบาลก็พยายามมุ่งเน้นเรื่องเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) ซึ่งถือว่าเป็นก้าวแรก แต่ปัจจัยที่สำคัญคือการทำให้ผู้ประกอบการได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้จริง โดยเป็นโจทย์เรื่องของการปรับโครงสร้างทั้งเรื่องกำลังการผลิต และบุคลากร เพื่อตามโลกให้ทัน เนื่องจากโมเดลที่ใช้อยู่ล้าสมัย

ยอมรับว่าเรื่องดังกล่าวคงต้องใช้เวลาพอสมควร โดยปัจจุบันผู้ที่ได้ประโยชน์ยังกระจุกตัว ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่รอด ดังนั้นโจทย์ที่ต้องทำก็คือทำอย่างไรให้กลุ่มเหล่านี้รอดผ่านไปได้ หรือทำให้เข็มแข็งขึ้น ซึ่งรัฐบาลจะต้องมีมาตรการ มีการส่งเสริมการลงทุน เช่น การถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือการบังคับใช้วัตถุดิบท้องถิ่น (Local Content) อย่างจริงจัง เหมือนต่างประเทศที่นำเรื่องดังกล่าวนี้มาใช้เป็นการแลกเปลี่ยน