thansettakij
thansettakij
TDRI ชี้ ดอกเบี้ย 1% คือจุดสมดุล เตือนเป้าSET 2,000 จุด ระวังซ้ำรอยเดิม

TDRI ชี้ ดอกเบี้ย 1% คือจุดสมดุล เตือนเป้า SET 2,000 จุด ระวังซ้ำรอยเดิม

27 ส.ค. 69 | 09:15 น.
อัปเดตล่าสุด :27 ส.ค. 69 | 09:31 น.

TDRI ชี้ กนง. คงดอกเบี้ย 1% คือจุดสมดุล ย้ำลดดอกเบี้ยไม่ช่วยเหตุสินเชื่อกระจุกรายใหญ่ เตือนเป้าหุ้นไทย 2,000 จุด ต้องเน้นฐานรากยั่งยืน หวั่นปมตัดสินบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งทำตลาดผันผวนหากผลพลิกโผ

KEY

POINTS

  • TDRI ชี้ว่าการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% เป็นจุดสมดุลที่เหมาะสมที่สุดสำหรับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่คล้าย Stagflation และเพื่อเก็บกระสุนนโยบายไว้ใช้ในยามจำเป็น
  • เตือนเป้าหมายดัชนีหุ้นไทย (SET) ที่ 2,000 จุด ว่าอาจไม่ยั่งยืนและเสี่ยงซ้ำรอยประวัติศาสตร์ที่ดัชนีเคยร่วงลงรุนแรงหลังทำจุดสูงสุด
  • การผลักดันดัชนีในระยะสั้นโดยขาดปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งรองรับ อาจสร้างความเสียหายให้นักลงทุนรายย่อยที่เข้าไปลงทุนในช่วงที่ตลาดร้อนแรง (ติดดอย)

หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.00 ต่อปี ส่งผลให้ภาคเอกชนมบางส่วน มีข้อเรียกร้องให้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงให้ต่ำกว่า 1%

ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) วิเคราะห์การตัดสินใจของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1% รวมถึงประเมินทิศทางตลาดทุนไทยภายใต้มาตรการภาครัฐ และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้

คงดอกเบี้ย 1% จุดสมดุลในภาวะ Stagflation

ดร.นณริฏ ระบุว่า การกำหนดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทยในปัจจุบันถือว่าทำได้ดีที่สุดเท่านี้แล้ว เนื่องจากเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกับ Stagflation ซึ่งเป็นภาวะที่ GDP เติบโตต่ำ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้น

แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะเติบโตสูงจนเกินกรอบเป้าหมายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ไปบ้าง แต่เมื่อพิจารณาในระยะปานกลาง (Medium term) แล้ว พบว่าเงินเฟ้อยังอยู่ในวิสัยที่จัดการได้และไม่น่ากังวล

ภาวะเงินเฟ้อที่ไม่ได้น่ากังวลนี้ จึงส่งผลให้ตัดเงื่อนไขความจำเป็นในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไปได้ ในขณะเดียวกัน

สำหรับประเด็นคำถามที่ว่าควรปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่นั้น ดร.นณริฏ ชี้ว่า จากงานศึกษาของ ธปท. เองและสถาบันวิจัยอื่น ๆ สะท้อนตรงกันว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างที่แท้จริงเกิดจากกลไกการปล่อยสินเชื่อไม่มีความเหมาะสม โดยมีการกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่มากเกินไป ส่งผลให้กลไกการกระจายเม็ดเงินมีปัญหา การปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงจึงไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ

"การคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% จึงถือเป็นจุดที่สมดุลที่สุดในปัจจุบัน เพื่อเก็บพื้นที่ในการดำเนินนโยบาย (Policy Space) ไว้ใช้ในยามที่เกิดวิกฤตจริง ๆ หรือเมื่อสัญญาณการถดถอยทางเศรษฐกิจมีความชัดเจนมากกว่านี้" ดร.นณริฏกล่าว

เป้าหมาย SET 2,000 จุด หวั่นประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

ต่อประเด็นที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ประกาศบนเวที Thailand Focus 2026 ด้วยความคาดหวังให้ดัชนีหุ้นไทยแตะ 2,000 จุดภายในปี 69 นั้น ดร.นณริฏ ให้มุมมองในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ว่า หากมองจากปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental) ดัชนีที่ระดับ 2,000 จุด หมายความว่าบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องทำกำไรเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึงกว่า 20% จากระดับดัชนีปัจจุบันที่ประมาณ 1,600 จุด ซึ่งคิดเป็นส่วนต่างเพิ่มขึ้น 400 จุด

ดร.นณริฏ ตั้งข้อสังเกตว่าในอดีตประเทศไทยเคยพยายามผลักดันดัชนีหุ้นไทยให้ขึ้นไปสู่จุดสูงสุดเดิมที่ประมาณ 1,750 จุดมาแล้วถึง 2 ครั้ง แต่เมื่อขึ้นไปได้ไม่นาน ดัชนีก็ปรับตัวลดลงมาอย่างรุนแรง แตกต่างจากตลาดหุ้นต่างประเทศที่หากปรับตัวขึ้นแล้วจะสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนและต่อเนื่องหลายเท่า

ดังนั้น แม้ว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ดีในระยะสั้นอาจหนุนให้ดัชนีแตะ 2,000 จุดได้ชั่วคราว แต่ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับความยั่งยืนในระยะยาว (Long-term) มากกว่าการเร่งผลักดันดัชนีในระยะสั้น ซึ่งอาจจบลงด้วยการนำพานักลงทุนรายย่อยขึ้นไปติดดอย และต้องใช้เวลายาวนานถึง 5-10 ปีกว่าจะสามารถกลับมาฟื้นตัวสร้างจุดสูงสุดใหม่ (New High) ได้อีกครั้ง

จับตาคำตัดสินปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง 

สำหรับประเด็นความไม่แน่นอนทางการเมือง ดร.นณริฏ กล่าวถึงคำวินิจฉัยกรณีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งในวันที่ 28 สิงหาคมนี้ โดยมองว่าจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน หากผลการตัดสินออกมาว่าไม่มีความผิดปกติใด ๆ ทุกอย่างก็จะดำเนินไปตามกลไกปกติ แต่หากผลการตัดสินชี้ว่ามีความผิดพลาดจนนำไปสู่การต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

"หากผลการตัดสินในวันที่ 28 สิงหาคมนี้ออกมา 'พลิกโผ' หรือผิดไปจากที่ตลาดคาดการณ์ไว้ จะทำให้เกิดผลกระทบที่รุนแรงและเฉียบพลัน เนื่องจากเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ตลาดไม่ได้เตรียมตัวรับมือล่วงหน้า" ดร.นณริฏกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันตลาดทุนและผู้เกี่ยวข้อง (Market) ยังคงประเมินความเสี่ยงต่ำ และไม่ได้ให้น้ำหนักต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นจากประเด็นนี้