
กางเหตุผล "เอกนิติ" แจงสภาฯ "ธุรกิจเจ๊ง-คนตกงาน" หากไม่กู้เงิน 4 แสนล้าน
รองนายกฯเอกนิติ แจงยาวกลางสภาฯ เปิดตัวเลขไตรมาส 2 ยืนยันวิกฤตพลังงาน-เงินเฟ้อ-กำลังซื้อทรุดจริง เตือนหากไม่มีพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ธุรกิจแบกต้นทุนไม่ไหวจนต้องปลดคนงาน ลั่นไม่กู้มากอง ไม่ใช่เช็คเปล่า
KEY
POINTS
- นายเอกนิติชี้แจงเหตุผลความจำเป็นในการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อป้องกันผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจที่อาจทำให้ธุรกิจต้องปิดตัวและเกิดการเลิกจ้างงาน
- ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ 3 ระลอกซ้อนจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ ราคาพลังงานพุ่งสูง ค่าครองชีพและเงินเฟ้อสูงขึ้น และกำลังซื้อของประชาชนลดลง
- เงินกู้มีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ คือ ช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ และส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดเพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาว
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลุกขึ้นชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในการอภิปรายพระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ท่ามกลางเสียงทักท้วงจากฝ่ายค้าน โดยยืนยันว่าการออกพ.ร.ก.ฉบับนี้มีความจำเป็นด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ไม่ใช่การใช้อำนาจเกินความจำเป็นตามที่ถูกกล่าวหา พร้อมนำตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 มายืนยันสถานการณ์ที่รัฐบาลเคยเตือนไว้ตั้งแต่ตอนออกพ.ร.ก.
ตัวเลขไตรมาส 2 ยืนยันวิกฤตจริง ไม่ใช่การสร้างสถานการณ์
นายเอกนิติ กล่าวว่า ข้อมูลเศรษฐกิจไตรมาส 2 ที่ออกมาสอดคล้องกับสิ่งที่รัฐบาลชี้แจงไว้ตั้งแต่ต้นทุกประการ ทั้งเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้น และดุลบัญชีเดินสะพัดที่พลิกจากเกินดุลมาตลอดเป็นขาดดุลเกือบ 600,000 ล้านบาทในไตรมาสเดียว ซึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
"ตรงนี้แหละครับ คือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ" นายเอกนิติกล่าวย้ำ พร้อมชี้ว่าวิกฤตครั้งนี้ต่างจากวิกฤตในอดีตที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตปี 2540 หรือช่วงพ.ร.ก.ไทยเข้มแข็ง เพราะครั้งนี้เป็นวิกฤตที่มาจากปัจจัยภายนอกประเทศล้วนๆ"นายเอกนิติ กล่าว
3 คลื่นวิกฤตที่ซัดเข้าใส่ประเทศไทย
รองนายกฯ อธิบายว่าประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตต่อเนื่องเป็นระลอก โดยระลอกแรกคือราคาพลังงานแพงขึ้นจากการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่พึ่งพาสูง ระลอกที่สองคือค่าครองชีพและเงินเฟ้อที่สูงขึ้น สะท้อนจากดัชนีราคาผู้ผลิตที่ปรับขึ้นเกือบ 10% ในไตรมาส 2 และระลอกที่สามคือกำลังซื้อของประชาชนที่ลดลง โดยการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวเหลือ 1.9% จาก 3.3%
หากไม่ออกพ.ร.ก. จะเกิดอะไรขึ้น
ประเด็นที่นายเอกนิติเน้นย้ำมากที่สุดคือ หากปล่อยให้สถานการณ์นี้ดำเนินต่อไปโดยไม่มีเครื่องมือเข้าไปสกัดกั้น ผลกระทบจะไม่ได้จบอยู่แค่ตัวเลขเศรษฐกิจมหภาค แต่จะลามไปถึงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง
"ถ้าเราปล่อยให้สถานการณ์นี้ลุกลามต่อไป ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์นี้หนักขึ้นเรื่อยๆ มันจะไม่ใช่แค่เพียงแค่นั้น" นายเอกนิติกล่าวเตือน
พร้อมกับชี้ว่าเมื่อต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพสูงขึ้นต่อเนื่อง ผู้ประกอบการจะแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไม่ไหว และหากสถานการณ์ไม่ถูกหยุดยั้ง สิ่งที่จะตามมาคือการเลิกจ้างแรงงานและการปิดกิจการ ซึ่งนายเอกนิติระบุชัดว่านี่คือสิ่งที่ตัวเลขจากสภาพัฒน์ฯ ยืนยันตรงกัน
"เมื่อของราคาแพงขึ้น นักธุรกิจต้นทุนสูงขึ้น ถ้าหยุดไม่ได้ สิ่งที่ตามมาอาจจะต้องปลดคนงานออก ธุรกิจอาจจะต้องเจ๊ง" นายเอกนิติกล่าว
นอกจากนี้ นายเอกนิติยังเตือนว่าหากประเทศไทยยังคงพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูงต่อไปโดยไม่เร่งเปลี่ยนผ่านตั้งแต่วันนี้ ดุลบัญชีเดินสะพัดจะขาดดุลต่อเนื่อง และประเทศอาจต้องเผชิญวิกฤตซ้ำแล้วซ้ำเล่าในอนาคต โดยไม่มีภูมิคุ้มกันรองรับ
"ถ้าเราปล่อยไปเรื่อยๆ เนี่ย ประเทศอาจจะเจอวิกฤตรอบ 3 รอบ 4 ตามมา" นายเอกนิติกล่าว พร้อมยกตัวอย่างว่าหลายประเทศที่เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานตั้งแต่ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน วันนี้ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานโลกน้อยกว่าประเทศไทยมาก เพราะเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้า
เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส 2 วัตถุประสงค์หลักของพ.ร.ก.
นายเอกนิติระบุว่าพ.ร.ก.ฉบับนี้ถูกออกแบบมาเพื่อ 2 วัตถุประสงค์หลัก คือ
1. ช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ผ่านโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ในรูปแบบร่วมจ่ายรัฐ 60 ประชาชน 40 เพื่อลดค่าครองชีพโดยตรง พร้อมนำเทคโนโลยีเอไอ "นกกระซิบ" เข้ามาช่วยพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยให้วิเคราะห์ธุรกิจและขายของออนไลน์เป็น เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนแม้โครงการจะจบลงแล้ว
2. ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานทดแทน ทั้งการปลดล็อก Direct PPA ให้เอกชนซื้อขายไฟฟ้าสะอาดผ่านโครงข่ายของรัฐได้โดยตรง (Third Party Access) และการส่งเสริมให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านเพื่อขายไฟคืนเป็นรายได้เสริม เปลี่ยนครัวเรือนให้กลายเป็น "โรงงานผลิตไฟฟ้า" ขนาดย่อม
"ผมว่าวันนี้ต้องเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส นี่แหละครับคือความจำเป็นที่จะต้องออกพระราชกำหนดวันนี้" นายเอกนิติกล่าวย้ำ
นายเอกนิติยอมรับว่าเงิน 400,000 ล้านบาทเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนผ่านพลังงานทั้งระบบได้ในทันที แต่พ.ร.ก.ฉบับนี้ทำหน้าที่เสมือน "การจั๊มสตาร์ท" กระตุกให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านเร่งตัวเร็วขึ้น ควบคู่กับมาตรการอื่นที่ไม่ต้องใช้เงินงบประมาณ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนในพลังงานสะอาดขนาดใหญ่เข้ามาเสริม
ยันไม่ใช่เช็คเปล่า มีกรรมการกลั่นกรองเข้ม
ต่อข้อกังวลเรื่องวินัยการเงินการคลัง นายเอกนิติกล่าวว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้มีความโปร่งใสมากกว่าพ.ร.ก.กู้เงินในอดีตที่ตนเองเคยมีส่วนร่วมร่างมาก่อน โดยกระทรวงการคลังออกระเบียบกลางกำกับการดำเนินงานตามแผนงานและโครงการภายใต้กฎหมายนี้โดยเฉพาะ พร้อมตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการที่มีทั้งผู้ทรงคุณวุฒิภายในและภายนอก เพื่อพิจารณาความพร้อม ความคุ้มค่า และความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของแต่ละโครงการก่อนอนุมัติเบิกจ่าย โครงการใดไม่คุ้มค่าจะถูกตัดทิ้งทันที
"เงินกู้พ.ร.ก.นี้จะไม่กู้เงินมากอง เราจะกู้ตามความจำเป็นและการใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง" นายเอกนิติกล่าวย้ำหนักแน่น
พร้อมทิ้งท้ายวาทะสำคัญว่า พระราชกำหนดฉบับนี้ไม่ใช่การตีเช็คเปล่า มีกลไกติดตามประเมินผลตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง มีแบบจำลองคำนวณผลกระทบต่อหนี้สาธารณะตลอดเวลา และต้องรายงานต่อคณะรัฐมนตรีพร้อมเปิดเผยต่อประชาชน
นายเอกนิติยังอ้างอิงถึงการพบปะสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ ซึ่งระบุว่าไม่ได้กังวลเรื่องหนี้สาธารณะที่จะชนเพดาน แต่ให้ความสำคัญกับทิศทางการใช้เงินกู้เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานมากกว่า
วิกฤตวันนี้ ต้องแก้ก่อนลุกลาม
นายเอกนิติปิดท้ายการชี้แจงด้วยการย้ำว่า ประเทศไทยยังอยู่ในสถานการณ์วิกฤตจากสงครามในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีทีท่าจะยุติ รัฐบาลจำเป็นต้องมีเครื่องมือทางการคลังเพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ทันท่วงที มากกว่าจะปล่อยให้สถานการณ์ลุกลามจนต้องตามแก้ปัญหาทีหลังด้วยต้นทุนที่สูงกว่าเดิมหลายเท่า
"เมื่อวิกฤตจบ ประเทศไทยจะดีกว่าเดิมครับ" นายเอกนิติกล่าวปิดท้าย







