
"กรณ์" ตั้ง 4 คำถาม ซัดพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ไม่ตอบโจทย์ปัญหาประเทศ
"กรณ์ จาติกวณิช อดีตรมว.คลัง" ยกคำวินิจฉัยศาลรธน. ชี้ผู้เชี่ยวชาญ 6 คนไม่มีใครหนุน พ.ร.ก. เปิด 4 คำถามใหญ่ก่อนสภาลงมติ
KEY
POINTS
- นายกรณ์ตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการออก พ.ร.ก. โดยชี้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันยังไม่ถึงขั้นวิกฤตเมื่อเทียบกับในอดีต และผู้ทรงคุณวุฒิส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย
- ชี้ว่าการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่แท้จริงของประเทศได้ 4 ประการ คือ เศรษฐกิจโตช้า, การขาดดุล, รายได้ประชาชนลดลง และค่าครองชีพสูง
- ตั้งข้อสังเกตว่าโครงการตาม พ.ร.ก. ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากต้องใช้เวลาดำเนินการนานหลายปี ซึ่งสวนทางกับกรอบเวลาของ พ.ร.ก.
- แสดงความกังวลว่าการกู้เงินจะส่งผลกระทบต่อฐานะการคลัง ทำให้หนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มขึ้นสูงจนอาจชนเพดาน 70% และจำกัดความสามารถในการลงทุนในอนาคต
นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลุกขึ้นอภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท โดยเปิดประเด็นว่า แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีมติ 7 ต่อ 2 วินิจฉัยแล้วว่าการตรา พ.ร.ก. ฉบับนี้ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ นั่นคือคำวินิจฉัยว่าการกู้ด้วยการออก พ.ร.ก. นั้นทำได้ แต่ว่าอำนาจและหน้าที่ในการที่จะพิจารณาว่าควรทำหรือไม่นั้น อยู่กับพวกเราทุกคนในห้องนี้
คำถามที่ 1: วิกฤตจริงหรือไม่
นายกรณ์กล่าว พร้อมเสนอกรอบคำถาม 4 ข้อให้สส.ในสภาร่วมกันหาคำตอบก่อนตัดสินใจลงมติ
ประเด็นแรก คือสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันเป็นวิกฤตที่กระทบความมั่นคงของประเทศจริงหรือไม่ โดยอ้างอิงเอกสารสรุปคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 7-8 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีการนำความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก 6 ท่านมาประกอบการพิจารณา โดยหนึ่งในนั้นคืออดีตนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล
นายกรณ์ระบุว่า ในบรรดาผู้เชี่ยวชาญอาวุโสอีก 4 ท่านที่เป็นนักกฎหมาย นักกฎหมายรัฐธรรมนูญ และนักเศรษฐศาสตร์มหภาคนั้น ไม่มีท่านใดเห็นด้วยกับการตรา พ.ร.ก. ฉบับนี้เลย ศาสตราจารย์อรพินท์ ผลสุวรรณ สบายรูป ได้กล่าวว่า พ.ร.ก. นี้แม้จะส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศชะลอตัว แต่ยังสามารถเติบโตได้ในระดับต่ำ นั่นคือยังไม่ส่งผลถึงขั้นทำให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศให้อยู่ในระดับวิกฤต
ศาสตราจารย์อรพินท์ยังระบุด้วยว่าแผนงานปรับเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมพลังงานตามบัญชีท้าย พ.ร.ก. ไม่มีความชัดเจนเป็นรูปธรรม อาจไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 62 ว่าด้วยวินัยการเงินการคลัง
ขณะที่รองศาสตราจารย์สุปรียา แก้วละเอียด ให้ความเห็นว่า แม้ความมั่นคงพลังงานจะเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ แต่การพิจารณาว่าสถานการณ์อยู่ในภาวะวิกฤติอันส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศแค่ไหน เพียงใด ยังเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณา และเห็นว่าสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่ถึงระดับวิกฤตที่จำเป็นต้องตรา พ.ร.ก.
เช่นเดียวกับดร.สมชัย จิตสุชน ที่ให้ความเห็นในทิศทางเดียวกันว่าการเร่งกู้เงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากมาตรการด้านนี้ต้องอาศัยเวลา
นายกรณ์ ยังเปรียบเทียบกับ พ.ร.ก. เงินกู้ในอดีต ทั้งวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2551 และวิกฤตโควิด-19 ปี 2563-2564 ว่าระดับความรุนแรงของสถานการณ์ในอดีตนั้น แทบไม่มีเหตุผลที่ต้องมาถกเถียงกันเล ต่างจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังเป็นที่ถกเถียง พร้อมตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การใช้เงินงบประมาณปกติยังผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียดจากคณะกรรมาธิการงบประมาณที่ต้องประชุมกันถึงดึกดื่นเกือบทุกคืน แต่การใช้เงินจาก พ.ร.ก. กลับไม่มีการตรวจสอบในระดับเดียวกัน
คำถามที่ 2: แก้ปัญหาที่แท้จริงได้หรือไม่
นายกรณ์ระบุว่า ปัญหาเศรษฐกิจหลักของประเทศขณะนี้มี 4 เรื่อง ได้แก่ เศรษฐกิจขยายตัวช้า โดย GDP ไตรมาส 2 โตเพียง 1.9% ลดลงจากไตรมาสแรกที่กว่า 2%, ปัญหาเชิงโครงสร้างจากการขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขยายตัวต่อเนื่อง, รายได้ที่แท้จริงของประชาชนลดลง โดยอ้างข้อมูลสภาพัฒน์ว่าค่าแรงเทียบกับเงินเฟ้อในครึ่งปีแรกติดลบเกือบ 3% เมื่อเทียบกับปีก่อน และค่าครองชีพที่สูงขึ้นต่อเนื่องจากราคาน้ำมัน
"เราจึงต้องกลับมาถามครับว่า เอาล่ะ ศาลบอกว่าออก พ.ร.ก. นี้ได้ แต่มาตรการการใช้เงินใน พ.ร.ก. ของรัฐบาลเนี่ยแก้ปัญหาทั้ง 4 ปัญหานี้หรือไม่ ใช้ พ.ร.ก. แล้วเศรษฐกิจโตเร็วขึ้นไหม ใช้ พ.ร.ก. แล้วจะแก้ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไหม" นายกรณ์กล่าว พร้อมย้ำว่าการกู้เงินมาแจกอาจกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงชั่วครู่ชั่วยาม แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทั้ง 4 ข้อได้จริง
คำถามที่ 3: เร่งด่วนจริงหรือไม่
ในประเด็นความจำเป็นเร่งด่วนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 นายกรณ์ยกตัวอย่างแผนสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ 500,000-1,000,000 ครัวเรือน โดยชี้ว่าตลอดปีที่ผ่านมาทั้งประเทศติดตั้งได้เพียง 100,000 ครัวเรือน และปีนี้คาดว่าจะทำได้ราว 140,000 ครัวเรือน
"ผมให้เหมาเลยครับ สมมุติว่าเราสามารถทำได้จริง 200,000 ครัวเรือนต่อปี นั่นยังไม่ถึงครึ่งของเป้าหมายขั้นต่ำของรัฐบาล ถ้าเทียบกับเป้าหมายขั้นสูงคือหนึ่งล้านครัวเรือน นั่นคือเพียงแค่ 1 ใน 5" นายกรณ์กล่าว
และสรุปว่ารัฐบาลจะต้องใช้เวลาถึง 5 ปีในการทำตามเป้าหมายที่ประกาศไว้ สวนทางกับกรอบเวลาการกู้เงินตาม พ.ร.ก. ที่กำหนดให้ต้องกู้ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2570 หรืออีกเพียงปีเศษเท่านั้น
"สิ่งที่รัฐบาลไม่ควรทำและทำไม่ได้ก็คือกู้เงินมากองไว้ รัฐบาลสามารถกู้ตามการเบิกจ่ายที่แท้จริงเท่านั้น และการเบิกจ่ายก็ต้องเบิกจ่ายตามงานที่ทำได้แล้วจริงเท่านั้นเช่นกัน ไม่มีทางที่รัฐบาลจะดำเนินการได้ทันตามเป้าหมายภายในกรอบเวลาที่กำหนด สะท้อนว่าไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องกู้เงินทั้งก้อนมาตั้งแต่วันนี้" นายกรณ์กล่าว
คำถามที่ 4: กระทบฐานะการคลังแค่ไหน
ประเด็นสุดท้ายที่นายกรณ์หยิบยกคือผลกระทบต่อสถานะทางการคลังของประเทศ โดยระบุว่าปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ราว 67% และในปีงบประมาณ 2570 ที่จะพิจารณากันในสัปดาห์หน้า รัฐบาลยังต้องกู้ชดเชยการขาดดุลงบประมาณอีกเกือบ 800,000 ล้านบาท
"ถ้าบวกกับ พ.ร.ก. อีก 400,000 ล้านเนี่ย หนี้สาธารณะของประเทศในช่วงหนึ่งปีข้างหน้าเนี่ย มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีก 1.8-1.9 ล้านล้านบาท นั่นคือ 10% ของจีดีพีมูลค่าวันนี้ครับ เพดานหนี้สาธารณะที่ 70% ตามกฎหมายวินัยการเงินการคลังอาจเอาไม่อยู่ หากเดินหน้าก่อหนี้ในอัตรานี้ต่อไป" นายกรณ์กล่าว
นายกรณ์ ยังอ้างถึงการอภิปรายงบประมาณปี 2571 ที่ผ่านมาว่า ในอนาคตประเทศอาจเผชิญปัญหาไม่มีวงเงินกู้เพียงพอสำหรับการลงทุนตามกฎหมายที่กำหนดไว้ที่ 20% ของงบประมาณ ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นรัฐบาลอาจจำเป็นต้องออก พ.ร.ก. อีกครั้ง แต่จะไม่สามารถทำได้เพราะหนี้สาธารณะจะชนเพดาน 70% ไปแล้ว
นายกรณ์กล่าวทิ้งท้ายว่า หน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ใช่เพียงทำตามที่รัฐบาลเสนอ หรือเห็นชอบเพียงเพราะไม่ผิดกฎหมาย แต่ต้องพิจารณาตามความเหมาะสมว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาค่าครองชีพและเศรษฐกิจของประเทศหรือไม่
"คำตอบสำหรับผมชัดเจนครับ ว่า พ.ร.ก. นี้ไม่ใช่คำตอบ ดังนั้นผมและเพื่อนในพรรคประชาธิปัตย์ รวมไปถึงเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้าน จึงไม่สามารถที่จะเห็นด้วยกับการออก พ.ร.ก. ฉบับนี้ได้ครับ" นายกรณ์กล่าวปิดท้ายการอภิปราย







