thansettakij
thansettakij
จับตา เปิดสภาฯ ถก "พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน" สู้วิกฤตพลังงาน

เปิดประชุมสภาฯ ถก "พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน" สู้วิกฤตพลังงาน

26 ส.ค. 69 | 01:18 น.
อัปเดตล่าสุด :26 ส.ค. 69 | 02:41 น.

สภาผู้แทนราษฎรเตรียมถกวาระ "พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท" เยียวยาประชาชน -เกษตรกร-ผู้ประกอบการ พร้อมเดินหน้าเปลี่ยนผ่านพลังงานประเทศ

KEY

POINTS

  • สภาผู้แทนราษฎรเปิดอภิปรายพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน
  • วงเงินกู้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ส่วนละ 2 แสนล้านบาท คือ เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ และเพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ
  • รัฐบาลให้เหตุผลว่าเป็นกรณีฉุกเฉินเร่งด่วนเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งไม่สามารถดำเนินการผ่านกระบวนการงบประมาณปกติได้ทัน

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) ในวันพุธที่ 26 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีวาระเรื่องด่วนที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ นั่นคือการพิจารณา "พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569" ซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ หลังจากที่ได้มีการประกาศใช้เป็นกฎหมายไปแล้วตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ตามหนังสือจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร 0503/9478 ลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามกราบเรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้นำเสนอพระราชกำหนดดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต่อไป ถือเป็นขั้นตอนบังคับตามกฎหมาย เนื่องจากพระราชกำหนดที่ตราขึ้นตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ ต้องเสนอต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติโดยไม่ชักช้า

วิกฤตพลังงานโลกกระทบไทยหนัก

ตามหมายเหตุท้ายพระราชกำหนดระบุเหตุผลความจำเป็นไว้ชัดเจนว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงและเสถียรภาพด้านพลังงานของโลก โดยเฉพาะประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง ทำให้ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและต้นทุนการผลิตที่ปรับเพิ่มขึ้น

ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าและบริการ อันกระทบต่อการบริโภคของประชาชนในภาคครัวเรือน รวมทั้งการจัดหาปัจจัยการผลิตในภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม และนำไปสู่ความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในภาพรวม

รัฐบาลจึงเห็นว่าสถานการณ์ดังกล่าวเป็น "วิกฤตการณ์สำคัญ" ที่จำเป็นต้องดำเนินมาตรการแก้ไขโดยเร่งด่วนและต่อเนื่อง ทั้งการให้ความช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยตรง และการสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศให้มีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

โดยเห็นว่าจำเป็นต้องกู้เงินจำนวนสี่แสนล้านบาทเพื่อใช้ดำเนินมาตรการดังกล่าว ซึ่งไม่อาจดำเนินการให้ทันผ่านวิธีการงบประมาณตามปกติได้ จึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ ต้องอาศัยอำนาจตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตราเป็นพระราชกำหนดฉบับนี้ขึ้น และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

กู้ได้ไม่เกิน 4 แสนล้านบาท ปิดดีลภายในปี 2570

สาระสำคัญ ของพระราชกำหนดฉบับนี้ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินบาทหรือเงินตราต่างประเทศ หรือออกตราสารหนี้ ในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมูลค่ารวมกันไม่เกิน 400,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ กำหนดกรอบเวลาไว้ชัดเจนว่าต้องลงนามในสัญญากู้เงินหรือออกตราสารหนี้ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2570 ซึ่งหมายความว่ากระทรวงการคลังมีเวลาราวปีเศษในการทยอยระดมทุนตามความจำเป็นของแต่ละโครงการ ไม่จำเป็นต้องกู้เต็มวงเงินในคราวเดียว

โดยเงินกู้ดังกล่าวถือเป็นการกู้เงินตามมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่รองรับการกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศอย่างเร่งด่วนและต่อเนื่องโดยเฉพาะ

วัตถุประสงค์การใช้เงินกู้ แบ่งเป็น 2 แผนงานหลัก วงเงินเท่ากันฝั่งละ 2 แสนล้าน

จากบัญชีท้ายพระราชกำหนด กำหนดกรอบวงเงินไว้ชัดเจน แบ่งเป็น 2 แผนงาน ดังนี้

1. แผนงานช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ วงเงิน 200,000 ล้านบาท

เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานโดยตรง และช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดชะงัก โดยหน่วยงานรับผิดชอบหลักคือกระทรวงการคลัง ร่วมกับหน่วยงานของรัฐที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย

2. แผนงานส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงาน/สร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน วงเงิน 200,000 ล้านบาท

เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไปให้ทันต่อเหตุการณ์

รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้อง โดยแบ่งย่อยเป็น 3 กลุ่มกิจกรรม ได้แก่

กลุ่ม 2.1 แผนงาน โครงการ หรือกิจกรรมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิล เพิ่มประสิทธิภาพการใช้เทคโนโลยีพลังงาน ส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต

กลุ่ม 2.2 โครงการเพื่อส่งเสริมการใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงานฟอสซิล ทำให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพ หรือส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก รวมทั้งสนับสนุนการติดตั้งสถานีบรรจุไฟฟ้า

กลุ่ม 2.3 แผนงานหรือโครงการเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรม สำหรับรองรับการปรับโครงสร้างพลังงานและการสร้างเศรษฐกิจใหม่

ทั้งนี้ แผนงานหรือโครงการใช้จ่ายเงินกู้เพื่อการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามบัญชีท้ายพระราชกำหนดนี้เท่านั้น จะนำไปใช้เพื่อการอื่นนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในมาตรา 5 ไม่ได้โดยเด็ดขาด

กลไกกลั่นกรอง-อนุมัติ เข้มทุกขั้นตอน

มาตรา 6 กำหนดให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติการกู้เงินตามพระราชกำหนดนี้เท่าที่จำเป็น โดยคำนึงถึงขีดความสามารถของรัฐในการชำระหนี้คืนประกอบด้วย และในกรณีจำเป็น คณะรัฐมนตรีสามารถมีมติปรับวงเงินกู้ที่กำหนดไว้ตามบัญชีท้ายพระราชกำหนดเพื่อการตามมาตรา 5 (1) หรือ (2) ได้ กล่าวคือสามารถโยกเงินระหว่างแผนงานช่วยเหลือกับแผนงานเปลี่ยนผ่านพลังงานได้ตามความจำเป็นของสถานการณ์ แต่เมื่อรวมวงเงินกู้ทั้งหมดแล้วต้องไม่เกิน 400,000 ล้านบาทตามที่กฎหมายกำหนดไว้เด็ดขาด

นอกจากนี้ มาตรา 7 กำหนดให้มี คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ประกอบด้วยปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแต่งตั้งจำนวนไม่เกินสามคนเป็นกรรมการ โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะเป็นกรรมการและเลขานุการ

คณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 8 ครอบคลุมตั้งแต่การกลั่นกรองแผนงานหรือโครงการก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติ กำกับดูแลการดำเนินงาน รายงานความก้าวหน้าต่อคณะรัฐมนตรีอย่างน้อยทุก 3 เดือน กำหนดวงเงินสำรองจ่ายสำหรับกรณีจำเป็นเร่งด่วน ไปจนถึงการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมาย โดยให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะรับผิดชอบงานวิชาการและธุรการของคณะกรรมการชุดนี้

เปิดช่องตรวจสอบ ต้องรายงานรัฐสภาทุกปี

มาตรา 9 กำหนดให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะมีหน้าที่และอำนาจดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารและจัดการการกู้เงิน การเบิกจ่ายเงินกู้ การบริหารความเสี่ยงหนี้สาธารณะ การติดตามและประเมินผลโครงการ ตลอดจนการชำระหนี้ที่เกี่ยวข้องกับการกู้เงินตามพระราชกำหนดนี้ทั้งหมด

ที่น่าสนใจคือมาตรา 10 กำหนดกลไกความโปร่งใสไว้ชัดเจนว่า ภายใน 60 วันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ กระทรวงการคลังต้องรายงานการกู้เงินตามพระราชกำหนดนี้ที่กระทำในปีงบประมาณที่ล่วงมาแล้วให้รัฐสภาทราบ โดยรายงานดังกล่าวอย่างน้อยต้องระบุ

  • รายละเอียดของการกู้เงิน
  • วัตถุประสงค์ของการใช้จ่ายเงินกู้
  • รวมถึงผลสัมฤทธิ์และประโยชน์ที่ได้รับหรือคาดว่าจะได้รับ

ซึ่งถือเป็นกลไกให้ฝ่ายนิติบัญญัติสามารถติดตามตรวจสอบการใช้เงินกู้ก้อนนี้ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว ไม่ใช่เพียงการพิจารณาอนุมัติพระราชกำหนดในคราวเดียวเท่านั้น

ศาลรัฐธรรมนูญชี้แล้ว พ.ร.ก.ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

ก่อนที่พระราชกำหนดฉบับนี้จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 26 สิงหาคมนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยไปก่อนหน้าแล้วว่าพระราชกำหนดฉบับนี้ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง

โดยเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 วินิจฉัยว่าพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นไปตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ ก่อนที่คำวินิจฉัยฉบับเต็มจะถูกเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา

ประเด็นสำคัญของคำวินิจฉัยอยู่ที่วัตถุประสงค์การใช้เงินกู้ตามมาตรา 5 ของพ.ร.ก. ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกคือการช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานนั้น ศาลมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าเข้าเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ

ส่วนที่สองคือการใช้เงินเพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและพัฒนาทักษะ/นวัตกรรมนั้น ศาลมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 เห็นว่ายังเชื่อมโยงกับสถานการณ์วิกฤตพลังงานและความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้ ขณะที่ตุลาการเสียงข้างน้อย 2 คนมองว่าแผนงานด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานมีลักษณะเป็นการพัฒนาประเทศระยะยาวมากกว่าการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินตามเจตนารมณ์ของกลไกพระราชกำหนด

เงินกู้ไหลไปไหนแล้วบ้าง เบิกจ่าย "ไทยช่วยไทยพลัส" ทะลุแสนล้าน

ความคืบหน้าล่าสุดของการเบิกใช้เงินกู้ก้อนนี้ก็เป็นอีกประเด็นที่ สส. น่าจะหยิบยกขึ้นอภิปรายในสภาฯ โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยเมื่อกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาว่า ในส่วนของเงินกู้ 2 แสนล้านบาทก้อนแรกที่จัดสรรไว้เพื่อบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพผ่านโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" และการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น 

ขณะนี้กระทรวงการคลังได้ทยอยกู้เงินไปแล้วประมาณ 130,000 ล้านบาท และเบิกจ่ายจริงไปแล้วราว 117,000-118,000 ล้านบาท จากกรอบวงเงินที่จัดสรรไว้สำหรับมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพทั้งหมดประมาณ 150,800 ล้านบาท คงเหลือวงเงินอีกราว 20,000 ล้านบาท

ส่วนโครงการ "ไทยช่วยไทย เฟส 2" ที่มีกระแสข่าวว่านายกรัฐมนตรีต้องการให้กระทรวงการคลังไปพิจารณาความเหมาะสมนั้น ยังไม่มีการยื่นคำขอใช้งบประมาณอย่างเป็นทางการเข้ามาแต่อย่างใด เช่นเดียวกับโครงการ "ไทยเที่ยวไทยพลัส" ที่ยังไม่มีการเสนอโครงการเข้ามาเพื่อพิจารณาอย่างเป็นทางการเช่นกัน

ที่น่าสนใจคือ เงินกู้ก้อนหลังอีก 2 แสนล้านบาทซึ่งจัดสรรไว้สำหรับแผนงานเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานนั้น จนถึงกลางเดือนสิงหาคมยังไม่มีหน่วยงานใดยื่นเสนอโครงการเข้ามาเลย โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างเร่งพิจารณาโครงการให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นปีงบประมาณในเดือนกันยายนนี้ ตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งความล่าช้าของฝั่งแผนงานพลังงานเมื่อเทียบกับฝั่งเยียวยาค่าครองชีพที่เบิกจ่ายไปแล้วเกือบเต็มกรอบวงเงิน อาจเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ฝ่ายค้านจะใช้ตั้งคำถามถึงความคืบหน้าในการขับเคลื่อนแผนงานเปลี่ยนผ่านพลังงานของรัฐบาลในการอภิปรายครั้งนี้

นายกฯ เตรียมแถลงต่อประธานสภา “เอกนิติ” มั่นใจ พ.ร.ก.ผ่าน 

ต่อมาในช่วงเช้าวันนี้ ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางมายังอาคารรัฐสภา เพื่อแถลงต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เสนอพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 โดยรัฐบาลได้นำพระราชกำหนดดังกล่าวเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้พิจารณาตามรัฐธรรมนูญ พร้อมส่งตัว พ.ร.ก. ประกอบการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร

ทันทีที่เดินทางมาถึง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนบริเวณโถงกลาง อาคารรัฐสภา ระหว่างนั้นนายกรัฐมนตรีได้รับไหว้นายณัฐพงษ์ และยิ้มทักทายกัน ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเดินเข้าลิฟต์

 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางมายังอาคารรัฐสภา เพื่อแถลงต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เสนอพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569

 

ทั้งนี้ นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ถึงมั่นใจว่าจะผ่านไปได้ด้วยดีใช่หรือไม่ ว่า เรื่องนี้กำลังจะนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยตนเองจะนำแถลงต่อที่ประชุมรัฐสภา หลังจากนั้นจะมีการอภิปราย ส่วนไหนที่เป็นข้อสงสัย ได้เตรียมรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องชี้แจง เพื่อให้คลายข้อสงสัย อย่างตรงไปตรงมาและไม่มีปัญหาใด ๆ

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า ในวันนี้จะสามารถชี้แจง พ.ร.ก. ดังกล่าวได้ทุกคำถามของฝ่ายค้าน ซึ่งตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 ที่ออกมา ยืนยันว่าสิ่งที่เราคาดการณ์ไว้เป็นไปตามนั้นจริง ๆ ซึ่งหากไม่มี พ.ร.ก. ดังกล่าว อาจจะหนักกว่านี้ด้วยซ้ำ และมั่นใจว่า พ.ร.ก. นี้จะผ่านความเห็นชอบของสภาอย่างแน่นอน โดยระบุสั้น ๆ ว่า “มั่นใจครับ” พร้อมยิ้มรับ และเดินขึ้นห้องประชุม

วิปรัฐบาล-วิปฝ่ายค้าน ตกลงกรอบเวลาอภิปราย พ.ร.ก. กู้เงินแก้วิกฤตพลังงาน เผยยืดหยุ่นเวลาให้รัฐมนตรีตอบคำถาม

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ มีวาระพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ซึ่งเสนอโดยคณะรัฐมนตรี โดยที่ประชุมได้จัดสรรเวลาอภิปรายเต็มวัน ตั้งแต่เวลา 09.00 น. ถึง 22.00 น. รวมประมาณ 13 ชั่วโมง

ประธานวิปรัฐบาลชี้แจงต่อที่ประชุมว่า ในกรอบเวลา 13 ชั่วโมงดังกล่าว ได้แบ่งสัดส่วนเวลาไว้ดังนี้

  • ฝ่ายค้าน 8 ชั่วโมง
  • คณะรัฐมนตรี 3 ชั่วโมง
  • พรรคร่วมรัฐบาล 1 ชั่วโมง
  • ประธานในที่ประชุม 1 ชั่วโมง

พร้อมเปิดเผยว่า ได้หารือร่วมกับประธานวิปฝ่ายค้านแล้วว่า หากรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต้องใช้เวลาชี้แจงตอบคำถามเกินกว่ากรอบเวลาที่กำหนดไว้ ก็ขอให้มีความยืดหยุ่นได้ตามความเหมาะสม เนื่องจากเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของสภาโดยรวม

นอกจากนี้ ประธานวิปรัฐบาลยังได้ฝากไปยังสมาชิกสภาให้ควบคุมประเด็นการอภิปรายให้อยู่ในกรอบของญัตติเร่งด่วนเรื่อง พ.ร.ก. กู้เงินฉบับนี้เท่านั้น โดยย้ำว่าวาระนี้ยังไม่ใช่การพิจารณางบประมาณวาระ 2-3 และไม่ใช่เวทีซ้อมใหญ่สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากมีสมาชิกอภิปรายหลุดประเด็น ฝ่ายรัฐบาลอาจจำเป็นต้องลุกขึ้นทักท้วง ซึ่งจะทำให้เสียเวลาการประชุมโดยไม่จำเป็น

ด้านประธานวิปฝ่ายค้านกล่าวยืนยันเห็นชอบตามกรอบเวลาที่วิปรัฐบาลเสนอ พร้อมชี้แจงเพิ่มเติมว่า แม้จะมีการกำหนดจำนวนนาทีสำหรับผู้อภิปรายแต่ละคนไว้ แต่หากมีการใช้เวลาเกินกว่าที่กำหนด ก็จะถูกหักออกจากเวลารวมของฝ่ายนั้นๆ โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องเคร่งครัดกวดขันให้ผู้อภิปรายอยู่ภายใต้กรอบนาทีที่ลงชื่อไว้อย่างเข้มงวด เมื่อวิปทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันในเรื่องการบริหารเวลาแล้ว ฝ่ายเลขาธิการสภาจะดำเนินการตามกรอบเวลาดังกล่าวต่อไป