
อนุทิน แจงรับมือ "วิกฤตเศรษฐกิจ 5 ระลอก" เหุตผลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน
นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ชี้แจงสภาฯ เหตุผลออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รับมือวิกฤตพลังงานตะวันออกกลาง เตือนเศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกระแทก 5 ระลอกซ้อนกัน
KEY
POINTS
- รัฐบาลออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อรับมือวิกฤตเศรษฐกิจที่คาดว่าจะส่งผลกระทบ 5 ระลอก ซึ่งมีต้นตอจากวิกฤตพลังงานโลก
- วิกฤต 5 ระลอกที่รัฐบาลคาดการณ์ ได้แก่ ความตื่นตระหนก, ราคาพลังงานสูงขึ้น, ต้นทุนสินค้าและบริการเพิ่ม, ค่าครองชีพสูงขึ้น และกำลังซื้อของประชาชนลดลง
- วงเงินกู้จะถูกแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก คือ 2 แสนล้านบาทเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และอีก 2 แสนล้านบาทเพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทดแทน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถึงเหตุผลความจำเป็นในการตราพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569
ทั้งนี้ พ.ร.ก. ฉบับดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยที่ 8/2569 เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดให้ตรา พ.ร.ก. ได้เฉพาะกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่าจำเป็นต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และเป็นกรณีฉุกเฉินที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้
ต้นตอวิกฤต ความขัดแย้งตะวันออกกลางทุบพลังงานโลก
นายอนุทิน เปิดฉากชี้แจงด้วยการอธิบายว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งนี้ถือเป็นวิกฤตพลังงานโลกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และแตกต่างจากวิกฤตในอดีตอย่างสิ้นเชิง โดยระบุว่า กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน OPEC ห้ามส่งออกน้ำมันและจำกัดการผลิต อันทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกขาดแคลน แต่ไม่มีการทำลายบ่อน้ำมัน บ่อก๊าซ ไม่มีการทำลายโรงกลั่นน้ำมัน โรงแยกก๊าซ ไม่มีการทำลายระบบท่อส่งน้ำมันหรือท่อแก๊ส... แต่การขัดกันด้วยอาวุธในตะวันออกกลางในปี 2569 นี้ มีการทำลายบ่อน้ำมัน บ่อก๊าซ ทำลายโรงกลั่นน้ำมัน ทำลายท่อส่งน้ำมัน ทำลายคลังน้ำมัน ทำลายท่าเรือขนส่งน้ำมัน รวมทั้งปิดเส้นทางการเดินเรือ โดยเฉพาะที่ช่องแคบฮอร์มุซ
นายกรัฐมนตรีระบุว่า ผลจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้แหล่งน้ำมันหลักของโลกต้องหยุดการผลิตและขนส่งแทบสิ้นเชิง ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันในตลาดโลกยังคงเท่าเดิม ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว และแหล่งน้ำมันอื่นก็ไม่สามารถผลิตทดแทนปริมาณที่ขาดหายไปได้ทัน จนถึงปัจจุบันสถานการณ์ก็ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง
ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเกือบร้อยละ 50 ขณะที่โครงสร้างการผลิตสินค้า บริการ คมนาคม และภาคเกษตรของไทย ยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นแหล่งพลังงานหลักในกระบวนการผลิต การปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทนยังอยู่ในระดับต่ำ เมื่อพลังงานฟอสซิลขาดแคลนจึงกระทบต่อราคาสินค้า บริการ ภาคขนส่ง ภาคเกษตร และประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศโดยตรงและรุนแรง
เปิด 5 ระลอกวิกฤตปากท้องคนไทย แรงบีบสองด้านที่น่ากังวล
จุดที่นายอนุทินย้ำเป็นพิเศษในการชี้แจงครั้งนี้ คือคำเตือนว่าวิกฤตครั้งนี้ว่า ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตสำคัญอย่างยิ่งก็คือวิกฤตปากท้อง ที่ไม่ได้มาเพียงระลอกเดียว แต่จะมีผลกระทบต่อเนื่องอีกหลายระลอก"
จากนั้นนายอนุทิน แจกแจงให้เห็น 5 ระลอกวิกฤตที่จะถาโถมเข้าใส่เศรษฐกิจไทย
ระลอกที่ 1 ความตื่นตระหนก หรือ Panic
ระลอกที่ 2 ราคาพลังงานฟอสซิลปรับตัวสูงขึ้น
ระลอกที่ 3 ต้นทุนอาหาร สินค้า และบริการต่างๆ เพิ่มสูงขึ้น
ระลอกที่ 4 ค่าครองชีพของประชาชนปรับตัวสูงขึ้น
ระลอกที่ 5 กำลังซื้อของประชาชนลดลง เนื่องจากรายได้เท่าเดิมหรือน้อยลง ขณะที่ต้นทุนภาคธุรกิจสูงขึ้น
นายกรัฐมนตรี อธิบายเพิ่มเติมถึงผลกระทบเชิงระบบว่า ความเสี่ยงต่อการผลิตและการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลในลักษณะแรงบีบ 2 ด้าน ทั้งต่อภาคธุรกิจและภาคประชาชน รายได้ลดลง แต่ต้นทุนกลับสูงขึ้น ฉุดกำลังซื้อของประชาชน และเพิ่มความเสี่ยงที่ระบบเศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะชะลอตัวภายใต้เงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจตกต่ำ หรือเรียกว่า Stagflation ซึ่งในระยะถัดไปหากปล่อยให้เกิดขึ้น จะส่งผลกระทบรุนแรงและยากต่อการแก้ไข"
นายอนุทิน ยังระบุว่า ไม่มีผู้ใดสามารถคาดการณ์ได้ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะยุติเมื่อใด แต่คาดว่าน่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายปี และการผลิตส่งออกน้ำมันจากภูมิภาคนี้อาจไม่มีวันกลับไปเหมือนเดิม ทำให้ไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิลในสัดส่วนสูงต่อไป หากไม่มีการปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศอย่างจริงจัง
เครื่องมือคลังเดิมไม่พอรับมือ ทางเลือกสุดท้ายคือ พ.ร.ก.
นายอนุทิน ชี้แจงถึงข้อจำกัดของเครื่องมือทางการคลังที่มีอยู่ในปัจจุบันอย่างละเอียดว่า งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นของปีงบประมาณ 2569 ซึ่งตั้งกรอบไว้ที่ 99,000 ล้านบาท ถูกใช้ไปกับการแก้ไขเยียวยาอุทกภัย ภัยพิบัติรุนแรงในหลายพื้นที่ สถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ค่าใช้จ่ายด้านความมั่นคงของรัฐ และภารกิจเร่งด่วนอื่นๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างปีงบประมาณ จนไม่เพียงพอต่อภาระค่าใช้จ่าย
ขณะที่ยังมีความต้องการใช้จ่ายเร่งด่วนเพิ่มเติมอีกประมาณ 140,000 ล้านบาท อาทิ ค่าใช้จ่ายแก้ไขปัญหาภัยพิบัติและความมั่นคงชายแดน ซึ่งแม้จะรวมงบกลางที่เหลือกับเงินทุนสำรองจ่ายตามมาตรา 45 แห่ง พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ 2561 อีก 50,000 ล้านบาท ก็ยังไม่เพียงพอ
นอกจากนี้ งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 มีการเบิกจ่ายไปแล้วกว่าร้อยละ 72 ทำให้เหลืองบประมาณจำกัดมากสำหรับการโอนงบประมาณรายจ่าย ประกอบกับกรอบวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณตามกฎหมายการบริหารหนี้สาธารณะเหลือเพียง 17,000 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอ
ขณะที่การจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 เดือน และงบประมาณปี 2570 ก็จะมีผลบังคับใช้ในเดือนตุลาคมเท่านั้น ซึ่งไม่ทันต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน
"หากพระราชกำหนดนี้จะไม่ถูกตราขึ้น และไม่ทันต่อสถานการณ์ หากไม่ดำเนินการในช่วงนี้ ก็อาจจะส่งผลให้วิกฤตยืดเยื้อ หรือเพิ่มความเสี่ยงเชิงระบบต่อเศรษฐกิจในระยะถัดไป จึงมีความจำเป็นที่จะต้องตราพระราชกำหนดฉบับนี้"
แบ่งเงินกู้ 2 ก้อน ช่วยประชาชน-เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน
สำหรับกรอบการใช้เงินกู้ 400,000 ล้านบาท นายกรัฐมนตรีระบุว่ามีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ คือ หนึ่ง ช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลาง และสอง ลดการใช้พลังงานฟอสซิลให้เร็วและมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยแบ่งเป็น 2 แผนงานตามบัญชีท้าย พ.ร.ก. ได้แก่
1. ช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและช่วยให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง วงเงิน 200,000 ล้านบาท
2. ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป รวมทั้งพัฒนาทักษะและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้อง วงเงินอีก 200,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังต้องลงนามในสัญญากู้เงินหรือออกตราสารหนี้ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2570
นายอนุทินยังกล่าวถึงแนวคิดเบื้องหลังการวางกรอบใช้จ่ายว่า รัฐบาลต้องการให้เดินหน้าคู่ขนานทั้งการเยียวยาระยะสั้นและการปรับโครงสร้างระยะยาว โดยย้ำว่า การพัฒนาทักษะด้านพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ยังเป็นการพัฒนาทักษะสำหรับอนาคตของพี่น้องประชาชนไปในตัวอีกด้วย เพราะทิศทางการพัฒนาของโลกมุ่งที่จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานไปสู่พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกเพิ่มมากขึ้น
ยันไม่กระทบวินัยการคลัง หนี้สาธารณะไม่เกิน 70% ของจีดีพี
ท่ามกลางความห่วงใยของสมาชิกสภาต่อวินัยการเงินการคลัง นายอนุทินยืนยันว่า การกู้เงินครั้งนี้เมื่อรวมกับการกู้เงินกรณีอื่นแล้ว จะไม่กระทบกรอบการบริหารหนี้สาธารณะตามกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐ โดยประมาณการสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จะไม่เกินร้อยละ 70 และแนวทางการกู้เงินเบื้องต้นจะพิจารณาจากแหล่งเงินกู้ในประเทศเป็นหลัก พร้อมวางแผนการชำระหนี้อย่างเป็นระบบเพื่อกระจายความเสี่ยงและดูแลต้นทุนการกู้เงินให้อยู่ในระดับเหมาะสม
นอกจากนี้ เพื่อความโปร่งใสและคุ้มค่าในการใช้จ่ายเงินกู้ รัฐบาลกำหนดให้ทุกโครงการต้องผ่านการกลั่นกรองจากคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ โดยต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ อยู่ภายใต้แผนงานตามบัญชีท้าย พ.ร.ก. เท่านั้น ไม่ซ้ำซ้อนกับเงินงบประมาณและแหล่งเงินอื่น และต้องเป็นหน่วยงานที่มีความพร้อมดำเนินการได้ทันที
ชู "5T" กรอบวินัยใช้เงินกู้ อ้อนขอมติสภา
นายอนุทินสรุปกรอบการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้หลักการ "5T" ที่รัฐบาลยึดถือ ได้แก่ Target ใช้เงินตรงเป้าหมาย ตรงจุด Transition เร่งรัดการเปลี่ยนผ่าน ลดความเปราะบางทางพลังงาน Transformation เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เน้นการลงทุนที่ช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัว Transparent โปร่งใส ตรวจสอบได้ และ Together ขับเคลื่อนร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อให้เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ใช้ สร้างคุณค่าสูงสุดแก่ประชาชนและประเทศไทย
"สถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานนับเป็นวิกฤตร้ายแรง รัฐบาลพิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อประโยชน์ในการที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ จึงขอกราบเรียนมายังสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ เพื่อโปรดร่วมกันพิจารณาอนุมัติพระราชกำหนดฉบับนี้ต่อไป"







