
ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ธปท.มั่นใจปีหน้ากลับมาบวก
สภาพัฒน์เผย Q2/69 ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 17.7 พันล้านดอลลาร์ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เหตุนำเข้าน้ำมัน ทองคำและอิเล็กทรอนิกส์เพิ่ม ค่าระวางเรือพุ่ง ธปท.มั่นใจปี 70 กลับมาเกินดุล 2-3%
KEY
POINTS
- ไตรมาส 2/2569 ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.77 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการขาดดุลครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส
- สาเหตุหลักมาจากการขาดดุลการค้าที่หนักขึ้นจากราคาพลังงานและทองคำที่พุ่งสูง ประกอบกับค่าระวางเรือที่เพิ่มขึ้นและจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง
- ผู้ว่าการ ธปท. เชื่อว่าเป็นผลจากปัจจัยชั่วคราว และคาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะกลับมาเป็นบวกรายเดือนได้ภายในสิ้นปี และจะกลับสู่ภาวะปกติในปี 2570
สภาพัฒน์เผยไตรมาส 2/2569 ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 17.7 พันล้านดอลลาร์ หรือ 575.4 พันล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังดุลการค้าขาดดุลหนักจากราคาพลังงาน ทองคำ และการเร่งนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ค่าระวางเรือพุ่ง-นักท่องเที่ยวลดกดดุลบริการ ด้านผู้ว่าการ ธปท. ชี้ยังไม่ใช่สัญญาณน่ากังวล เชื่อสิ้นปีรายเดือนกลับมาเป็นบวก และปี 2570 กลับสู่ภาวะปกติที่ 2-3% ต่อ GDP
ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลครั้งแรกรอบ 8 ไตรมาส
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สภาพัฒน์)เปิดเผยว่า ไตรมาส 2 ปี 2569 ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยขาดดุล 17.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 575.4 พันล้านบาท ถือเป็นการขาดดุลครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส และเป็นระดับการขาดดุลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่เกินดุล 1.4 พันล้านดอลลาร์ และไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่เกินดุล 1.6 พันล้านดอลลาร์
ปัจจัยสำคัญมาจากทั้งดุลการค้าและดุลบริการ รายได้ และการโอนที่ขาดดุลพร้อมกัน โดยดุลการค้าขาดดุล 12.1 พันล้านดอลลาร์ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ดุลบริการ รายได้ปฐมภูมิและรายได้ทุติยภูมิขาดดุล 5.6 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการขาดดุลครั้งแรกในรอบ 15 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2565
สำหรับครึ่งแรกของปี 2569 ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลรวม 16.3 พันล้านดอลลาร์ หรือ 531.9 พันล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เกินดุล 13.8 พันล้านดอลลาร์
น้ำมัน-ทองคำ ตัวเร่งขาดดุลการค้า
นายดนุชากล่าวว่า การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส 2 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยชั่วคราว โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ผลักดันราคาพลังงาน รวมถึงความต้องการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่ค่าระวางเรือเพิ่มขึ้นและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง กดดันดุลบริการ
เฉพาะดุลการค้ากลุ่มเชื้อเพลิงขาดดุลถึง 17.0 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 7.8 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสก่อน ตามการนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น สะท้อนความเปราะบางของไทยจากการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ส่วนดุลการค้ากลุ่มทองคำขาดดุล 4.5 พันล้านดอลลาร์ เทียบกับ 4.8 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสก่อน ซึ่งหากหักทองคำและเชื้อเพลิงออก ดุลการค้าสินค้ากลุ่มอื่นยังเกินดุล 9.4 พันล้านดอลลาร์
ค่าระวางเรือพุ่ง กระทบดุลบริการ
ด้านดุลบริการ รายได้ และการโอน ขาดดุล 5.6 พันล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะบริการด้านการขนส่งที่ขาดดุล 6.1 พันล้านดอลลาร์ จากไตรมาสก่อนที่ขาดดุล 5.0 พันล้านดอลลาร์ เนื่องจากค่าระวางเรือและค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มเพิ่มขึ้น หลังเส้นทางเดินเรือถูกปรับเปลี่ยนและระยะเวลาขนส่งยาวนานขึ้นจากข้อจำกัดในพื้นที่ตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ ค่าระวางเรือจากไทยไปสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 388% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ค่าระวางเรือจากไทยไปยุโรปเพิ่มขึ้น 109.1% สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มที่สูงขึ้น ขณะที่ดุลบริการด้านการท่องเที่ยวเกินดุล 6.6 พันล้านดอลลาร์ ลดลงจาก 11.0 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสก่อน สะท้อนรายได้จากนักท่องเที่ยวที่ชะลอตัวลง ส่วนดุลรายได้ขาดดุลตามการส่งกลับกำไรตามฤดูกาลของกิจการต่างชาติ
ผู้ว่าธปท. มั่นใจสิ้นปีรายเดือนกลับมาบวก
ด้านนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)กล่าวว่า ธปท.ติดตามตัวเลขดุลการชำระเงินและดุลการค้าอย่างใกล้ชิด โดยยอมรับว่า การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน พลังงาน และวัตถุดิบสำคัญทั่วโลก ทั้งปุ๋ยและปิโตรเคมี ส่งผลให้มูลค่าการนำเข้าสูงขึ้นมาก ทำให้ดุลการค้าติดลบมากกว่าที่คาด และส่งผลต่อเนื่องให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล
อย่างไรก็ตาม หากตัดผลจากการนำเข้าพลังงานและทองคำออก ดุลการค้าของไทยยังเป็นบวก ดังนั้น การขาดดุลในปัจจุบันจึงเป็นปัจจัยเฉพาะหน้ามากกว่าเป็นปัญหาจากการส่งออกสินค้าโดยรวม และเชื่อว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดจะกลับมาเป็นบวกรายเดือนภายในสิ้นปี 2569 แต่ทั้งปียังติดลบ ส่วนปี 2570 จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยเกินดุลประมาณ 2-3% ของ GDP ซึ่งเป็นระดับที่ไทยเคยอยู่เป็นปกติ แต่ที่เห็นบวก 5-6% เป็นแค่บางช่วงที่มีความพิเศษในช่วงนั้นๆ
ธปท.เชื่อราคาพลังงานคลายแรงกดดันปีหน้า
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันผันผวนสูงตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยช่วงที่สถานการณ์รุนแรงราคาเคยพุ่งขึ้นแตะระดับมากกว่า 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนปรับลดลงต่ำกว่า 70 ดอลลาร์ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน และเมื่อเกิดความขัดแย้งรอบใหม่ราคากลับขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์ ก่อนจะลดลงมาอยู่ในระดับ 90 ดอลลาร์กว่าในปัจจุบัน
“เรามองว่า ราคาพลังงานไม่น่าจะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า ประกอบกับการบริโภคที่ปรับตัวตามภาวะราคา จะช่วยลดแรงกดดันต่อการนำเข้า ซึ่งเราต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด แต่ต้องใจเย็นและนิ่ง เพราะเชื่อว่า ภาวะราคาพลังงานสูงจะไม่ยืดเยื้อไปจนถึงปีหน้า”ผู้ว่าธปท.กล่าว
หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,228 วันที่ 20 - 22 สิงหาคม พ.ศ. 2569







