
สศช. ติง Data Center 7.2 แสนล้าน สุ่มเสี่ยงแย่งน้ำ-ไฟ รื้อเกณฑ์คุม Hyperscale
สศช. สแกนลงทุน Data Center ทะลัก 7.28 แสนล้าน เตือนวิกฤตแย่งน้ำ-ไฟฟ้าอุตสาหกรรม หวั่นไทยได้ประโยชน์แค่ช่วงสร้าง กางผลวิจัยชี้พึ่งนำเข้าอุปกรณ์ 60% เร่งออกเกณฑ์คุมเข้ม Hyperscale ป้องผลกระทบสิ่งแวดล้อม
KEY
POINTS
- สศช. แสดงความกังวลต่อโครงการดาต้าเซ็นเตอร์มูลค่ากว่า 7.2 แสนล้านบาท ว่าอาจมีความเสี่ยงสูงในการแย่งชิงทรัพยากรน้ำและไฟฟ้าของประเทศ
- สศช. กำลังอยู่ระหว่างการจัดทำหลักเกณฑ์กำกับดูแลการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะกลุ่มขนาดใหญ่พิเศษ (Hyperscale) เพื่อลดผลกระทบและให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในระยะยาว
- ปัญหาด้านทรัพยากรน้ำถูกมองว่ามีความซับซ้อนและน่ากังวลมากกว่าปัญหาด้านไฟฟ้า เนื่องจากส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน จึงต้องมีการพิจารณาอย่างรอบด้าน
วันที่ 24 สิงหาคม 2569 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยในช่วงการแถลงรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 2 ปี 2569 โดยระบุว่า ภายหลังราชกิจจานุเบกษา ประกาศระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ล่าสุด สศช. ในฐานะฝ่ายเลขานุการ อยู่ระหว่างจัดทำหลักเกณฑ์กำกับดูแลการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อให้เกิดการลงทุนที่มีประสิทธิภาพและลดผลกระทบด้านการใช้น้ำและไฟฟ้า ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ธุรกิจประเภทนี้ใช้ในปริมาณสูง
นายดนุชา ระบุว่า ปัญหาด้านไฟฟ้าสามารถแก้ไขได้ไม่ยากนัก เนื่องจากสามารถส่งผ่านสายส่งไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ได้ แต่ปัญหาด้านน้ำมีความซับซ้อนกว่า เพราะกระทบกับหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอื่นที่ต้องใช้น้ำเช่นกัน จึงจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ที่ผ่านมา สศช. ได้หารือร่วมกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในประเด็นเรื่องการสร้างสมดุลน้ำ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในประเด็นผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
สำหรับหลักเกณฑ์ที่กำลังจัดทำจะกำหนดเงื่อนไขเพื่อลดผลกระทบต่อส่วนรวมและการใช้ทรัพยากร รวมถึงพิจารณาลึกลงไปถึงรูปแบบการดำเนินธุรกิจของแต่ละโครงการ เพื่อให้ดาต้าเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะกลุ่มศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่พิเศษ (Hyperscale) ที่เปิดดำเนินการแล้ว สามารถสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้ต่อเนื่อง ไม่ใช่เกิดประโยชน์เฉพาะช่วงก่อสร้างหรือพัฒนาโครงการเท่านั้น
ทั้งนี้ ยังไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจนว่าหลักเกณฑ์จะแล้วเสร็จเมื่อใด เนื่องจากต้องมีการประชุมคณะกรรมการและหารือกับประธานคณะกรรมการก่อน
ส่วนขั้นตอนการพิจารณาการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในอนาคตจะต้องผ่านคณะกรรมการชุดนี้เพียงชุดเดียวหรือไม่นั้น ยอมรับว่า คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่กำหนดนโยบายและหลักเกณฑ์เพื่อส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติ โดยผู้ประกอบการที่ไม่ต้องการรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ยังสามารถขอใบอนุญาตจากหน่วยงานอื่นได้ เช่น ใบอนุญาตให้บริการดิจิทัลจาก กสทช.
“กลไกการพิจารณาดาต้าเซ็นเตอร์ในปัจจุบันมีความกระจัดกระจาย เนื่องจากธุรกิจนี้ยังไม่ถูกนิยามชัดเจนว่าเป็นอุตสาหกรรมประเภทใด ทำให้สามารถดำเนินการได้ในหลายพื้นที่ โดยยกตัวอย่างว่ามีผู้ประกอบการบางรายซื้อตึกเก่าแล้วรื้อถอนเพื่อสร้างเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ในย่านพระราม 9 ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าโครงการที่ดำเนินการไปแล้วควรมีมาตรการกำกับดูแลด้านการใช้ทรัพยากรและผลกระทบด้วยเช่นกัน” นายดนุชา ระบุ
ขณะที่การแต่งตั้งประธานคณะกรรมการ เลขาสศช. ระบุว่า ในฐานะฝ่ายเลขานุการ ล่าสุดได้เสนอรายชื่อไปแล้ว แต่คำสั่งแต่งตั้งประกาศออกมาในช่วงที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปต่างประเทศ จึงคาดว่าจะมีการลงนามแต่งตั้งประธานในเร็ว ๆ นี้
การรับมือกับการลงทุน Data Center ในต่างประเทศ
ขณะเดียวกัน สศช. ยังจัดทำบทความพิเศษเรื่อง การรับมือกับการลงทุน Data Center ในต่างประเทศ โดยระบุว่า ข้อมูลจาก McKinsey & Company ประเมินว่าในช่วงปี 2568-2573 การลงทุนในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกอาจมีมูลค่าสะสมสูงถึง 6.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะมีสัดส่วนความต้องการถึงร้อยละ 34.0
ทั้งนี้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน ปัจจุบันประเทศไทยมี Data Center ที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์จำนวน 42 แห่ง และยังมีโครงการใหม่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและพัฒนาอีกหลายแห่ง ทั้งนี้บีโอไอ ระบุว่า ในปี 2568 มีโครงการดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์เซอร์วิส ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน 36 โครงการ มูลค่าประมาณ 7.28 แสนล้านบาท
การลงทุนดังกล่าวไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะในรูปของเงินลงทุนโดยตรง แต่ยังเชื่อมโยงกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่น ๆ เช่น การก่อสร้าง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การใช้บริการจากผู้ประกอบการในประเทศ และการจ้างงาน โดยสมาคมดาต้าเซ็นเตอร์แห่งประเทศไทย คาดการณ์ว่า ในช่วง 5 ปี อุตสาหกรรม Data Center อาจช่วยเพิ่มสัดส่วนต่อ GDP จากร้อยละ 0.93 เป็นร้อยละ 2.47 และ สร้างการจ้างงานชั่วคราวสะสมกว่า 45,000 ตำแหน่ง ในช่วงการก่อสร้าง
ขณะที่ในต่างประเทศ กรณีของ Loudoun County รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา แสดงให้เห็นว่า Data Center สามารถกลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญที่ช่วยพัฒนาชุมชนได้ โดยในช่วงปี 2561-2567 พื้นที่ Data Center เพิ่มจาก 13 เป็น 43 ล้านตารางฟุต และสร้างรายได้ภาษีให้ท้องถิ่นสูงถึง 890 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี อีกทั้งการจ้างงานใน Data Center ทุก 1 ตำแหน่ง ยังช่วยสร้างงานที่เกี่ยวเนื่อง ในธุรกิจอื่น ๆ อีกเฉลี่ย 7.4 ตำแหน่ง
โจทย์ที่หลายประเทศต้องรับมือ
ด้านพลังงานและน้ำ ไอร์แลนด์พบว่าปี 2566 Data Center ใช้ไฟฟ้าถึงร้อยละ 21.0 ของประเทศ เพิ่มจากร้อยละ 5.0 ในปี 2558 จนต้องระงับการอนุมัติเชื่อมต่อ Data Center ใหม่ใน Dublin ถึงปี 2571 ส่วนเนเธอร์แลนด์ Data Center ของ Microsoft ใช้น้ำถึง 84 ล้านลิตรในปี 2564 ช่วงภัยแล้ง สูงกว่าที่คาดไว้มาก และสหรัฐฯ มีกรณีพิพาทการติดตั้งกังหันก๊าซ 27 เครื่องเพื่อผลิตไฟฟ้าให้ Data Center ของ XAI ในรัฐ Mississippi โดยไม่มีใบอนุญาตด้านมลพิษ
ด้านผลประโยชน์ในประเทศ Data Center ใช้เงินลงทุนสูงแต่จ้างแรงงานประจำน้อย เพราะเทคโนโลยีหลักอยู่กับบริษัทเจ้าของโครงการ กรณี Meta ที่ Luleå สวีเดน แม้กระตุ้นเศรษฐกิจพื้นที่ แต่การถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ท้องถิ่นมีจำกัด และในสหรัฐฯ โครงการหนึ่งจ้างงานก่อสร้างราว 1,700 ตำแหน่ง แต่เหลืองานประจำเพียงราว 160 ตำแหน่งหลังเปิดดำเนินการ
ด้านการกำกับดูแล สหภาพยุโรปกำหนดให้รายงานข้อมูลพลังงานและน้ำเข้าฐานข้อมูลกลาง สิงคโปร์ระงับการอนุมัติ Data Center ใหม่ชั่วคราวปี 2562-2565 ก่อนกลับมาเปิดรับโดยกำหนดค่า PUE ไม่เกิน 1.3 และล่าสุดกำหนดให้ใช้พลังงานสะอาดอย่างน้อยร้อยละ 50.0 ตาม Green Data Centre Roadmap
ส่วนมาเลเซีย รัฐสลังงอร์กำหนดสัดส่วนใช้สินค้าและบริการในประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 30.0 ขณะที่รัฐยะโฮร์จำกัดการอนุมัติ Data Center ระดับ Tier 1-2 เนื่องจากทรัพยากรน้ำจำกัด อนุญาตเฉพาะ Tier 3-4 ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า
ไทยอยู่ตรงไหน และควรเตรียมการอย่างไร
แม้ไทยจะมีจุดแข็งด้านทำเลและโครงสร้างพื้นฐาน แต่รายงาน Krungthai COMPASS ชี้ว่ากว่าร้อยละ 60.0 ของค่าใช้จ่ายพัฒนา Data Center เป็นอุปกรณ์นำเข้า ขณะที่ผู้ประกอบการไทยได้ประโยชน์หลักจากงานก่อสร้างเท่านั้น สอดคล้องกับผลสำรวจสภาอุตสาหกรรมฯ ที่ร้อยละ 51.2 กังวลว่ามูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการไทยได้รับยังจำกัด
ด้านกฎระเบียบ ไทยยังไม่มีหน่วยงานหลักดูแลภาพรวม บางโครงการขออนุญาตในลักษณะคลังสินค้า และยังไม่มีมาตรฐานสิ่งแวดล้อมเฉพาะ เช่น PUE หรือ WUE แม้จะเริ่มมีคณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการแบบเบ็ดเสร็จใน 4 มิติ (ประโยชน์ต่อประเทศ ไฟฟ้า น้ำ สิ่งแวดล้อม) และโครงการนำร่อง Direct PPA แต่รายละเอียดหลักเกณฑ์ยังอยู่ระหว่างพัฒนา
ดังนั้นไทยจึงควรเร่งพัฒนาระบบกำกับดูแลให้ครอบคลุมตั้งแต่ต้นจนถึงเปิดดำเนินงาน พร้อมฐานข้อมูลกลางและการประเมินสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าผ่านการกำหนดสัดส่วนใช้สินค้าและแรงงานในประเทศ เปิดให้ผู้มี
ส่วนได้ส่วนเสียร่วมพิจารณาโครงการ โดยเฉพาะประเด็นทรัพยากรและผลกระทบพื้นที่
นอกจากนี้ยังต้องส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้พลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีลดการใช้น้ำ-ไฟฟ้า เช่น Immersive Cooling พร้อมกำหนดเป้าหมายด้านทรัพยากรที่ชัดเจน เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมโดยไม่เพิ่มแรงกดดันต่อทรัพยากรของประเทศ







