thansettakij
thansettakij
บอร์ด NT ลุยยกระดับสู่ National Data Center ดัน S-Curve ใหม่สร้างรายได้ระยะยาว

บอร์ด NT ลุยยกระดับสู่ National Data Center ดัน S-Curve ใหม่สร้างรายได้ระยะยาว

NT เตรียมปรับโครงสร้างธุรกิจบริการข้อมูล (Data Service) ก้าวสู่การเป็น National Data Center อยู่ระหว่างการศึกษาขั้นตอนการพัฒนาและความคุ้มค่าในการลงทุน ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้

KEY

POINTS

  • บอร์ด NT มีมติยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสู่การเป็น National Data Center อย่างเป็นทางการตามนโยบายรัฐบาล เพื่อสร้าง S-Curve ใหม่และสร้างรายได้ในระยะยาว
  • การยกระดับจะเน้นการปรับปรุงศูนย์ข้อมูลเดิมให้ได้มาตรฐานสากล และขยายขอบเขตให้เป็นศูนย์กลางข้อมูลภาครัฐที่มีศักยภาพการประมวลผลความเร็วสูง
  • คาดว่าจะสรุปแผนการลงทุนและกำหนดกรอบเวลาการดำเนินงานที่ชัดเจนได้ภายในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ เพื่อควบคุมต้นทุนและเปิดบริการได้รวดเร็วขึ้น

นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะประธานกรรมการ (บอร์ด) NT เปิดเผยว่า การยกระดับครั้งนี้เป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีอยู่ให้เข้าสู่การเป็น National Data Center อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นไปตามแนวนโยบายที่ชัดเจนจากรัฐบาล เพื่อแก้ปัญหาความลังเลในการลงทุนที่ยืดเยื้อมานานหลายปี เนื่องจากขาดการกำหนดฐานะศูนย์ข้อมูลของ NT ในระดับชาติที่ชัดเจน แม้ที่ผ่านมา NT จะให้บริการ Data Center มาอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) แต่การขาดสถานะ National Data Center ทำให้การลงทุนขนาดใหญ่ (CAPEX) ชะลอตัวลงในช่วงที่ผ่านมา

 

 

แม้ปีนี้ผลการดำเนินงานของ NT จะมีผลขาดทุนราวหลายพันล้านบาท แต่รัฐวิสาหกิจแห่งนี้ถือครองสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงกว่า 1 แสนล้านบาท พร้อมกระแสเงินสดเกือบ 1 แสนล้านบาท เพื่อดึงมูลค่าจากสินทรัพย์เหล่านี้ นายพชร ระบุว่า NT กำลังปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 7–8 กลุ่มธุรกิจ ซึ่ง "กลุ่มธุรกิจดิจิทัล" ที่ดูแล Data Center ถูกยกให้เป็นกลุ่มธุรกิจที่ทำกำไรได้มากที่สุดขององค์กร แม้ผู้บริหารจะยังคงมุ่งมั่นขยายสัดส่วนรายได้ให้สูงขึ้นอีกก็ตาม

นายพชร กล่าวต่อว่า National Data Center จะมีขอบเขตการทำงานที่เหนือกว่าโครงการ GDCC เดิม ซึ่งปัจจุบัน GDCC ถูกมองว่าเป็นเพียงระบบจัดเก็บข้อมูลส่วนหลัง (Back-office Storage) เพื่อเป็น Hub ศูนย์กลางระบบข้อมูลสำหรับหน่วยงานรัฐทั้งหมด ยกระดับศักยภาพสู่การประมวลผลความเร็วสูง ซึ่งจะต้องมีการลงทุนในระบบ GPU Clusters และ เพิ่มประสิทธิภาพอาคารและศูนย์ข้อมูลเดิมที่มีอยู่ให้ได้มาตรฐานสากล แทนการสร้างใหม่ทั้งหมด เพื่อควบคุมต้นทุนและเปิดบริการได้รวดเร็วขึ้น

 คาดว่าจะสรุปผลการศึกษาความคุ้มค่าและแผนการเปลี่ยนผ่านในการประชุมภายในไตรมาสที่ 3 นี้ โดยตั้งเป้ากำหนดกรอบเวลาการดำเนินงานที่ชัดเจนภายในปีนี้

"เราจำเป็นต้องมีนโยบายที่ชัดเจนจากคณะรัฐมนตรี เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อลงทุนไปแล้ว ศูนย์ข้อมูลจะถูกนำไปใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ" นายพชร กล่าว

พชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี และ ในฐานะประธานกรรมการ ของ NT

ตั้งบอร์ด Data Center รับมือวิกฤตพลังงาน-จ้างงาน

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายพัฒนากิจกรรมศูนย์ข้อมูล (Data Centre) พ.ศ. 2569 เพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายฯ เข้ามากำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรม ควบคุมดูแลการดำเนินงาน และส่งเสริมการลงทุน พร้อมทั้งแก้ปัญหาผลกระทบจากการพัฒนา Data Center ต่อการใช้ไฟฟ้า ทรัพยากรน้ำ และสิ่งแวดล้อม เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชน

การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นเนื่องจากตลาด Data Center ในไทยเติบโตแบบก้าวกระโดด จนเกิดความกังวลเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน โดยพื้นที่นอกเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีกำลังไฟฟ้าคงเหลือรองรับได้อีกเพียง 4,000–5,000 เมกะวัตต์ ซึ่งจำกัดอย่างมากสำหรับการรองรับโครงการขนาดใหญ่เพิ่มเติม

นอกจากปัญหาพลังงานและทรัพยากรน้ำ อีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ทางนโยบายคือ "มูลค่าทางเศรษฐกิจที่แท้จริง" เพราะแม้ Data Center จะใช้เงินลงทุนสูง แต่กลับสร้างการจ้างงานตรงเพียง 30–50 ตำแหน่งต่อแห่งเท่านั้น อีกทั้งยังมีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการสร้างมูลค่าในประเทศที่ยังจำกัด จนเกิดคำถามว่าโครงการเหล่านี้อาจกลายเป็นเพียง "ศูนย์หยอดเหรียญ" (Coin-operated Centers) ที่เข้ามาดึงทุนต่างชาติ แต่ให้ประโยชน์แก่เศรษฐกิจไทยในภาพรวมค่อนข้างน้อย.