
นายกฯ การันตีทุนญี่ปุ่นไม่ถอยทัพ สั่ง ‘เอกนิติ’ ดูเกณฑ์ EV กันลักลั่น
นายกฯ "อนุทิน" สยบข่าวลือทุนญี่ปุ่นย้ายฐาน ยันไม่ทอดทิ้งนักลงทุนที่ผูกพันมานาน เชื่อยังปักหลักไทยเป็นฐานผลิตส่งออกทั่วโลก สั่ง ‘เอกนิติ’ ดูเกณฑ์ EV ไม่ให้ลักลั่น ยันรักษาเสถียรภาพการเมือง ดึงดูด-รักษาเงินลงทุนระยะยาว
KEY
POINTS
- นายกรัฐมนตรีให้ความมั่นใจแก่นักลงทุนญี่ปุ่นว่าจะไม่ถูกทอดทิ้ง และพร้อมสนับสนุนเพื่อรักษาฐานการผลิตหลักไว้ในประเทศไทย
- นายกฯ ได้มอบหมายให้รองนายกฯ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ พิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อสร้างความเป็นธรรมและป้องกันความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างนักลงทุน
- รัฐบาลยืนยันความเชื่อมั่นด้วยตัวเลขการลงทุนจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นกว่า 1 ล้านล้านบาท สะท้อนว่าไม่มีการย้ายฐานการผลิตออกจากไทย
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวระหว่างการเดินทางเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ วันที่ 17-22 สิงหาคม 2569 ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับนักลงทุนทุกประเทศโดยเฉพาะนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลักเป็นลำดับต้น ๆ มาอย่างยาวนานจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาคอุตสาหกรรมไทย โดยรัฐบาลพร้อมสร้างความมั่นใจว่าประเทศไทยไม่ได้ทอดทิ้งกลุ่มนักลงทุนเดิมที่มีความผูกพันกันมานาน
ทั้งนี้ยืนยันว่า นโยบายหลักของรัฐบาลคือการเปิดกว้างและพร้อมปรับปรุงเงื่อนไขต่าง ๆ ให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจภายใต้ความสัมพันธ์อันดีที่มีต่อกันเพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน และเน้นการร่วมมือกันพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาวเพื่อรักษาฐานการผลิตที่เข้มแข็งของญี่ปุ่นไว้ในไทย
พร้อมทั้งย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งปัจจุบันส่วนประกอบส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ ตัวถัง แชสซี หรือระบบต่าง ๆ ล้วนผลิตภายในประเทศไทยภายใต้แบรนด์ของญี่ปุ่นทั้งสิ้น จึงถือเป็นเรื่องที่ทิ้งกันไม่ได้และต้องทำให้นักลงทุนไม่ทิ้งไทยด้วยเช่นกัน
"นักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น ถือว่าเข้ามาเมืองไทยเป็นลำดับต้น ๆ มานานมากจนแยกไม่ออกแล้วว่าเป็นเมืองไทยหรือเมืองญี่ปุ่นในเรื่องของการใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต เราพร้อมที่จะคลายข้อติดขัดเพื่อทำให้เขามั่นใจว่าเราไม่ได้ทอดทิ้งเขา ไม่ใช่เวลาต้องการเขาก็ยอมทุกอย่าง แต่เวลาเขาไปได้ดีแล้วเรามาเพิ่มเงื่อนไขต่าง ๆ ภายหลัง" นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทิน กล่าวว่า ในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ล่าสุดได้มอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พิจารณาแนวทางการดูแลนักลงทุนประเทศต่าง ๆ เพื่อให้ไม่เกิดการเสียเปรียบของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ญี่ปุ่นจะเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ โดยจะมีการปรับโครงสร้างในด้านต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและทำให้ผู้ผลิตแต่ละประเทศยังคงให้ความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย
สำหรับรถยนต์ EV แม้ในช่วงเริ่มต้นจะมีการนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศจำนวนมากแต่ในอนาคตจะเกิดซัพพลายเชนใหม่ภายในประเทศแน่นอน ทั้งแบตเตอรี่ ระบบคอมพิวเตอร์ และส่วนประกอบอื่น ๆ ที่จะถูกบังคับโดยกลไกการผลิตให้ต้องตั้งฐานในไทยต่อไป รัฐบาลจะมุ่งมั่นรักษาเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจเพื่อเป็นปัจจัยบวกในการดึงดูดและรักษาเงินลงทุนในระยะยาว
"ต้องยึดถือตัวเลขเป็นหลักตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามา เงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นปีที่แล้วทะลุหลัก 1 ล้านล้านบาท จึงยังไม่เห็นว่า จะมีการย้ายฐานการผลิตหรือมีการชะงักของเงินลงทุนจากต่างประเทศด้วยสาเหตุที่บอกว่าประเทศไทยไม่พร้อม" นายกฯ ระบุ







