thansettakij
thansettakij
จับสัญญาณญี่ปุ่นลงทุนไทย ไม่ถอยแต่เปลี่ยนเกม ทุนจีน-สิงคโปร์รุกหนัก

จับสัญญาณญี่ปุ่นลงทุนไทย ไม่ถอยแต่เปลี่ยนเกม ทุนจีน-สิงคโปร์รุกหนัก

ส่อง 3 สัญญาณทุนญี่ปุ่นในไทย ยังไม่ถอยแต่กำลังเปลี่ยนเกม หลังเม็ดเงินลงทุนจริงชะลอ ขณะที่ BOI ยื่นแผนลงทุนพุ่ง 1.19 แสนล้านบาท เปิดข้อมูล ธปท.-BOI-DBD ชี้บทบาทญี่ปุ่นลดลง ท่ามกลางทุนจีน-สิงคโปร์รุกหนัก

KEY

POINTS

  • สัดส่วนเงินลงทุนสะสมของญี่ปุ่นในไทยลดลง โดยถูกสิงคโปร์แซงขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง แต่ยอดขอส่งเสริมการลงทุนใหม่ (BOI) ในปี 2568 กลับพุ่งสูงสุดในรอบหลายปี สะท้อนว่ายังไม่ถอนการลงทุน
  • ญี่ปุ่นกำลัง "เปลี่ยนเกม" โดยเปลี่ยนทิศทางการลงทุนจากอุตสาหกรรมเดิมอย่างเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ เช่น เครื่องจักร ยานพาหนะ และดิจิทัล
  • ทุนจากจีนและสิงคโปร์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยจีนรุกหนักในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และมีเม็ดเงินลงทุนสุทธิไหลเข้าเป็น

ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม 2569 ผู้บริหารระดับสูงของโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ออกมาแสดงความกังวลต่อสาธารณะถึงอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ท่ามกลางช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าและการเข้ามาของทุนจีน พร้อมตั้งคำถามว่าข้อได้เปรียบของฐานการผลิตยานยนต์ที่ไทยสั่งสมมากว่า 60 ปีจะยังคงอยู่ในอีก 10-20 ปีข้างหน้าหรือไม่ ขณะที่รัฐบาลอินโดนีเซียเปิดบ้านชักชวนให้ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศตนเองพร้อมสนับสนุนในทุกมิติ ประเด็นนี้จุดคำถามที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ ว่า ทุนญี่ปุ่นที่อยู่คู่เศรษฐกิจไทยมากว่าสามทศวรรษกำลังจะย้ายฐานการลงทุนออกจากไทยหรือไม่

ฐานเศรษฐกิจตรวจสอบข้อมูลจาก 3 หน่วยงานหลัก ทั้งเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และการอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) รวมถึงความเห็นจากภาคเอกชน สามารถประมวลได้เป็น 3 สัญญาณดังนี้

เม็ดเงินลงทุนสะสม สัดส่วนญี่ปุ่นลดลง สิงคโปร์แซง

ในด้านทุนสะสม ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 ยอดคงค้าง FDI รวมของไทยอยู่ที่ 405,796 ล้านดอลลาร์ (ราว 13.4 ล้านล้านบาท ที่อัตราแลกเปลี่ยนราว 33.1 บาทต่อดอลลาร์) โดยสิงคโปร์มียอดคงค้าง 103,672 ล้านดอลลาร์ หรือ 25.5% แซงญี่ปุ่นที่ 100,554 ล้านดอลลาร์ หรือ 24.8% ขึ้นเป็นแหล่งทุนสะสมรายประเทศอันดับหนึ่งเป็นครั้งแรก จากที่ไตรมาสก่อนหน้าญี่ปุ่นยังนำอยู่

สัดส่วนทุนสะสมของญี่ปุ่นลดลงต่อเนื่อง จากราว 35% ในปี 2559 เป็น 30% ในปี 2567 และ 24.8% ในไตรมาส 1/2569

ด้านข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในช่วงปี 2565-2569 ญี่ปุ่นยังได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจด้วยมูลค่าเงินลงทุนสะสมสูงที่สุดที่ 323,204 ล้านบาท จาก 815 ราย นำหน้าสิงคโปร์ 205,049 ล้านบาท และจีน 129,438 ล้านบาท

กางเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิปี 68 แค่ 7.6 พันล้านบาท

ในด้านเม็ดเงินไหลเข้าจริง ข้อมูล ธปท. ระบุว่าปี 2568 เงินลงทุนโดยตรงสุทธิของญี่ปุ่นอยู่ที่ 230 ล้านดอลลาร์ (ราว 7,600 ล้านบาท) คิดเป็น 1.2% ของยอดรวม 18,525 ล้านดอลลาร์ อยู่ในอันดับที่ 9 ของกลุ่มรายประเทศ ต่ำกว่าสิงคโปร์ 6,728 ล้านดอลลาร์ และจีน 3,153 ล้านดอลลาร์ โดยญี่ปุ่นมีเงินลงทุนสุทธิติดลบในไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ของปี 2568 ก่อนกลับมาเป็นบวก

ในไตรมาส 1/2569 ญี่ปุ่นกลับมาอยู่อันดับที่ 2 ของเม็ดเงินไหลเข้าด้วย 864 ล้านดอลลาร์ หรือ 30.4% ของยอดรวม 2,847 ล้านดอลลาร์ รองจากจีนที่ 907 ล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกัน ข้อมูลคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ระบุว่าในปี 2568 ญี่ปุ่นยื่นคำขอ 311 โครงการ มูลค่า 119,098 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายปี เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจาก 49,148 ล้านบาทในปี 2567 โดยมียอดอนุมัติ 248 โครงการ มูลค่า 67,158 ล้านบาท

ข้อมูล FDI ของ ธปท. เป็นค่าสุทธิที่หักการถอนทุนและการคืนเงินกู้ระหว่างบริษัทในเครือ ขณะที่ข้อมูล BOI เป็นมูลค่าโครงการที่ยื่นขอหรือได้รับอนุมัติ ซึ่งวัดคนละมิติและใช้หน่วยเงินต่างกัน

กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายเปลี่ยนไป

ข้อมูล BOI ระบุว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่ญี่ปุ่นให้ความสนใจเปลี่ยนจากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในช่วงปี 2564-2566 มาสู่กลุ่มเครื่องจักรและยานพาหนะที่ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในปี 2567 และ 2568 โดยมูลค่าคำขอในกลุ่มนี้เพิ่มจาก 11,301 ล้านบาทในปี 2566 เป็น 33,830 ล้านบาทในปี 2568 และในไตรมาสแรกของปี 2569 กลุ่มดิจิทัลขึ้นเป็นอันดับหนึ่งด้วยมูลค่าคำขอ 14,813 ล้านบาท

ด้านข้อมูล DBD ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตเป็นกลุ่มที่ต่างชาติและญี่ปุ่นลงทุนสูงสุด โดยญี่ปุ่นลงทุนในกลุ่มนี้ 152,460 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มบริการด้านคอมพิวเตอร์ ทั้งการพัฒนาซอฟต์แวร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และคลาวด์ เป็นกลุ่มที่ต่างชาติลงทุนสูงเป็นอันดับสองในภาพรวมที่ 125,212 ล้านบาท

การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าและการรุกของทุนจีน

การชะลอตัวของทุนญี่ปุ่นเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นหัวใจของการลงทุนญี่ปุ่นในไทยมาโดยตลอด ทิศทางของอุตสาหกรรมที่เคลื่อนจากรถยนต์สันดาปภายในไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เปิดทางให้ทุนจีนเข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิต EV และห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์ในไทยอย่างเข้มข้น ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขทุนจีนที่ขยับขึ้นเป็นอันดับสองของกระแสเงินไหลเข้าในปี 2568

นอกจากนี้ ค่าเงินเยนที่อ่อนค่ายังส่งผลให้ต้นทุนการลงทุนขยายกิจการนอกประเทศของบริษัทญี่ปุ่นสูงขึ้น ประกอบกับหลายกลุ่มธุรกิจอยู่ในช่วงปรับโครงสร้างและรวมศูนย์การผลิต มากกว่าการลงทุนขยายกำลังการผลิตใหม่ ภาพรวมของการลงทุนญี่ปุ่นในไทยจึงเปลี่ยนจากช่วงขยายตัวไปสู่ช่วงอิ่มตัวและปรับโครงสร้าง

ภาพรวมของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในปี 2568 สะท้อนภาพ 2 ด้านที่ดำเนินไปพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือความสามารถของไทยในการดึงดูดเม็ดเงินที่ยังอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ อีกด้านหนึ่งคือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของแหล่งทุน จากที่เคยพึ่งพาญี่ปุ่นเป็นผู้นำหลัก มาสู่ภูมิทัศน์ที่กระจายตัวมากขึ้น โดยมีทุนจีน สิงคโปร์ และฮ่องกงก้าวขึ้นมามีบทบาทนำในกระแสเงินลงทุนรอบใหม่

สำหรับญี่ปุ่น แม้ทิศทางในระยะยาวจะชี้ไปสู่การลดบทบาทเชิงเปรียบเทียบ ทั้งจากสัดส่วนทุนสะสมที่ลดลงต่อเนื่องจนถูกสิงคโปร์แซงหน้าเป็นครั้งแรก และเม็ดเงินลงทุนรายปีที่อ่อนแรงลงอย่างชัดเจน แต่การฟื้นตัวกลับมาเป็นบวกในสองไตรมาสล่าสุด และการขึ้นมาอยู่ในอันดับต้น ๆ ของเม็ดเงินไหลเข้าไตรมาส 1/2569 ก็บ่งชี้ว่าญี่ปุ่นยังไม่ถอนตัวออกจากไทย หากแต่อยู่ในช่วงปรับสมดุลระหว่างการรักษาฐานการผลิตเดิมกับการชะลอการลงทุนใหม่ ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์

การลงทุนญี่ปุ่นในไทย

กรุงศรี-หอการค้า ยันญี่ปุ่นไม่ย้ายฐานผลิตจากไทย

นายโคเฮอิ โอโมริ ประธานกลุ่มธุรกิจธนกิจพาณิชย์เกี่ยวกับญี่ปุ่น ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นกับฐานเศรษฐกิจว่า ปัจจุบันยังไม่พบแนวโน้มการย้ายฐานการผลิตของบริษัทญี่ปุ่นออกจากประเทศไทยในวงกว้างแต่อย่างใด แม้ว่าบางบริษัทจะขยายฐานการดำเนินธุรกิจไปยังประเทศอื่นๆ ในอาเซียน อาทิ เวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงในระดับภูมิภาค (Regional Diversification Strategy)

แต่ประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้พัฒนาซัพพลายเชนและระบบนิเวศทางอุตสาหกรรมที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากจะเลียนแบบหรือทดแทนได้ในพื้นที่อื่น ด้วยเหตุนี้ กรุงศรีจึงไม่พบผลกระทบที่มีนัยสำคัญต่อแผนธุรกิจหรือกลยุทธ์การสนับสนุนทางการเงินแก่ลูกค้าญี่ปุ่นอันเนื่องมาจากการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตดังกล่าวแต่อย่างใด

นายโคเฮอิ โอโมริ ประธานกลุ่มธุรกิจธนกิจพาณิชย์เกี่ยวกับญี่ปุ่น ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)

ปัจจุบันสัดส่วนสินเชื่อของกลุ่มลูกค้าธุรกิจญี่ปุ่น สัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 10% ของพอร์ตสินเชื่อทั้งหมดของกรุงศรี ทั้งนี้ ในฐานะพันธมิตรชั้นนำของธุรกิจญี่ปุ่นในประเทศไทย ธนาคารกรุงศรียังคงมุ่งมั่นสนับสนุนการเติบโตของลูกค้าผ่านหลากหลายโครงการ

ธนาคารได้ให้การสนับสนุนเชิงรุกในการพัฒนาอุตสาหกรรมสำคัญ ตลอดจนการดึงดูดการลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศ อาทิ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) และธุรกิจสตาร์ทอัพ

นอกจากนี้ ธนาคารยังทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) และสร้างโอกาสความร่วมมือ เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถขยายและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในประเทศไทย ยิ่งไปกว่านั้น ธนาคารยังได้ผนึกกำลังจากเครือข่ายของทั้งกรุงศรี และ MUFG เพื่อสนับสนุนกลยุทธ์การเติบโตของลูกค้าในอาเซียนอีกด้วย

ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย ให้ความเห็นกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า การลงทุนของญี่ปุ่นในไทยยังมีต่อเนื่อง แต่อัตราเร่งชะลอลงบ้าง และญี่ปุ่นกำลังเร่งปรับตัวเพื่อไม่ให้ติดอยู่ใน "Comfort Zone" โดยหลายบริษัทใช้กลยุทธ์นำจุดแข็งเดิมมาผสานกับเทคโนโลยีใหม่ เช่น การพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปไปสู่เทคโนโลยีไฮบริด (HV) ที่เน้นประหยัดน้ำมันเพื่อแข่งขันด้านต้นทุนกับรถยนต์ไฟฟ้า

ดร.วิศิษฐ์ ระบุว่าปัจจัยที่ไทยใช้ดึงดูดการลงทุน ได้แก่ เสถียรภาพและความต่อเนื่องของนโยบายส่งเสริมการลงทุน ระบบนิเวศและห่วงโซ่อุปทานที่ครบวงจร ทำเลที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ของอาเซียน และโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับอุตสาหกรรมไฮเทค และระบุว่าการเร่งจัดทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) เป็นปัจจัยสำคัญ เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านดำเนินการไปมากกว่าไทย พร้อมเสนอให้ไทยยกระดับจากฐานผลิตเทคโนโลยีมาตรฐานไปสู่ฐานผลิตเทคโนโลยีระดับสูง.

แหล่งข้อมูล: (1) ธนาคารแห่งประเทศไทยถึงไตรมาส 1/2569 (2) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ปี 2564 ถึงไตรมาส 1/2569 (3) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สถิติภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ปี 2565 ถึงครึ่งปีแรก 2569