
ธปท.ถอดบทเรียน CLICX คุมเข้มสินเชื่อ จ่อจัดระเบียบ BNPL สกัดหนี้เสีย
ธปท.ถอดบทเรียน CLICX เตรียมยกระดับเกณฑ์ปล่อยสินเชื่อ พร้อมจ่อจัดระเบียบ BNPL ห่วงเยาวชนก่อหนี้ กระทบวินัยการเงิน ขณะที่สินเชื่อแบงก์ Q2 โต 2% SMEs หด 4.6% NPL อยู่ที่ 534.8 พันล้านบาท
KEY
POINTS
- ธปท. ถอดบทเรียนจากกรณี CLICX ที่เผชิญกระแสชวนเบี้ยวหนี้ เพื่อนำไปยกระดับมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อให้รัดกุมยิ่งขึ้น
- เตรียมเข้ากำกับดูแลและจัดระเบียบบริการ "ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง" (BNPL) เพื่อสร้างความเป็นธรรมและส่งเสริมวินัยทางการเงิน โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน
- มาตรการคุมเข้มสินเชื่อและจัดระเบียบ BNPL มีเป้าหมายเพื่อป้องกันการก่อหนี้ที่ไม่เหมาะสมและสกัดปัญหาหนี้เสีย (NPL)
ธปท.ถอดบทเรียนกรณี CLICX เจอกระแสชวนเบี้ยวหนี้ เตรียมยกระดับมาตรฐานปล่อยสินเชื่อให้รัดกุมขึ้น พร้อมจ่อจัดระเบียบ BNPL เน้นความเป็นธรรมและวินัยการเงิน โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน อาจกำหนดวงเงินหรือเงื่อนไขเฉพาะ ขณะที่สินเชื่อระบบธนาคารไตรมาส 2/69 โต 2% แต่ SMEs ยังหดตัว 4.6% ด้าน NPL อยู่ที่ 534.8 พันล้านบาท ธปท.เตรียมมาตรการลดค่างวด-ปรับโครงสร้างหนี้ หากเศรษฐกิจแย่กว่าคาด
ธปท.ถอดบทเรียน CLICX ยกระดับเกณฑ์ปล่อยสินเชื่อ
นายสุโชติ เปี่ยมชล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบแบบจำลองและวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงกรณีธนาคาร CLICX ซึ่งเผชิญกระแสชวนลูกหนี้เบี้ยวหนี้ว่า ธปท.ได้รับทราบและติดตามสถานการณ์มาอย่างต่อเนื่อง และมองกรณีดังกล่าวเป็นบทเรียนจากการปฏิบัติจริงที่จะนำไปปรับปรุงมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อให้มีความรัดกุมมากขึ้น
CLICX มีใบอนุญาตให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล หรือ Digital P-Loan ซึ่งสามารถนำข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) มาใช้ประกอบการประเมินความเสี่ยงได้ โดยสินเชื่อดังกล่าวมีวงเงินไม่สูง รายละไม่เกิน 20,000 บาท และผู้กู้ไม่จำเป็นต้องแสดงหลักฐานรายได้ ขณะที่การตรวจข้อมูลเครดิตจาก NCB ไม่ได้เป็นข้อบังคับ แต่ขึ้นอยู่กับการบริหารความเสี่ยงของแต่ละธนาคาร
“ถือเป็นบทเรียนในการเรียนรู้จริง หากพบปัญหาก็ต้องนำไปปรับโมเดลให้ดีขึ้น และยกระดับมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อให้รัดกุม” นายสุโชติกล่าว
จ่อคุม BNPL แก้วินัยการเงิน ห่วงเยาวชนก่อหนี้
อีกประเด็นที่ ธปท.เตรียมให้ความสำคัญคือการกำกับดูแลบริการ Buy Now Pay Later หรือ BNPL ซึ่งเป็นบริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง โดยจะเน้นทั้งเรื่องความจำเป็น ความเป็นธรรมในการให้บริการ (Market Conduct) และการกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ ธปท.กังวลมากขึ้นคือ พฤติกรรมการใช้จ่ายของเยาวชนที่เริ่มนำ BNPL มาใช้กับสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีมูลค่าไม่สูง แม้ยอดหนี้ดังกล่าวจะไม่ได้สร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินในภาพรวม แต่สามารถส่งผลโดยตรงต่อวินัยทางการเงินของผู้บริโภค
ธปท.จึงเห็นว่าการเข้าไปจัดระเบียบและกำกับดูแล BNPL ให้เหมาะสมเป็นแนวทางที่ควรดำเนินการ โดยอาจใช้มาตรการเกี่ยวกับการออกใบอนุญาตใหม่ การกำหนดวงเงินขั้นต่ำ หรือเงื่อนไขเฉพาะสำหรับผู้กู้บางกลุ่ม เช่น เยาวชน เพื่อป้องกันการก่อหนี้ที่ไม่เหมาะสม
สินเชื่อแบงก์ Q2 โต 2% แต่ SMEs หดตัว 16 ไตรมาส
สำหรับภาพรวมสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์รวมกลุ่มธุรกิจในไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 2.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่ขยายตัว 6.6% ตามความต้องการเงินทุนหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากต้นทุนพลังงานและราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น
สวนทางกับสินเชื่อ SMEs ที่ยังหดตัว 4.6% และติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 16 สะท้อนความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้ประกอบการรายย่อยที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่สินเชื่ออุปโภคบริโภคยังหดตัวเช่นกัน
แม้ภาพรวมสินเชื่อยังเผชิญแรงกดดัน แต่ ธปท.ประเมินว่าระบบธนาคารพาณิชย์ยังมีความมั่นคงและเสถียรภาพ โดยมีเงินกองทุน เงินสำรอง และสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง
NPL ไตรมาส2/69 ลดเหลือ 5.35 แสนล้านบาท
ด้านคุณภาพสินเชื่อ หนี้เสีย หรือ NPL (Stage 3) ณ ไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 534.8 พันล้านบาท ลดลงจากช่วงก่อนหน้า จากการเร่งบริหารจัดการคุณภาพหนี้ของธนาคารพาณิชย์ ส่งผลให้สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 2.82% ทรงตัวใกล้เคียงไตรมาสก่อน
ขณะที่สินเชื่อ Stage 2 ลดลงมาอยู่ที่ 6.78% โดยส่วนหนึ่งเกิดจากลูกหนี้กลุ่มเปราะบางที่ไหลเข้าสู่ NPL ขณะเดียวกันลูกหนี้บางส่วนสามารถปรับสถานะกลับมาดีขึ้นได้ โดยธนาคารพาณิชย์ยังเดินหน้าปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดโอกาสเกิด NPL รายใหม่
กำไรแบงก์ Q2/69 พุ่ง 6.8% แตะ 8.3 หมื่นล้าน
ผลประกอบการระบบธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 2/2569 มีกำไรสุทธิ 83,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีแรงหนุนจากกำไรจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของตราสารทางการเงินและค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายสำรองลดลงหลังจากธนาคารพาณิชย์เร่งกันสำรองไปมากในช่วงก่อนหน้า รวมถึงการบริหารต้นทุนดำเนินงานที่ดีขึ้น ช่วยชดเชยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลงตามทิศทางดอกเบี้ยนโยบายและการช่วยเหลือลูกหนี้
ธปท.จับตา SMEs-ครัวเรือน หวั่น NPL ไหลเพิ่ม
นายสุโชติระบุว่า ระยะข้างหน้าต้องติดตามผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังไม่ทั่วถึง ซึ่งอาจกระทบความสามารถในการชำระหนี้ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีความเปราะบางอยู่เดิม และครัวเรือนที่เผชิญความผันผวนของรายได้และค่าครองชีพสูง
กลุ่มธุรกิจที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ได้แก่ ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ โรงแรม และภาคการค้า โดยธุรกิจก่อสร้างเผชิญต้นทุนวัตถุดิบสูง อสังหาริมทรัพย์ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ ส่วนธุรกิจโรงแรมและการค้ามีการแข่งขันสูง
สำหรับหนี้ครัวเรือนลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 85.9% ต่อ GDP ส่วนหนึ่งจากฐาน GDP ที่สูงขึ้นตามภาวะราคา และการชะลอตัวของสินเชื่อรายย่อยตามพฤติกรรมการใช้จ่ายที่ระมัดระวังมากขึ้น
เตรียมลดค่างวด 20% หากเศรษฐกิจทรุด
ธปท.เตรียมมาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยลูกหนี้ หากพบว่า มาตรการปัจจุบันไม่สามารถชะลอการไหลของ NPL ได้ หรือเศรษฐกิจแย่กว่าคาด โดยจะปรับเกณฑ์สนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น
แนวทางหนึ่งคือการลดค่างวด เช่น จาก 1,000 บาท เหลือ 800 บาท หรือลดลง 20% ผ่านการลดดอกเบี้ย พักชำระเงินต้น หรือขยายระยะเวลาผ่อนชำระ รวมถึงการกำหนดค่างวดแบบ Step Up ที่ให้ลูกหนี้จ่ายต่ำในช่วงแรก ก่อนเพิ่มขึ้นในระยะต่อมา
หากลูกหนี้มีปัญหารุนแรงจนการลดค่างวด 20% ยังไม่เพียงพอ สถาบันการเงินอาจพิจารณา Hair Cut หรือการลดหนี้ตามความเหมาะสมและผลการเจรจาระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้
ดัน SME Portal เปิดทาง SMEs เข้าถึงสินเชื่อ
ขณะเดียวกัน ธปท.เดินหน้าโครงการ SME Portal และการใช้ข้อมูลทางเลือก เพื่อช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs โดยเฉพาะปัญหาความไม่เท่าเทียมของข้อมูลระหว่างผู้ประกอบการกับสถาบันการเงิน
การเพิ่มข้อมูลสำหรับประเมินความเสี่ยงจะช่วยให้ธนาคารสามารถพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของ SMEs ได้แม่นยำขึ้น ลดปัญหาธนาคารไม่กล้าปล่อยสินเชื่อเพราะขาดข้อมูล และนำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรทางการเงินในระบบเศรษฐกิจที่สมดุลมากขึ้น







