
รัฐเร่งเปลี่ยนพลังงาน 'ปลัดคลัง' ถกขนส่งสัปดาห์นี้ เปลี่ยนรถสาธารณะสู่อีวี
‘เอกนิติ’ เปิดแผนเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน ผ่าน 3 หลัก ชี้สัปดาห์นี้ถกขนส่งฯ เปลี่ยนรถสาธารณะสู่อีวี เร่ง Jump Start หลายมิติ
KEY
POINTS
- ปลัดกระทรวงการคลังเตรียมหารือกับหน่วยงานด้านการขนส่งในสัปดาห์นี้ เพื่อวางแผนเปลี่ยนรถขนส่งสาธารณะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นลำดับแรก
- รัฐบาลเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเพื่อลดผลกระทบและความเปราะบางทางเศรษฐกิจจากราคาพลังงานโลกที่ผันผวน โดยเตรียมใช้งบประมาณ 2 แสนล้านบาท
- แผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของรัฐบาลครอบคลุม 3 ด้านหลัก ได้แก่ การขนส่ง (Transportation) การเพิ่มพลังงานสะอาดเช่นโซลาร์เซลล์ (Energy) และการพัฒนาทักษะแรงงาน (People)
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน โดยดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาติดลบประมาณ 17,000-18,000 ล้านบาท สาเหตุสำคัญมาจากการนำเข้าน้ำมันในช่วงที่ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง
ปัจจุบันโครงสร้างพลังงานของไทยยังมีความเปราะบาง โดยประเทศไทยพึ่งพา ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าสูงถึง 65%ขณะที่ภาคการขนส่งส่วนใหญ่ยังใช้น้ำมัน ทำให้เมื่อราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนจะส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยอย่างรวดเร็ว ทั้งต้นทุนการผลิต การขนส่ง ราคาสินค้า และค่าครองชีพของประชาชน
“เมื่อราคาพลังงานโลกสูงขึ้น เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบทันที และรัฐบาลต้องใช้เงินเยียวยาซ้ำแล้วซ้ำเล่า” นายเอกนิติกล่าว
ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงมองว่าการแก้ปัญหาไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการเยียวยาผลกระทบระยะสั้น แต่ต้องเร่ง “เปลี่ยนผ่านพลังงาน” เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและลดความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
เร่งใช้เงิน 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน
นายเอกนิติ กล่าวว่า ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รัฐบาลเตรียมผลักดันการใช้เงินก้อน 2 แสนล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยภายในสัปดาห์นี้ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง จะหารือร่วมกับหน่วยงานด้านการขนส่ง โดยเฉพาะระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อวางแนวทางเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้รถไฟฟ้า หรือ EV
ขณะเดียวกัน ยังอยู่ระหว่างการหารือกับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เพื่อผลักดันโครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ เพิ่มการใช้พลังงานสะอาด และลดการพึ่งพาพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล
รัฐบาลวางแนวทางการเปลี่ยนผ่านไว้ 3 ด้าน ได้แก่ Transportation, Energy และ People โดยจะเร่งดำเนินการด้านการขนส่งเป็นลำดับแรก ก่อนขยายไปสู่โครงการพลังงานสะอาดและการพัฒนาทักษะแรงงาน
“การเปลี่ยนผ่านด้านการขนส่งจะเป็นเรื่องหลักที่เราเร่งดำเนินการก่อน และต่อมาจะเป็นการเปลี่ยนผ่านเรื่องโซลาร์เซลล์ และการพัฒนาคน ซึ่งตามกฎหมาย พ.ร.ก.กู้เงิน ให้ใช้ได้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 ฉะนั้น การเปลี่ยนผ่านจะได้เห็นภายในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้” นายเอกนิติกล่าว
“สันติธาร” ชี้ต้องเปลี่ยนทั้งระบบ
ด้านนายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศไม่สามารถพึ่งพาเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินก้อน 2 แสนล้านบาท เพียงอย่างเดียว แต่เงินก้อนดังกล่าวจะทำหน้าที่เป็น “จุดเริ่มต้น” หรือ Jump Start เพื่อเร่งให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นพร้อมกันในหลายมิติ
สำหรับการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งฝั่ง Supply และ Demand โดยฝั่ง Supply ต้องเร่งสร้างพลังงานสะอาดและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ขณะที่ฝั่ง Demand ต้องผลักดันให้ภาคการขนส่งเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและยานพาหนะที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น
“การเปลี่ยนผ่านจะต้องทำทั้งระบบ เพื่อ Jump Start หรือการกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและพร้อมกันในหลายมิติ”
3 เสาหลัก “Transportation-Energy-People”
สำหรับแผนเปลี่ยนผ่านพลังงานของรัฐบาลประกอบด้วย 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่
1. Transportation — เปลี่ยนผ่านระบบขนส่ง
รัฐบาลให้ความสำคัญกับ ขนส่งสาธารณะ (Public Transportation) เป็นลำดับแรก โดยเตรียมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อวางแผนเปลี่ยนผ่านระบบขนส่งไปสู่การใช้ EV หรือยานพาหนะที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงานมากขึ้น
แนวทางดังกล่าวจะช่วยลดการใช้น้ำมันในภาคขนส่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่มีความต้องการใช้พลังงานสูง และเป็นช่องทางสำคัญในการลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันโลก
2. Energy — เพิ่มพลังงานสะอาด
รัฐบาลเตรียมเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด โดยเฉพาะการติดตั้ง โซลาร์เซลล์ ผ่าน กฟภ. และ กฟน. ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมใน ไตรมาส 4 ปี 2569
เป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มทางเลือกด้านพลังงาน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และช่วยลดความเสี่ยงที่ต้นทุนพลังงานโลกจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยตรง
3. People — สร้างทักษะแรงงานรองรับเศรษฐกิจใหม่
อีกด้านที่รัฐบาลให้ความสำคัญคือการพัฒนาศักยภาพคน โดยใช้เงินส่วนหนึ่งในการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดรับกับอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ช่างติดตั้งโซลาร์เซลล์ และช่างซ่อมบำรุงรถ EV
แนวทางนี้มีเป้าหมายให้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไม่ได้สร้างเพียงโครงสร้างพื้นฐานใหม่ แต่ต้องนำไปสู่ การสร้างงานและยกระดับทักษะแรงงานไทย ควบคู่กันไป







