thansettakij
thansettakij
‘เอกนิติ’ ชี้จีดีพีไทยเข้าสู่ New Economy ลงทุนเอกชนโต 13.4% สูงสุด 11 ปี

‘เอกนิติ’ ชี้จีดีพีไทยเข้าสู่ New Economy ลงทุนเอกชนโต 13.4% สูงสุด 11 ปี

17 ส.ค. 69 | 07:14 น.
อัปเดตล่าสุด :17 ส.ค. 69 | 07:32 น.

'เอกนิติ' เผยเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 1.9% การลงทุนเอกชนโต 13.4% สูงสุดในรอบ 11 ปี สะท้อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่เริ่มทำงาน พร้อมก้าวเข้าสู่ New Economy โลก

KEY

POINTS

  • การลงทุนภาคเอกชนในไตรมาส 2 ขยายตัว 13.4% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดในรอบ 11 ปี และเป็นการขยายตัวในระดับสองหลักต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2
  • เม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมายและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น อิเล็กทรอนิกส์, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), และพลังงานสะอาด
  • นายเอกนิติชี้ว่าการเติบโตของการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ เป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจใหม่ (New Economy)

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊กเปิดเผยมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจไทย หลังสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. รายงานตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 1.9% ชะลอลงจากไตรมาสแรกที่ขยายตัว 2.8%

นายเอกนิติระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวใกล้เคียงกับที่กระทรวงการคลังเคยคาดการณ์ไว้ และสะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยแม้ตัวเลข GDP ยังไม่ใช่ระดับที่รัฐบาลพอใจ แต่เมื่อพิจารณาองค์ประกอบของเศรษฐกิจจะพบสัญญาณการเติบโตของเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่มีความสำคัญต่อการขยายตัวในระยะต่อไป

สงครามตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจผ่านค่าครองชีพ

หนึ่งในปัจจัยที่กดดันเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 คือผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งเริ่มส่งผลเป็นระลอกตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยเฉพาะผ่านราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นและส่งต่อมายังต้นทุนสินค้าและค่าครองชีพ

นายเอกนิติระบุว่า ผลกระทบดังกล่าวเห็นได้จากอัตราเงินเฟ้อในไตรมาส 2 ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.7% จากไตรมาสแรกที่ติดลบ 0.5%

ขณะที่การบริโภคภาคเอกชน ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย ขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.9% ในไตรมาส 2 จาก 3.3% ในไตรมาสแรก

การชะลอตัวดังกล่าวสะท้อนแรงกดดันจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น และหากไม่สามารถหยุดวงจรดังกล่าวได้ อาจนำไปสู่ปัญหากำลังซื้อและเศรษฐกิจหดตัวในระยะต่อไป

ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องมีมาตรการเข้ามาประคองกำลังซื้อและลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญคือโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งใช้แหล่งเงินจากพระราชกำหนดเงินกู้ฉุกเฉินฯ

อย่างไรก็ตาม สำหรับการดำเนินโครงการในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี นายเอกนิติระบุว่า รัฐบาลจะต้องประเมินผลของโครงการระยะแรก ซึ่งจะสิ้นสุดในไตรมาส 3 รวมถึงพิจารณางบประมาณที่เหลืออยู่ เพื่อให้การใช้ทรัพยากรเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ

ไทยพึ่งพาพลังงานนำเข้า ดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกขาดดุล

อีกหนึ่งสัญญาณสำคัญจากตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 คือสถานะดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่กลับมาขาดดุลอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนความเปราะบางจากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

นายเอกนิติระบุว่า ในไตรมาส 2 ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลประมาณ 1.76 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 6 แสนล้านบาทจากไตรมาสแรกที่เกินดุลประมาณ 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า เมื่อราคาพลังงานในตลาดโลกเพิ่มขึ้น ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนการนำเข้า ขณะเดียวกันยังส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิต การขนส่ง ราคาสินค้า และค่าครองชีพของประชาชน

นายเอกนิติจึงมองว่า การเร่งเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศไปสู่พลังงานสะอาด เป็นหนึ่งในโจทย์เชิงโครงสร้างที่ประเทศไทยไม่สามารถชะลอได้

ชูลงทุนพลังงาน 2 แสนล้าน สร้างโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต

กระทรวงการคลังมองการลงทุนด้านพลังงานเป็นมากกว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น โดยโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานวงเงินประมาณ 2 แสนล้านบาท ซึ่งครอบคลุมทั้งโซลาร์รูฟท็อป ระบบโครงข่ายไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และยานยนต์ไฟฟ้า ถูกวางให้เป็นการลงทุนใน “โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต”

นายเอกนิติระบุว่า การกู้เงินเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวแตกต่างจากการกู้เพื่อใช้จ่ายชั่วคราว เนื่องจากเป็นการสร้างสินทรัพย์และลดความเสี่ยงของประเทศในระยะยาว

เป้าหมายคือเพิ่มความสามารถของประเทศในการผลิตและบริหารจัดการพลังงาน ลดการนำเข้าเชื้อเพลิง ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก และสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรองรับการลงทุนใหม่ของภาคเอกชน

โดยแนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับทิศทางการเพิ่มกำลังผลิตและการใช้พลังงานสะอาดตามแผน PDP ของกระทรวงพลังงาน

สงครามอิหร่านเป็นสัญญาณเตือนเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน

นายเอกนิติระบุว่า เหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางถือเป็นจุดเปลี่ยนและสัญญาณเตือนสำหรับประเทศไทย เพราะวิกฤตในต่างประเทศสามารถส่งผลกระทบมายังไทยผ่านราคาพลังงาน การขนส่ง ราคาสินค้า และค่าครองชีพได้โดยตรง

ดังนั้น ประเทศไทยไม่ควรรอให้เกิดวิกฤตราคาพลังงานขึ้นแล้วจึงเริ่มแก้ปัญหา แต่ต้องเร่งลงทุนเพื่อลดความเปราะบางจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าและราคาน้ำมันหรือก๊าซในตลาดโลก

ภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลาและงบประมาณ รัฐบาลจึงต้องเร่งวางโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่าน และสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว

‘ลงทุนเอกชน’ พระเอก GDP Q2 โต 13.4%

อย่างไรก็ตาม หากมองในอีกด้านของเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 2 มีสัญญาณบวกที่โดดเด่นอย่างชัดเจน นั่นคือ การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 13.4% ซึ่งถือเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 11 ปี

ที่สำคัญ การลงทุนเอกชนขยายตัวในระดับ 2 หลักต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 โดยไตรมาสแรกขยายตัว 10.1%

นายเอกนิติระบุว่า ส่วนหนึ่งเป็นผลจากโครงการ Thailand Fast Pass ของ BOI ที่ช่วยเร่งรัดกระบวนการลงทุน ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนจริงจากภาคเอกชนในไตรมาส 2 อยู่ที่ประมาณ 2.55 แสนล้านบาท

การลงทุนส่วนใหญ่กระจายอยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมายและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตร

ตัวเลขดังกล่าวจึงเป็นสัญญาณสำคัญว่า แม้เศรษฐกิจโดยรวมยังขยายตัวในระดับไม่สูง แต่ภาคเอกชนกำลังเร่งลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งอาจกลายเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

ส่งออกโต 12.5% รับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์

อีกหนึ่งปัจจัยที่สนับสนุนเศรษฐกิจไทยคือการส่งออกสินค้าและบริการที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยไตรมาส 2 ขยายตัว 12.5%เพิ่มขึ้นจาก 12.1% ในไตรมาสแรก

สินค้าส่งออกสำคัญที่มีบทบาทคือกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลกและทิศทางการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ของไทย

นายเอกนิติมองว่า การที่การส่งออกกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่เติบโตไปพร้อมกับการลงทุนภาคเอกชน เป็นสัญญาณที่สำคัญ เพราะสะท้อนโอกาสที่ไทยจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก หรือ Global Supply Chain ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

โจทย์สำคัญจากนี้จึงไม่ใช่เพียงการวิ่งตามอุตสาหกรรมใหม่ แต่คือการทำอย่างไรให้ประเทศไทยสามารถคว้าโอกาสจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่ และส่งต่อโอกาสดังกล่าวไปยังภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการในประเทศได้อย่างแท้จริง

‘New Economy’ เครื่องยนต์ใหม่เศรษฐกิจไทย

จากองค์ประกอบของตัวเลขเศรษฐกิจ นายเอกนิติระบุว่า เศรษฐกิจไทยได้เริ่มขยับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ New Economy ของโลก แล้ว โดยหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกำลังปรับวิธีการจัดกลุ่มดัชนีต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับโครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่ของโลก

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะทำให้ภาพของเศรษฐกิจไทยมีความชัดเจนมากขึ้นว่า ภาคส่วนใดกำลังเติบโต ภาคอุตสาหกรรมใดเป็นเครื่องยนต์ใหม่ และประเทศไทยจะสามารถเชื่อมโยงการลงทุนจากต่างประเทศกับผู้ประกอบการไทยได้มากน้อยเพียงใด

นายเอกนิติกล่าวว่า แม้ตัวเลข GDP ไตรมาส 2 ที่ขยายตัว 1.9% จะยังไม่ใช่ตัวเลขที่รัฐบาลพอใจ แต่ตัวเลของค์ประกอบต่าง ๆ ยืนยันว่าการคาดการณ์และมาตรการประคองเศรษฐกิจของรัฐบาลกำลังเดินมาถูกทิศทาง

“เศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงที่รัฐบาลกำลังเร่งประคองเศรษฐกิจเข้าสู่การเปลี่ยนผ่าน เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพ” พร้อมทั้งเริ่มเห็นสัญญาณการเติบโตของเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่จากตัวเลขในไตรมาส 2

ทั้งนี้ ทิศทางเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ยังต้องติดตามการปรับโครงสร้างและมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว รวมถึงการส่งผ่านประโยชน์จากการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ไปยังผู้ประกอบการ SMEs และภาคส่วนต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นโจทย์สำคัญของรัฐบาลในการผลักดันให้การเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นในวงกว้าง

ดูโพสต์ต้นฉบับ : ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ