
'เอกนิติ' โชว์ยอดลงทุนจริง BOI ครึ่งปีทะลุ 5 แสนล้าน คาดจ้างงาน 6 แสนตำแหน่ง
'เอกนิติ' เปิดยอดลงทุนจริง BOI ไตรมาส 2 พุ่ง 2.5 แสนล้าน หนุนครึ่งแรกปีนี้โตทะลุ 5 แสนล้านบาท ลุ้นลงทุนเอกชนโต 2 หลักในรอบหลายปี คาดจ้างงานอุตสาหกรรมใหม่กว่า 6 แสนตำแหน่ง
KEY
POINTS
- การลงทุนจริงผ่าน BOI ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้มีมูลค่ารวมทะลุ 500,000 ล้านบาท โดยไตรมาสที่ 2 ขยายตัว 31%
- คาดการณ์ว่าการลงทุนในอุตสาหกรรมสมัยใหม่จะก่อให้เกิดการจ้างงานใหม่ในตำแหน่งงานคุณภาพสูงประมาณ 500,000 - 600,000 ตำแหน่ง
- กลุ่มอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างโดดเด่นคือ Smart Electronics และ AI ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มเทคโนโลยีของโลก
- เม็ดเงินลงทุนภาคเอกชนที่
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การลงทุนผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ มีเม็ดเงินลงทุนจริงสูงถึงประมาณ 250,000 ล้านบาท ขยายตัวได้ 31% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ส่งผลให้ยอดรวมครึ่งปีแรกทะลุ 500,000 ล้านบาท
สำหรับตัวเลขดังกล่าว สะท้อนการใช้นโยบายการใช้การลงทุนเป็นตัวนำเศรษฐกิจ หรือ "Investment Growth"เพื่อพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้นและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว
“การลงทุนส่วนนี้จะเข้ามาพยุงเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 2 ซึ่งเราถูกกระทบด้วยสงครามตะวันออกกลาง โดยโครงการไทยช่วยไทยพลัสเข้ามาไม่ทัน แต่ได้การลงทุนภาคเอกชนที่เข้ามาช่วยปลดล็อกผ่าน BOI Fast Pass ก่อนที่จะขยับสู่ Thailand Fast Pass ในปัจจุบัน”
นายเอกนิติ กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ไส้ในของเม็ดเงินลงทุน พบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างโดดเด่น คือ Smart Electronics และ AI ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยี Photonic (การส่งข้อมูลด้วยแสง) เซ็นเซอร์ และแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของ AI สอดคล้องกับการศึกษาล่าสุดของธนาคารโลก (World Bank) ที่ระบุว่าประเทศไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศที่มีโอกาสสูงในการเกาะกระแส AI ของโลก
คาดจ้างงานอุตสาหกรรมใหม่ 6 แสนตำแหน่ง
สำหรับการขยายตัวของการลงทุนในอุตสาหกรรมสมัยใหม่นี้ คาดว่าจะก่อให้เกิดการจ้างงานประมาณ 500,000 - 600,000 ตำแหน่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็น "Quality Jobs" หรือตำแหน่งงานที่มีรายได้สูงขึ้น ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและทักษะภาษาอังกฤษของแรงงานไทย
นอกจากนี้ ยังมีเม็ดเงินไหลเข้าสู่กลุ่ม พลังงานสะอาด เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ
“การขับเคลื่อนนโยบาย Thailand Fast Pass มีเงื่อนไขสำคัญคือผู้ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ต้องเริ่มลงทุนจริงให้ได้ 20% ภายในปีแรก ซึ่งตั้งเป้าหมายจะผลักดันให้การลงทุนภาคเอกชนในปีนี้เติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก (Double-digit growth) ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว”
นายเอกนิติ กล่าวว่า การฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนถือเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้สถาบันจัดอันดับความเชื่อถือปรับมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยให้มีเสถียรภาพมากขึ้น แม้ในไตรมาสที่ 2 จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางและราคาน้ำมัน แต่การลงทุนจริงที่เกิดขึ้นได้เข้ามาช่วย "Offset" หรือพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดตัวลงตามปัจจัยภายนอก
“เราประเมินว่าในระยะสั้นการลงทุนเอกชนจะเข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจไทย ซึ่งหากมไม่มีวิกฤตสงครามจะส่งผลให้เศรษฐกิจดีขึ้นเยอะ“
หนุนจีดีพีโต 3%พลัส
ด้านนายสันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลตั้งเป้าจีดีพีขยายตัวได้มากกว่า 3% ตามเป้าหมายคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) วางไว้ ซึ่งการลงทุนเป็นเครื่องยนต์ที่สำคัญกว่าตัวอื่น เพราะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้จีดีพีไทยกลับมาเติบโตในระดับ 3%พลัส ได้อย่างยั่งยืนตามเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐบาลอยากเห็นไม่ใช่แค่จีดีพีระยะสั้น แต่เราอยากเห็นระยะยาว







