
“ปืนไทย” ขออนุญาตง่ายกว่าใบขับขี่ เปิดช่องโหว่กฎหมายไทย เทียบต่างชาติ
งานวิจัยชี้ การขอใบอนุญาตครอบครอง “ปืน" ของประเทศไทยมีช่องโหว่ ขออนุญาตง่ายกว่าใบขับขี่ เปิดกฎหมายต่างชาติคัดกรองเข้มข้นก่อนให้มีปืน และตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ถือครองซ้ำเป็นระยะ
KEY
POINTS
- กฎหมายไทยมีช่องโหว่ในการขอใบอนุญาตมีปืนที่ง่ายกว่าการขอใบขับขี่ โดยไม่ต้องผ่านการอบรมหรือทดสอบความรู้ด้านความปลอดภัย
- การคัดกรองด้านสุขภาพจิตไม่รัดกุม เนื่องจากกฎหมายไม่ได้บังคับให้ผู้ขอใบอนุญาตต้องยื่นใบรับรองจากจิตแพทย์ประกอบการพิจารณา
- ใบอนุญาตมีปืน (ป.4) เป็นแบบตลอดชีพ ทำให้ขาดการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ถือครองซ้ำเป็นระยะ ซึ่งต่างจากหลายประเทศที่กำหนดให้ต่ออายุทุก 3-5 ปี
- เมื่อเทียบกับญี่ปุ่นและอินเดีย กฎหมายไทยขาดกลไกการคัดกรองที่เข้มงวด ทั้งการตรวจสอบประวัติอย่างละเอียด การสัมภาษณ์คนรอบข้าง และการทดสอบที่ซับซ้อน
ในขณะที่รัฐบาลกำลังเร่งพิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนฉบับใหม่หลังจากเกิดเหตุโศกนาฏกรรมจากอาวุธปืนต่อเนื่องกันหลายครั้ง ท่ามกลางคำถามเรื่องการเข้าถึงอาวุธปืนของประชาชน
งานวิจัย “ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการขออนุญาตมีปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490” ของรองศาสตราจารย์สุเมธ จานประดับ และคณะ ชี้ให้เห็นช่องโหว่สำคัญของระบบอนุญาตปืนไทย ตั้งแต่กระบวนการคัดกรองก่อนอนุญาต ไปจนถึงการควบคุมหลังได้รับใบอนุญาต
“ขอปืนง่ายกว่าขอใบขับขี่?” เมื่อการอบรมยังไม่ใช่เงื่อนไข
หนึ่งในข้อสังเกตสำคัญของงานวิจัยคือ กฎหมายไทยไม่ได้กำหนดให้ผู้ขอใบอนุญาตมีและใช้อาวุธปืนต้องผ่าน การอบรมพื้นฐานด้านความปลอดภัยในการใช้ปืน หรือการทดสอบความรู้เกี่ยวกับอาวุธปืน ก่อนที่จะได้รับใบอนุญาต ต่างจากใบอนุญาตขับรถที่ผู้ขอต้องผ่านกระบวนการอบรมและทดสอบความรู้และทักษะตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
อีกช่องว่างคือเรื่อง สุขภาพจิต แม้กฎหมายจะกำหนดคุณสมบัติต้องห้าม ไม่ให้ออกใบอนุญาตแก่บุคคลซึ่งเป็นผู้ไร้ความสามารถ หรือปรากฏว่าเป็นคนวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ แต่ไม่ได้กำหนดให้ผู้ขอต้องนำใบรับรองจากจิตแพทย์มาแสดงเป็นเงื่อนไขในการขอใบอนุญาตโดยตรง
ประเด็นนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า นายทะเบียนจะประเมินภาวะทางจิตของผู้ขอได้อย่างไร หากไม่มีการตรวจโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต
ต่างประเทศ “คัดกรองก่อนให้ปืน” เข้มกว่าไทย
งานวิจัยได้เปรียบเทียบระบบควบคุมอาวุธปืนของหลายประเทศ ซึ่งสะท้อนแนวทางที่แตกต่างจากประเทศไทย
ประเทศญี่ปุ่นอนุญาตให้มีปืนไว้ล่าสัตว์หรือป้องกันอันตรายจากสัตว์ร้าย โดยต้องผ่านขั้นตอน และค่าธรรมเนียม ดังนี้
- ใช้เวลาขออนุญาตประมาณ 6 เดือน
- ต้องอบรม 4 ครั้ง และทดสอบ 5 ครั้ง รวมทั้งตรวจสุขภาพจิต สัมภาษณ์ประวัติ และสัมภาษณ์เพื่อนบ้าน
- ต้องซื้อตู้เซฟเก็บปืน ตู้เก็บกระสุน และแจ้งลงทะเบียนต่อตำรวจด้วย
- หากซื้อปืนใหม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม รวมค่าปืน ค่าสอบ อุปกรณ์เสริม ประมาณ 370,400 เยน หรือประมาณ 90,000 บาท
- หากต่ออายุใบอนุญาต 3 ปี ต้องผ่านกระบวนการนี้ใหม่ทั้งหมด
ประเทศอินเดีย ถือเป็นประเทศที่มีกฎหมายควบคุมอาวุธที่เข้มงวดที่สุดประเทศหนึ่ง แม้จะมีกฎหมายในการขออนุญาตครอบครอง ,ขอได้มา ผลิต ,นำเข้า ส่งออก และขนย้ายอาวุธปืนโดยบุคคลทั่วไป แต่การขออนุญาตจริงแทบเป็นไปไม่ได้เลย ดดยอาจต้องใช้เวลาดำเนินการอย่างน้อย 1 ปีเต็ม
นอกจากผู้ขออนุญาตจะต้องมีอายุ 21 ปีบริบูรณ์ และต้องเตรียมหลักฐานประกอบใบคำร้องขออนุญาต ได้แก่
- ประวัติอาชญากรรม
- เอกสารแสดงตน ที่อยู่ และเอกสารหลักฐานที่รับรองอายุ 21 ปี
- หลักฐานการศึกษา รูปถ่าย 4 ใบ
- หลักฐานการชำระภาษีเงินได้ย้อนหลัง 3 ปี และหลักฐานเอกสารรับรองจากสมาชิกของท้องถิ่น พร้อมทั้งเอกสารรับรองสุขภาพ ทั้งกายและจิตใจที่ออกโดยแพทย์
วัตถุประสงค์ในการครอบครองปืนของประเทศอินเดียมีได้แค่เพื่อการศึกษา ป้องกันตนเอง และป้องกันพืชไร่ ซึ่งใบอนุญาตครอบครองประเภทป้องกันตนเองจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า อันตรายที่จะเกิดขึ้นกับตนนั้นมีจริงโดยที่อันตรายจากสัตว์ป่าเป็นหนึ่งในเหตุผลได้
หลังจากยื่นเอกสารทั้งหมดแล้ว ตำรวจจะสัมภาษณ์สมาชิกในครอบครัว เพื่อนบ้าน ตรวจสอบประวัติการรักษาทางจิตเวช ตรวจสอบประวัติพฤติกรรมส่วนบุคคลว่าเป็นผู้มีพฤติกรรมก้าวร้าวหรือเก็บกดหรือไม่ และตรวจสอบประวัติการใช้ความรุนแรงต่อคนในครอบครัวด้วย
จากนั้นพนักงานสอบสวนจะส่งหลักฐานทั้งหมด ไปเก็บไว้ที่กองปราบปรามอาชญากรรม และสำนักงานเก็บประวัติอาชญากรรมแห่งชาติ จากนั้นผู้ขออนุญาตจะต้องเข้าสอบสัมภาษณ์อีกครั้งโดยหน่วยงานผู้ออกใบอนุญาต ซึ่งมีอำนาจที่จะใช้ดุลพินิจในการออกใบอนุญาตหรือไม่อนุญาตได้
หลังจากที่ผู้ขออนุญาตได้รับใบอนุญาตแล้วจะต้องเข้ารับการฝึกอบรมการใช้อาวุธปืนและการพกพาอาวุธปืน โดยใบอนุญาตมีอายุ 3 ปี และจะต้องดำเนินการตามข้อข้างต้นอีกครั้ง ในการต่ออายุใบอนุญาต อย่างไรก็ตามโดยที่รัฐบาลกลางมีอำนาจที่จะระงับหรือยึดอาวุธเมื่อใดก็ได้
เมื่อเทียบกันแล้ว ผู้วิจัยเห็นว่าระบบของไทยยังขาดกลไกสำคัญอย่าง “อบรม–ทดสอบ–ตรวจสุขภาพจิต” ก่อนการอนุญาต
“ใบอนุญาตตลอดชีพ กับคนที่เปลี่ยนไป”
อีกหนึ่งช่องโหว่สำคัยของกฎหมายในการควบคุมปืนของประเทศไทย งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ว่าปัญหาไม่ได้จบลงเมื่อได้รับใบอนุญาต แต่ยังอยู่ที่ “อายุของใบอนุญาต ป.4”
มาตรา 23 กำหนดให้ใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนมีอายุ ตลอดเวลาที่ผู้รับใบอนุญาตเป็นเจ้าของอาวุธปืนนั้น กล่าวง่ายๆ คือ เมื่อได้รับใบอนุญาตแล้ว ใบอนุญาตไม่ได้กำหนดให้ต้องกลับมาตรวจสอบคุณสมบัติใหม่เป็นระยะเหมือนระบบใบอนุญาตที่มีอายุจำกัด
งานวิจัยตั้งคำถามต่อระบบดังกล่าวว่า “คนหนึ่งคนไม่ได้มีสภาพเหมือนเดิมตลอดชีวิต” จากวันที่ได้รับอนุญาต บุคคลอาจมีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต พฤติกรรม หรือสถานะทางกฎหมาย แต่เมื่อใบอนุญาตยังมีผลต่อเนื่อง รัฐจึงไม่มีจุดตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ถือปืนอย่างเป็นระบบในทุกช่วงเวลา
ผู้วิจัยจึงเสนอให้เปลี่ยนจากใบอนุญาตที่มีอายุยาวตลอดการครอบครอง เป็นใบอนุญาตที่มีอายุ 3 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้รัฐตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ถือปืนซ้ำเป็นระยะ
อีกประเด็นที่งานวิจัยให้ความสำคัญคือ ประวัติการใช้ความรุนแรงต่อบุคคลในครอบครัว ผู้วิจัยเห็นว่าควรเพิ่มบทบัญญัติให้ชัดเจนว่า บุคคลที่มีประวัติใช้ความรุนแรงในครอบครัวไม่ควรได้รับใบอนุญาตมีและใช้อาวุธปืน
“ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง” ถ้อยคำที่เปิดช่องตีความ
กฎหมายปัจจุบัน มาตรา 13(9) ระบุห้ามออกใบอนุญาตแก่บุคคลซึ่งมี “ความประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง อันอาจกระทบกระเทือนถึงความสงบเรียบร้อยของประชาชน”
งานวิจัยเห็นว่าถ้อยคำดังกล่าวมีปัญหาเรื่องความชัดเจน เพราะต้องตีความว่าพฤติกรรมลักษณะใดจึงจะเข้าข่าย “ชั่วอย่างร้ายแรง” และเพียงใดจึงจะถือว่ากระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน
ผู้วิจัยจึงเสนอให้ปรับถ้อยคำให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยใช้หลัก “บุคคลซึ่งมีความประพฤติไม่ดี” เพื่อเปิดทางให้การพิจารณาคุณสมบัติของผู้ขอมีความรัดกุมมากขึ้น
สาระสำคัญของงานวิจัยจึงไม่ได้อยู่เพียงคำถามว่า “ขอปืนยากหรือง่าย” แต่เป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า ระบบกฎหมายสามารถคัดกรองผู้ที่ควรถือครองปืนได้เพียงพอหรือไม่ หากจะอนุญาต ใครควรมีปืน และรัฐจะตรวจสอบอย่างไรว่า คนที่ได้รับอนุญาตในวันนี้ยังมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะถือปืนในอีก 3 ปี 5 ปี หรือ 10 ปีข้างหน้า






