thansettakij
thansettakij
“รัฐบาลอนุทิน”ไปต่อ 5 กระทรวงชิงเค้กพลังงาน 2 แสนล้านบาท

“รัฐบาลอนุทิน”ไปต่อ 5 กระทรวงชิงเค้กพลังงาน 2 แสนล้านบาท

10 ก.ค. 69 | 04:26 น.
อัปเดตล่าสุด :10 ก.ค. 69 | 04:50 น.

“รัฐบาลอนุทิน”ไปต่อ 5 กระทรวงชิงเค้ก พลังงาน 2 แสนล้าน : รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวฐานเศรษฐกิจหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4217

KEY

POINTS

  • ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้รัฐบาลสามารถเดินหน้าใช้เงินกู้ก้อนที่สอง วงเงิน 2 แสนล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ
  • มี 5 กระทรวงหลักเตรียมเสนอโครงการเพื่อขอใช้งบประมาณก้อนนี้ ได้แก่ กระทรวงคมนาคม, มหาดไทย, คลัง, พลังงาน และเกษตรและสหกรณ์
  • โครงการที่นำเสนอครอบคลุมการสนับสนุนรถสาธารณะไฟฟ้า, ส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป, อุดหนุนการซื้อรถยนต์ EV และการใช้พลังงานสะอาดในภาคเกษตร

ภายหลังเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 วินิจฉัยว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 (พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท) ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ส่งผลให้รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย ที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคเป็นนายกฯ สมัย 2 สามารถเดินหน้าบริหารประเทศ กู้เงินและเบิกจ่ายตามแผนงานได้ต่อไป

คำวินิจฉัยครั้งนี้ถือเป็นการปลดล็อกเงินกู้ "ก้อนที่สอง" วงเงิน 200,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนที่ยังไม่ได้เบิกจ่าย และเป็นประเด็นที่ฝ่ายค้านโต้แย้งโดยตรง 

โดยตุลาการเสียงข้างมาก 7 คน เห็นว่า มาตรา 5 วรรคหนึ่ง (2) ที่ให้นำเงินกู้ไปใช้เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และรองรับการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานทดแทน เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

เงินก้อนแรกใช้แล้ว 2 แสนล้าน

สำหรับเงินกู้ 4 แสนล้านบาท ที่ผ่านมารัฐบาลได้ใช้เงินในส่วนแรก 200,000 ล้านบาทไปแล้ว ผ่านโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ระยะเวลา 4 เดือน กรอบวงเงินไม่เกิน 175,718 ล้านบาท ประกอบด้วย การช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและเพิ่มเบี้ยคนพิการ 18,800 ล้านบาท, การเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็น 1,000 บาท วงเงิน 36,918 ล้านบาท และ โครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 วงเงิน 120,000 ล้านบาท

ขณะที่เงินกู้ก้อนที่สองอีก 200,000 ล้านบาท ที่เพิ่งได้รับการยืนยันจากศาล จะถูกนำไปขับเคลื่อนภารกิจเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ซึ่งเป็นงบประมาณที่แยกต่างหากจากงบประมาณปกติ โดยมุ่งลดการนำเข้าน้ำมันดิบ ลดความเปราะบาง และ สร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว

เมื่อคำวินิจฉัยออกมาชัดเจนว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ หน่วยงานต่าง ๆ เตรียมเสนอโครงการเข้าใช้งบก้อนนี้ทันที ได้แก่

                        “รัฐบาลอนุทิน”ไปต่อ 5 กระทรวงชิงเค้กพลังงาน 2 แสนล้านบาท   “รัฐบาลอนุทิน”ไปต่อ 5 กระทรวงชิงเค้กพลังงาน 2 แสนล้านบาท

คมนาคมลุยรถสาธารณะไฟฟ้า  

กระทรวงคมนาคม: โครงการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลสู่พลังงานไฟฟ้า โดยเฉพาะกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ วงเงิน 2.4 หมื่นล้านบาท เน้นกลุ่มรถสาธารณะ 7 กลุ่มเป้าหมาย ที่จะเข้าร่วม ประกอบด้วย 

รถแท็กซี่และรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน, รถจักรยานยนต์รับจ้าง, รถสามล้อหรือรถตุ๊กตุ๊ก, รถโดยสารประจำทาง, รถโดยสารไม่ประจำทาง, รถรับจ้างรับส่งนักเรียน และ รถบรรทุกสินค้า รวมเป้าหมายทั้งสิ้น 80,000 คัน

รวมทั้งโครงการ DLT พร้อมซัพพอร์ต ระยะที่ 2 เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรถบรรทุกสินค้าและรถโดยสารสาธารณะ วงเงินประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท เพื่อช่วยตรึงราคาค่าโดยสารกับผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชน ครอบคลุมกลุ่มแท็กซี่ที่ใช้แก๊สด้วย

                              “รัฐบาลอนุทิน”ไปต่อ 5 กระทรวงชิงเค้กพลังงาน 2 แสนล้านบาท

มหาดไทยดันโซลาร์รูฟ

กระทรวงมหาดไทย: มาตรการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป โดยมีแนวคิดช่วยค่าติดตั้งหรือค่าดาวน์ 10,000 บาทต่อหลังคาเรือน ตั้งเป้าสนับสนุน 400,000 ครัวเรือน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเริ่มต้นและทำให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้มากขึ้น 

โดยจะเสนอโครงการขอใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่มีวัตถุประสงค์ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ

                         “รัฐบาลอนุทิน”ไปต่อ 5 กระทรวงชิงเค้กพลังงาน 2 แสนล้านบาท

“คลัง”อุดหนุนซื้อรถอีวี 

กระทรวงการคลัง: โครงการเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) โดยก่อนหน้านี้ นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า เบื้องต้น กรมสรรพสามิตได้เตรียมรูปแบบการอุดหนุน (Subsidize) ผ่านสถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อกับผู้ซื้อรถ (ไฟแนนซ์) 

โดยจะเป็นการอุดหนุนเพียงครั้งเดียวจบ เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้โดยง่าย ทั้งการให้เงินชดเชย หรือ เงินส่วนลดจากวงเงินที่ได้รับไฟแนนซ์ หรือการอุดหนุนผ่านอัตราดอกเบี้ย เช่น หากผู้ซื้อรถไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ ไปเข้าระบบไฟแนนซ์กู้ได้ 850,000 บาท ทางรัฐบาลจะช่วยสนับสนุน 50,000 บาท ทำให้ผู้ซื้อรถกู้จากไฟแนนซ์จริงจำนวน 800,000 บาท เป็นต้น 

                        “รัฐบาลอนุทิน”ไปต่อ 5 กระทรวงชิงเค้กพลังงาน 2 แสนล้านบาท

ส่วนการให้เงินชดเชยจริง ๆ เป็นเท่าไร จะเป็นการให้ผ่านตัดต้น หรือตัดดอกเบี้ย อยู่ระหว่างการหารือในทางปฏิบัติ ส่วนคนที่ซื้อเงินสด ก็จะต้องมีวิธีการ Subsidize อีกรูปแบบหนึ่ง แต่จะต้องมีระบบหรือกระบวนการตรวจสอบเช่นเดียวกับการกู้ไฟแนนซ์ เพื่อดูความสามารถในการผ่อนชำระ เป็นต้น

การอุดหนุนโดยผ่านระบบไฟแนนซ์นั้น ถือเป็นการดึงระบบในการช่วยคัดกรองคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาใช้สิทธิในโครงการด้วย ไม่ได้เป็นการให้ หรือจ่ายเงินอุดหนุนโดยตรงให้กับผู้ซื้อรถ และโครงการนี้ แตกต่างกับมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) 3.5 อย่างแน่นอน เพราะมาตรการดังกล่าวเป็นการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ แต่ครั้งนี้จะเป็นการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ดังนั้นจึงเป็นคนละส่วนกัน

พลังงานดันEV-สายส่งไฟฟ้า

กระทรวงพลังงาน: การเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) มุ่งเน้นการพลิกโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อลดการนำเข้าน้ำมันดิบ ลดความเปราะบาง และสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว โดยมีแนวทางการลงทุนและโครงสร้างการใช้งบประมาณหลัก แบ่งออกเป็น 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่

1. การสนับสนุนพลังงานสะอาด ด้วยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) สำหรับภาคประชาชน โดยมีระบบรับซื้อคืนไฟฟ้าเข้าระบบแบบครบวงจร รวมถึงการใช้พลังงานชีวมวลและชีวภาพเพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

2. การเปลี่ยนผ่านระบบขนส่ง ส่งเสริมการใช้ยานยนต์พลังงานสะอาด (รถยนต์ไฟฟ้า) และไบโอดีเซล โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์รับจ้างและระบบขนส่งสาธารณะเพื่อลดมลพิษและการใช้น้ำมัน

3. การอัปเกรดสายส่งและโครงข่ายไฟฟ้า พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และสายส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับการกระจายตัวของพลังงานทดแทน

                            “รัฐบาลอนุทิน”ไปต่อ 5 กระทรวงชิงเค้กพลังงาน 2 แสนล้านบาท

เกษตรฯชูโซลาร์ลดต้นทุน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์: นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า เบื้องต้น กระทรวงอยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดโครงการประมาณ 50-60 โครงการ คิดเป็นวงเงินรวมเกือบ 60,000 ล้านบาท ซึ่งล้วนเป็นโครงการที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของพระราชกำหนดเงินกู้ และมุ่งแก้ไขโครงสร้างด้านพลังงานของประเทศควบคู่กับการยกระดับภาคการเกษตร

สำหรับโครงการสำคัญที่อยู่ในแผนดำเนินการ ได้แก่ การพัฒนาระบบชลประทานด้วยเครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ การนำพลังงานสะอาดมาใช้ในศูนย์ข้าวชุมชน รวมถึงการยกระดับศูนย์พัฒนาที่ดิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดต้นทุนการดำเนินงาน และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้แก่ภาคเกษตรในระยะยาว

ทั้งนี้ กระทรวงจะเร่งสรุปรายละเอียดของแต่ละโครงการให้มีความชัดเจนมากขึ้น โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ก่อนเปิดเผยรายละเอียดและความคืบหน้าเพิ่มเติมต่อสาธารณชน

                             ++++++++

5 ผลดีต่อ“รัฐบาลอนุทิน”  

หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ส่งผลดีต่อ “รัฐบาลอนุทิน” คือ 

1.รัฐบาลพ้นความเสี่ยงทางกฎหมาย ทำให้รัฐบาลสามารถเดินหน้าบริหารและใช้งบประมาณได้อย่างต่อเนื่อง 

2.ปลดล็อกเงินกู้ก้อนที่ 2 วงเงิน 2 แสนล้านบาท เปิดทางให้รัฐบาลเร่งดำเนินนโยบายด้านพลังงานและกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนที่วางไว้

3.เพิ่มความเชื่อมั่นทางการเมือง เพราะรัฐบาลสามารถยืนยันได้ว่าการออก พ.ร.ก.เป็นไปตามกรอบรัฐธรรมนูญ ลดแรงกดดันจากข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านในประเด็นความชอบด้วยกฎหมายของ พ.ร.ก.

4.สร้างผลงานเชิงนโยบายได้เร็วขึ้น เนื่องจากหลายกระทรวงเตรียมเสนอใช้เงินกู้กับโครงการสำคัญ เช่น รถสาธารณะไฟฟ้า โซลาร์รูฟ การสนับสนุนรถ EV และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งอาจกลายเป็นผลงานสำคัญของรัฐบาลในช่วงต่อจากนี้

5.เสริมเสถียรภาพรัฐบาล เพราะคำวินิจฉัยช่วยปิดประเด็นข้อพิพาททางกฎหมายในเรื่องนี้ ทำให้รัฐบาลสามารถโฟกัสการผลักดันนโยบายได้มากขึ้น แม้ฝ่ายค้านยังสามารถตรวจสอบรายละเอียดการใช้จ่ายงบประมาณในแต่ละโครงการได้ต่อไป