
ยศชนัน ปั้นสตาร์ตอัพผลิตนวัตกรรม "อุปกรณ์การแพทย์ขั้นสูง" ช่วยคนจน-คนป่วย
‘ยศชนัน’ ปลุกพลังวิจัย อว. ส่งเสริมสตาร์ตอัพ-เอกชนรายย่อยในประเทศ ผลิตนวัตกรรมขั้นสูง 'อวัยวะเทียม-อุปกรณ์การแพทย์' สู้โรคหายาก ดันเทคโนโลยีเชิงป้องกันล้างภาพระบบรักษาแบบเดิม
KEY
POINTS
- ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ผลักดันการสนับสนุนสตาร์ตอัพไทยให้ผลิตอุปกรณ์การแพทย์ขั้นสูง เช่น ตาเทียม ไตเทียม และอุปกรณ์เชื่อมต่อสมอง เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยและผู้พิการ
- มีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนนวัตกรรมที่ปัจจุบันมีราคาสูงและเข้าถึงยาก เนื่องจากเป็นตลาดเฉพาะกลุ่มที่ภาคเอกชนมักมองข้ามการลงทุน
- นอกจากอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ป่วยแล้ว ยังให้ความสำคัญกับ "เทคโนโลยีเชิงป้องกัน" เช่น ระบบตรวจจับความง่วงจากคลื่นสมอง เพื่อลดอุบัติเหตุและการเจ็บป่วยในระยะยาว
- การพัฒนานวัตกรรมเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเท่าเทียมในระบบสุขภาพ เพื่อให้เทคโนโลยีทางการแพทย์ถูกสร้างขึ้นเพื่อทุกคน ไม่ใช่เพียงเพื่อผลกำไรเชิงพาณิชย์
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยในงานการประชุม IPSF Universal Health Coverage Youth Summit ประจำปี 2026 เพื่อขับเคลื่อนพลังเยาวชนและนิสิตนักศึกษาเภสัชศาสตร์ทั่วโลกในการพัฒนาระบบสุขภาพ รวมทั้งเพิ่มบทบาทของเยาวชนและผู้ประกอบวิชาชีพยุคใหม่ในการผลักดันนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ว่า
ระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศไทยในปัจจุบันยังคงแบ่งออกเป็น 3 กองทุนหลัก ได้แก่ ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) สำหรับประชาชนทั่วไป ระบบประกันสังคมสำหรับลูกจ้าง และสวัสดิการข้าราชการ ซึ่งแต่ละระบบดูแลโดยต่างหน่วยงานและต่างกระทรวง ทำให้สิทธิประโยชน์และการครอบคลุมยังคงมีความเหลื่อมล้ำกัน
ดังนั้นจึงมีความมุ่งหวังที่จะเห็นการปรับปรุงระบบให้มีฐานรากสวัสดิการสุขภาพที่เป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับทุกคน แล้ว จึงค่อยมีระบบเสริมเพิ่มเติมตามกลุ่มต่าง ๆ โดยมีหน่วยงานรัฐทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ โดยความสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมและเครื่องมือแพทย์ คือการเข้าถึงการรักษาควรครอบคลุมไปถึงกลุ่มโรคหายากและผู้พิการรุนแรง
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว่วา จากประสบการณ์การทำงานวิจัยด้านเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและระบบเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ พบว่าผู้ป่วยไม่ได้ต้องการเพียงแค่วีลแชร์ แต่ยังรวมถึงนวัตกรรมขั้นสูง เช่น ดวงตาเทียม ไตเทียม อวัยวะทดแทน หรืออุปกรณ์เชื่อมต่อสมองสำหรับผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ALS)
อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักคือนวัตกรรมเหล่านี้มักมีราคาแพงและบริษัทเอกชนมักมองข้าม เพราะเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม ดังนั้นการสนับสนุนสตาร์ตอัพและภาคการผลิตในประเทศ เพื่อขยายผลสู่ระดับอุตสาหกรรม จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดต้นทุนลงได้มหาศาล และผลักดันให้เกิดแพลตฟอร์มเปิด (Open Platform) ด้านยาและเวชภัณฑ์ที่เข้าถึงได้
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า นวัตกรรมควรเป็นสิ่งที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน ที่ผ่านมาได้ผลักดันให้ผู้พิการและครอบครัวสามารถสร้างเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกได้ด้วยตนเอง รวมถึงการพาทีมเข้าร่วมการแข่งขัน "ไซบอร์กโอลิมปิก" (Cybathlon) เพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมเฉพาะทาง
นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับ "เทคโนโลยีเชิงป้องกัน" (Preventive Technology) เช่น การสร้างระบบทำสมาธิอัตโนมัติเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง หรือระบบตรวจจับความง่วงผ่านคลื่นสมองเพื่อป้องกันอุบัติเหตุขณะขับรถ ซึ่งถือเป็นการลงทุนเชิงป้องกันที่สามารถช่วยเหลือผู้คนได้จำนวนมากและคุ้มค่ากว่าการรอรักษาเพียงอย่างเดียว
ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยมีหน้าที่สำคัญ 4 ประการในการช่วยยกระดับระบบสุขภาพ ได้แก่
1.การผลิตกำลังคนด้านสาธารณสุข ให้เพียงพอต่อความต้องการของระบบ
2.การปรับตัวรับมือกับเทคโนโลยี AI และเวชศาสตร์แม่นยำ (Precision Medicine) รวมถึงเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างระบบอวัยวะจำลอง (Organoid) และห้องปฏิบัติการบนชิป (Lab-on-chip) เพื่อเร่งการค้นพบยาใหม่ ๆ และส่งเสริมทักษะความเป็นผู้ประกอบการ
3.การสร้างนวัตกรรมเชิงนโยบาย โดยใช้มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ทดลอง (Living Sandbox) ในการทดสอบนโยบายด้านสุขภาพ
4.การนำความเท่าเทียมมาเป็นหลักการพื้นฐานในการออกแบบ โดยต้องคิดถึงเรื่องนี้ตั้งแต่จุดเริ่มต้น เพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการแพทย์ถูกสร้างขึ้นเพื่อมวลมนุษยชาติอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงเพื่อผลกำไรเชิงพาณิชย์
"หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่แท้จริง จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยการบูรณาการพลังของภาคการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมเข้าด้วยกัน โดยยึดหลักความเท่าเทียม การผนึกกำลังเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง และการสร้างคุณค่าร่วมกัน เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จ” รองนายกฯ ระบุ







