thansettakij
ยกระดับนวัตกรรมรักษา“มะเร็ง” พบคนไทยป่วยพุ่ง 1.4 แสนรายต่อปี

ยกระดับนวัตกรรมรักษา“มะเร็ง” พบคนไทยป่วยพุ่ง 1.4 แสนรายต่อปี

10 ก.พ. 2569 | 18:30 น.

สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ชูนวัตกรรมระดับสากล หนุนคนไทยเข้าถึงการรักษา “มะเร็ง” อย่างเท่าเทียม พร้อมขยายสู่ภูมิภาค เผยสถิติ “มะเร็ง” ครองแชมป์สาเหตุการตายอันดับ 1 ในไทย พบยอดผู้ป่วยพุ่ง 3% ทุกปี ส่วนปัจจัยเสี่ยงจาก “พฤติกรรมบุคคล - PM2.5”

KEY

POINTS

  • ปัจจุบันมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย โดยมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 1.4 แสนรายต่อปี และมีผู้เสียชีวิตราว 8-9 หมื่นคนต่อปี
  • ประเทศไทยมีนวัตกรรมการรักษามะเร็งที่ก้าวหน้าระดับสากล เช่น การผ่าตัดแผลเล็กและใช้หุ่นยนต์, การฉายรังสีที่แม่นยำสูง, การใช้ยามุ่งเป้า และภูมิคุ้มกันบำบัด (CAR-T Cell)
  • สาเหตุหลักของการเกิดมะเร็งมาจาก 3 ปัจจัย ได้แก่ ความเสื่อมของร่างกายตามวัย, พฤติกรรมส่วนบุคคล (เช่น สูบบุหรี่, ดื่มสุรา) และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมลพิษ PM2.5
  • แม้เทคโนโลยีการรักษาจะทันสมัย แต่ยังมีความท้าทายด้านการกระจายทรัพยากรที่กระจุกตัวในกรุงเทพฯ และการพึ่งพาการนำเข้านวัตกรรมจากต่างประเทศ

นายแพทย์สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวยการ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ปัจจุบันโรคมะเร็งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย มากกว่าการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน โรคหัวใจ หรือแม้แต่โรคสมอง โดยมีจำนวนผู้เสียชีวิต 80,000 - 90,000 คนต่อปี อัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3% ต่อปี และมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 1.4 แสนรายต่อปี

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งและเป็นต้นเหตุการเสียชีวิตของคนไทยมากที่สุดมาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1. ความเสื่อมของร่างกาย เมื่ออายุมากขึ้น กลไกการตรวจจับและซ่อมแซมเซลล์ที่ผิดปกติของร่างกายจะแย่ลง ทำให้เกิดมะเร็งได้ง่ายขึ้น 2. พฤติกรรมส่วนบุคคล เช่น การสูบบุหรี่ (รวมถึงบุหรี่มือสองและบุหรี่ไฟฟ้า), การดื่มสุรา, การนอนดึก และการบริโภคอาหารที่มีไขมันหรือน้ำตาลสูงจนเกิดภาวะอ้วน 3. ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะมลพิษทางอากาศอย่าง PM2.5 ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างชัดเจน

“แม้จำนวนผู้เสียชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งจะเพิ่มขึ้น แต่ความชันของกราฟการเสียชีวิตของมะเร็งแต่ละชนิดค่อยๆ ลดลง อีกนัยหนึ่งคือเพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้าลง เนื่องจากการเข้าถึงระบบหลักประกันสุขภาพค่อนข้างที่ดีขึ้น ทั้งบัตรทอง, ประกันสังคม รวมถึงสิทธิข้าราชการ

ขณะเดียวกันภาครัฐได้พยายามขับเคลื่อนการป้องกันและคัดกรอง ทำให้ผู้คนเริ่มตระหนักรู้มากขึ้น เช่น การฉีดวัคซีน HPV ป้องกันมะเร็งปากมดลูก และการให้ยาต้านไวรัสตับอักเสบเพื่อลดความเสี่ยงมะเร็งตับ”

โดยการลดลงหรือเพิ่มขึ้นของโรคมะเร็งจะแตกต่างกันตามแต่ละชนิด ยกตัวอย่างมะเร็งตับและมะเร็งปากมดลูก มีแนวโน้มลดลงจากการฉีดวัคซีนและการรักษาที่ดีขึ้น, มะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านม ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามวิถีการใช้ชีวิตแบบตะวันตก ขณะที่มะเร็งปอดในผู้หญิงและคนอายุน้อยกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจสัมพันธ์กับมลพิษ PM2.5 ที่จะส่งผลในระยะยาวอีกประมาณ 15-20 ปี

ยกระดับนวัตกรรมรักษา“มะเร็ง” พบคนไทยป่วยพุ่ง 1.4 แสนรายต่อปี

นายแพทย์สมชาย กล่าวว่า ประเภทมะเร็งที่พบบ่อยในผู้ชาย อันดับ 1 คือ มะเร็งตับและท่อน้ำดี ตามมาด้วยมะเร็งลำไส้ใหญ่, มะเร็งปอด, มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ส่วนผู้หญิงพบอันดับ 1 คือ มะเร็งเต้านม ตามมาด้วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งปอด มะเร็งตับและท่อน้ำดี และมะเร็งปากมดลูก

โอกาสในการรักษาโรคมะเร็งทั้งในผู้หญิงและผู้ขายจะขึ้นอยู่กับระยะของโรคเป็นสำคัญ ซึ่งการรักษาโรคมะเร็งในประเทศไทยถือว่ามีความก้าวหน้าอย่างมาก ครอบคลุมตั้งแต่เทคโนโลยีระดับพื้นฐานไปจนถึงนวัตกรรมระดับโลก สามารถแบ่งประเภทการรักษาได้ ดังนี้

1. การรักษาด้วยการผ่าตัด (Surgery) ปัจจุบันแนวทางการผ่าตัดในไทยเริ่มเปลี่ยนจากแผลใหญ่มาเป็นการผ่าตัดแบบแผลเล็ก (Minimally Invasive Surgery) เพื่อให้คนไข้ฟื้นตัวเร็วและกลับบ้านได้ไวขึ้น แบ่งเป็นการผ่าตัดส่องกล้อง ที่เป็นมาตรฐานใช้กันอย่างแพร่หลาย

สถาบันมะเร็งแห่งชาติใช้วิธีนี้ผ่าตัดให้คนไข้สูงถึง 80-90% ถัดมาคือการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด มักใช้ในกรณีที่ซับซ้อนหรือผู้ป่วยอายุน้อยเพื่อความแม่นยำสูง เนื่องจากแขนกลหุ่นยนต์สามารถทำงานได้โดยไม่มีอาการมือสั่นเหมือนมนุษย์

ยกระดับนวัตกรรมรักษา“มะเร็ง” พบคนไทยป่วยพุ่ง 1.4 แสนรายต่อปี

2. การรักษาด้วยรังสีรักษา หรือเทคโนโลยีการฉายรังสีที่หลากหลายเพื่อลดผลกระทบต่อเนื้อเยื่อปกติ ด้วยการใช้รังสีเอกซ์เรย์ ถือเป็นวิธีมาตรฐานที่มีให้บริการทั่วประเทศ, การใช้โปรตอนรังสีอนุภาคหนักที่มีความแม่นยำสูง ลดการบาดเจ็บของอวัยวะข้างเคียง, ไซเบอร์ไนฟ์ หรือหุ่นยนต์ฉายรังสีที่สามารถฉายแสงทดแทนการผ่าตัดได้ในมะเร็งบางชนิด

เช่น ปอด ตับ และต่อมลูกหมาก โดยเครื่องจะขยับตามการหายใจของคนไข้ เหมาะกับผู้สูงอายุที่ไม่สามารถดมยาสลบได้ ยังรวมถึงการใช้อนุภาคหนักที่ไทยกำลังอยู่ในขั้นตอนเจรจานำเข้ามาจากประเทศจีน ถือเป็นเทคโนโลยีทำลายล้างสูงและแม่นยำ ใช้ในกรณีที่มะเร็งดื้อรังสีปกติ และใช้ระยะเวลาการรักษาสั้นเพียง 3-5 ครั้ง เท่านั้น

3. การรักษาด้วยยา มีทั้งใช้ยาแบบดั้งเดิมและเทคโนโลยีใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เคมีบำบัด เพื่อทำลายเซลล์ที่แบ่งตัวเร็ว, ใช้ยามุ่งเป้า เพื่อเข้าไปขัดขวางการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งโดยเฉพาะ, ใช้ภูมิคุ้มกันบำบัด กระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายจัดการกับมะเร็ง รวมถึงนวัตกรรม CAR-T Cell ที่นำเซลล์ของผู้ป่วยมาพัฒนาและฉีดกลับเข้าไปเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง

4. การป้องกันและการรักษาเชิงระบบ ส่วนนี้ประเทศไทยได้เน้นจัดการที่ต้นเหตุเพื่อลดจำนวนผู้ป่วยใหม่ ในรูปแบบการฉีดวัคซีน เช่น วัคซีน HPV ป้องกันมะเร็งปากมดลูก และวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีเพื่อป้องกันมะเร็งตับ ใช้ยาต้านไวรัส เช่น การให้ยาต้านไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี ที่สามารถลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งตับได้ถึง 70%, การคัดกรองรอยโรค ด้วยโปรแกรมตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ ตรวจเลือดในอุจจาระและส่องกล้องสำหรับผู้ที่อายุ 50-70 ปี เพื่อจัดการก่อนที่จะกลายเป็นมะเร็ง

5. การรักษาแบบประคับประคอง กรณีนี้จะใช้สำหรับกลุ่มที่รักษาไม่หายขาด เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับความสบายและมีคุณภาพชีวิตที่ดีในช่วงท้ายของโรค

ยกระดับนวัตกรรมรักษา“มะเร็ง” พบคนไทยป่วยพุ่ง 1.4 แสนรายต่อปี

นายแพทย์สมชาย กล่าวว่า ในประเทศไทยมีเทคโนโลยีและยาที่ครบถ้วนในระดับสากล มีผลครอบคลุมการรักษาที่จัดอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากและมีมาตรฐานระดับสากลเช่นเดียวกัน แต่อาจมีข้อจำกัดเรื่องการกระจายตัวของทรัพยากรส่วนใหญ่ที่กระจุกตัวอยู่แค่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และเรื่องนี้ภาครัฐกำลังมีแผนกระจายเทคโนโลยีไปยังภูมิภาคต่างๆ เพื่อให้คนไทยเข้าถึงการรักษาได้อย่างเท่าเทียมและไม่ล้มละลายจากการรักษาโรคมะเร็ง

“ถ้าเทียบนวัตกรรมการรักษาโรคมะเร็งกับต่างประเทศ ไทยเราเก่งและมีศักยภาพสูง แต่ก็มีข้อจำกัดหลายอย่าง โดยเฉพาะโครงสร้างการใช้งบประมาณในโครงการต่างๆ ด้านสุขภาพ ทั้งยังขาดก็คือแรงจูงใจในการสร้างนวัตกรรม แม้มีงานวิจัยมากมายทุกแขนงก็ได้แต่นำเข้าแต่ไม่สามารถผลิตใช้เองได้จริงในประเทศ”

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของโรคมะเร็งในประเทศไทยขึ้นอยู่กับมะเร็งแต่ละชนิด ว่าจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากปัจจัยอะไรบ้าง เช่น PM 2.5 ที่กำลังสะสมทำให้เกิดมะเร็งหลายชนิดและยังไม่อาจชี้ชัดได้ในตอนนี้ แต่อีกประมาณ 7-8 ปี ในอนาคต จะพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน