
หั่นงบฯ Thailand Zero Dropout 50 ล้าน เขย่านโยบายเรือธงแก้เด็กหลุดการศึกษา
อนุกรรมาธิการงบฯ 2570 มีมติหั่นงบ Thailand Zero Dropout Plus 50 ล้านบาท "นักวิชาการ" เตือนกระทบภารกิจตามหาเด็กหลุดระบบการศึกษาที่เหลืออีกกว่า 6 แสนคน จี้คืนงบก่อนนโยบายเรือธงสะดุด
KEY
POINTS
- อนุกรรมาธิการฯ มีมติปรับลดงบประมาณมาตรการ "Thailand Zero Dropout Plus" ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ลงกว่า 50 ล้านบาท
- การตัดงบอาจส่งผลกระทบต่อภารกิจการตามหาและช่วยเหลือเด็กและเยาวชนอีกกว่า 600,000 คนที่ยังหลุดจากระบบการศึกษา
- งบประมาณที่ถูกตัดกระทบโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายของเครือข่ายภาคสนามที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือเด็กในชุมชนห่างไกล ซึ่งอาจบั่นทอนกำลังใจผู้ปฏิบัติงาน
- นักวิชาการเสนอให้คืนงบประมาณ โดยชี้ว่าการลงทุนกับเด็กกลุ่มเปราะบางให้ผลตอบแทนคืนสู่สังคมสูงถึง 17 เท่า และป้องกันไม่ให้นโยบายเรือธงนี้หยุดชะงัก
อนุกรรมาธิการด้านการศึกษาฯ ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 มีมติปรับลดงบประมาณมาตรการ "Thailand Zero Dropout Plus" ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ลงกว่า 50 ล้านบาท สร้างความกังวลในหมู่นักวิชาการด้านการศึกษา ที่ออกมาเตือนว่าการตัดงบครั้งนี้อาจฉุดรั้งภารกิจตามหาเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาซึ่งยังเหลืออยู่อีกกว่า 600,000 คน ให้สะดุดลงกลางคัน
มติหั่นงบ 50 ล้าน กระทบนโยบายเรือธง 3 รัฐบาล
ศ. ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กสศ. เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัย และการถ่ายทอดเทคโนโลยี มีมติเห็นชอบให้ปรับลดงบประมาณการขับเคลื่อนมาตรการ Thailand Zero Dropout Plus ของ กสศ. ลงกว่า 50 ล้านบาท
"การตัดงบส่วนนี้ไม่ควรเกิดขึ้น เพราะเป็นงบที่เชื่อมโยงโดยตรงกับนโยบายสำคัญที่รัฐบาลสานต่อกันมาแล้ว 2-3 ชุด โดยมีเป้าหมายลดจำนวนเด็กหลุดระบบ เด็กกลุ่มเปราะบาง และเด็กด้อยโอกาสที่มีอยู่กว่า 1 ล้านคน ให้เหลือศูนย์" ดร.สมพงษ์ กล่าว
ตามหาเด็กแล้วกว่า 4 แสนคน แต่ยังเหลืออีก 6 แสนคนที่ยากกว่าเดิม
ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา ความร่วมมือของ กสศ. และภาคีเครือข่ายสามารถพาเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้แล้วกว่า 400,000 คน แต่ยังคงเหลืออีกราว 600,000 คนที่ต้องค้นหา ติดตาม และช่วยเหลือต่อไป
ศ. ดร.สมพงษ์ ชี้ว่า เด็กกลุ่มที่เหลือคือกลุ่มที่หลุดจากระบบมานานกว่า 1 ปีแล้ว การดึงกลับเข้าสู่ระบบจึงยากลำบากกว่าเดิมหลายเท่า ภาคีเครือข่ายในพื้นที่อาจต้องลงพื้นที่มากกว่า 3 ครั้งต่อเด็กหนึ่งคน เพื่อทำความเข้าใจ ให้คำแนะนำ และประคับประคองอย่างใกล้ชิด บางกรณีต้องวางแผนดูแลเป็นรายบุคคล ช่วยหางาน หรือสร้างอาชีพเสริมรายได้ให้ครอบครัว
"มดงาน" ภาคสนาม กำลังสำคัญที่เสี่ยงถูกบั่นทอนกำลังใจ
งบประมาณที่ถูกตัดไปนี้ ส่วนหนึ่งใช้สนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ภาคีเครือข่ายลงพื้นที่ตามหาเด็กในชุมชน แนวตะเข็บชายแดน ไร่อ้อย โรงงานอุตสาหกรรม และพื้นที่ที่เข้าถึงยาก รวมถึงเป็นทุนช่วยเหลือเด็กยากจนที่ต้องเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย
กลุ่มคนทำงานเหล่านี้ ประกอบด้วยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ครูส่งเสริมการเรียนรู้ (ครู สกร.) และผู้นำชุมชน ซึ่งเป็นผู้ที่รู้จักเด็กและครอบครัวในพื้นที่เป็นอย่างดี และมีบทบาทสำคัญในการโน้มน้าวผู้ปกครองไม่ให้หมดหวัง พร้อมชักชวนเด็กกลับเข้าสู่การเรียนรู้ที่เหมาะสม
ศ. ดร.สมพงษ์ มองว่า มติตัดงบครั้งนี้สะท้อนว่าคณะอนุกรรมาธิการฯ อาจไม่เข้าใจเนื้องานที่แท้จริง และไม่เห็นถึงอุปสรรคในการตามหาเด็กแต่ละคน แม้เม็ดเงินที่ถูกตัดจะดูไม่มากเมื่อเทียบกับงบประมาณส่วนอื่นที่ถูกใช้อย่างไม่สมเหตุสมผล แต่จะส่งผลกระทบและบั่นทอนกำลังใจคนทำงานในพื้นที่ อีกทั้งอาจกลายเป็นกำแพงขวางกั้นความร่วมมือของภาคีเครือข่าย จนนโยบายต้องหยุดชะงัก
จี้คืนงบ-เพิ่มงบ ชี้ผลตอบแทนสังคมสูงถึง 17 เท่า
ศ. ดร.สมพงษ์ เสนอว่า แทนที่จะตัดงบ ควรพิจารณาคืนงบประมาณก้อนนี้ หรืออาจจำเป็นต้องเพิ่มงบด้วยซ้ำ เมื่อเทียบกับจำนวนเด็กที่ยังตกหล่นอีกจำนวนมาก
พร้อมอ้างอิงรายงานของคณะกรรมการพัฒนาการเด็กแห่งชาติ ที่ระบุว่าการลงทุนกับเด็กยากจน กลุ่มเปราะบาง และเด็กขาดโอกาสทางการศึกษา ให้ผลตอบแทนคืนสู่สังคมสูงถึง 17 เท่า ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ช่วยให้เด็กมีโอกาสเพิ่มพูนทักษะ (Upskill/Reskill) มีวุฒิการศึกษา มีอาชีพมั่นคง และเติบโตเป็นพลเมืองคุณภาพ ในทางกลับกัน หากตัดโอกาสเด็กกลุ่มนี้ ก็เท่ากับดับโอกาสของเด็กคนอื่น ๆ ไปด้วย
แจงยอดชัด งบ กสศ. ถูกตัดจริงเท่าไหร่
ในช่วงท้าย ศ. ดร.สมพงษ์ ได้ชี้แจงแก้ไขข้อมูลที่เคยคลาดเคลื่อนก่อนหน้านี้ โดยระบุว่าจากที่เคยให้ข่าวว่ารัฐบาลตัดงบ กสศ. ไปนับพันล้านบาทนั้น ข้อเท็จจริงคืองบประมาณถูกปรับลดลงจริงประมาณ 62 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่คือ 50 ล้านบาทที่ถูกตัดจากมาตรการ Thailand Zero Dropout Plus ดังกล่าว
ทิศทางนโยบายของรัฐบาลอนุทิน
วาระแห่งชาตินโยบายการศึกษาของรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้วางทิศทางในการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาไว้ด้วยหลักการ "ไร้รอยต่อ" (Seamless Policy Continuity) รวมทั้งให้การยอมรับและสานต่อนโยบาย "Thailand Zero Dropout" ซึ่งได้รับการประกาศเป็นวาระแห่งชาติในสมัยของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2567
ในพิธีมอบรางวัล Prime Minister's Thailand Zero Dropout Plus Awards ประจำปี พ.ศ. 2569 เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 69 ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ได้เป็นประธานมอบรางวัลเกียรติยศเชิดชูเกียรติแก่ นายเศรษฐา ทวีสิน ในฐานะผู้ริเริ่มผลักดันนโยบายดังกล่าวจนเกิดผลเป็นรูปธรรม
นายอนุทิน เน้นย้ำในเวทีดังกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา โดยถือว่ามนุษย์คือทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของชาติ และการร่วมมือกันทุกภาคส่วนจะสามารถเปลี่ยนชีวิตของเด็กและอนาคตของประเทศได้อย่างแท้จริง
การบูรณาการอำนาจกระทรวงมหาดไทย
นายอนุทิน หวังใช้โครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินของ กระทรวงมหาดไทย เพื่อเป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่ (Territorial Command Approach) ได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาระดับจังหวัด ดำเนินมาตรการค้นหาเด็กเป็นรายบุคคล เชื่อมโยงความช่วยเหลือ และขจัดอุปสรรคที่ขัดขวางการเรียนรู้ของเด็กในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
กลไกดังกล่าวเน้นการประสานพลังระหว่างส่วนราชการมหาดไทย สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด นายกเหล่ากาชาดจังหวัด คู่สมรสผู้ว่าราชการจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบจ., เทศบาล, อบต.) เพื่อร่วมกันปูพรมค้นหาเด็กตามฐานทะเบียนราษฎร์และตรวจทานข้อมูลในระดับชุมชน
ยกระดับสู่นโยบาย Thailand Zero Dropout Plus (TZD+)
รัฐบาลอนุทินได้ต่อยอดมาตรการดึงเด็กกลับเข้าโรงเรียนไปสู่กรอบแนวคิด "Thailand Zero Dropout Plus" (TZD+) ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมการศึกษายืดหยุ่น (Flexible Learning) และการเรียนรู้แบบ Learn to Earn
นโยบายนี้ปลดล็อกข้อจำกัดเดิมที่บังคับให้เด็กต้องเลือกระหว่าง "การเรียน" หรือ "การทำงาน" โดยเปลี่ยนเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนอายุ 15–18 ปี สามารถเรียนรู้ทักษะอาชีพที่ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานควบคู่กับการสร้างรายได้
นอกจากนี้ นโยบาย TZD+ ยังถูกเชื่อมโยงเข้ากับแคมเปญการพัฒนาทุนมนุษย์ระดับชาติ "THAILAND² ยกกำลังประเทศไทย" และโครงการทุนการศึกษาต่าง ๆ เช่น โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน (ODOS) เพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิต และส่งเสริมให้เด็กยากจนข้ามรุ่นสามารถเข้าถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษาและอาชีวศึกษาชั้นสูงได้อย่างเท่าเทียม







