
เด็กไทย 2 ใน 3 ต่ำกว่ามาตรฐาน OECD กสศ.ชี้ปัญหาเหลื่อมล้ำการศึกษายังรุนแรง
กสศ.เผยเด็กไทยกว่า 2 ใน 3 ผลการเรียนต่ำกว่ามาตรฐาน OECD สะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำ ขณะที่ครัวเรือนไทยยังแบกรับค่าใช้จ่ายทางการศึกษาแม้มีนโยบายเรียนฟรี
KEY
POINTS
- ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กไทยประมาณ 2 ใน 3 ยังคงต่ำกว่ามาตรฐานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)
- กสศ. ชี้ว่าแม้จะมีนโยบายเรียนฟรีเกือบ 20 ปี แต่ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายังคงรุนแรง ทั้งในด้านการเข้าถึงและผลลัพธ์การเรียนรู้
- ความเหลื่อมล้ำสะท้อนจากค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา โดยประชากรกลุ่มที่ร่ำรวยที่สุด 10% ใช้จ่ายสูงกว่ากลุ่มที่ยากจนที่สุด 10% ถึง 7.5 เท่า
- จำนวนเด็กยากจนในระบบการศึกษากลับมามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งหลังสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญ
ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวระหว่างการเสวนา The Nation Visionary Club Roundtable หัวข้อ “Beyond the Classroom: Thai Education Beyond Borders”
ดร.ไกรยส กล่าวว่า ประเทศไทยพยายามผลักดันนโยบายการศึกษาฟรีมาเกือบสองทศวรรษแล้ว แต่ข้อมูลหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 แสดงให้เห็นว่าจำนวนเด็กยากจนในระบบการศึกษากลับเพิ่มขึ้นอีกครั้ง โดยในช่วงการระบาดของโควิด-19 จำนวนเด็กยากจนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ก่อนจะลดลงเล็กน้อย และจากนั้นเริ่มเพิ่มขึ้นอีกครั้ง
นอกจากนี้ แม้จะมีนโยบายการศึกษาฟรี แต่ผลสำรวจยังพบว่าครัวเรือนไทยยังคงมีค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในหลายหมวด โดยประชากรกลุ่มล่างสุด 10% หรือกลุ่มที่ยากจนที่สุดของประเทศ มีค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาประมาณ 10,000 บาทต่อปีอย่างต่อเนื่องทุกปีที่มีการสำรวจ
ขณะที่ประชากรกลุ่มบนสุด 10% มีค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาสูงกว่ากลุ่มล่างสุด 10% ประมาณ 7.5 เท่า ซึ่งสะท้อนความเหลื่อมล้ำสองประการ ได้แก่ การที่การศึกษายังไม่ฟรีอย่างแท้จริงสำหรับครัวเรือน และการที่ผู้ที่มีกำลังจ่ายสามารถใช้จ่ายด้านการศึกษาได้มากกว่า โดยเฉพาะเพื่อการศึกษาของบุตรหลาน เนื่องจากมองว่าการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของครอบครัว
เด็กไทย 2 ใน 3 ต่ำกว่ามาตรฐาน OECD
ในด้านคุณภาพการศึกษา ดร.ไกรยส กล่าวว่า ผลการประเมิน PISA ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยไม่มีนักเรียนระดับแนวหน้าของโลก โดยทุกครั้งที่ประเทศไทยส่งนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการหรือการแข่งขันทางวิชาการระดับนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือสาขาอื่น ๆ ประเทศไทยยังคงได้รับเหรียญทองหรือเหรียญเงินกลับมาอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง ประชากรไทยประมาณสองในสามยังมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำกว่ามาตรฐานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งเป็นอีกปัญหาหนึ่งของความเหลื่อมล้ำด้านผลลัพธ์การเรียนรู้
ชวนสังคมตั้งคำถามอนาคตการศึกษาในศตวรรษหน้า
ดร.ไกรยส กล่าวว่า หากในศตวรรษหน้าหรืออีก 100 ปีข้างหน้า ประเทศไทยสามารถแก้ไขความเหลื่อมล้ำทั้งด้านการเข้าถึงการศึกษาและด้านผลลัพธ์การเรียนรู้ได้ ก็จะเป็นเรื่องที่ดีสำหรับทุกคน แต่ถึงเวลาแล้วที่จะต้องค้นหาแนวทางเชิงระบบและแนวทางที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้
นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงพัฒนาการของระบบการศึกษาไทยตลอด 300 ปีที่ผ่านมา โดยระบุว่า ในศตวรรษก่อน ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติการศึกษาฉบับแรก มีหลักสูตรการศึกษาฉบับแรกที่มีครูเป็นศูนย์กลาง มีการศึกษาที่มุ่งเน้นการได้รับวุฒิการศึกษา การผลิตบัณฑิตจำนวนมาก การจัดสรรทรัพยากรในจำนวนเท่าเทียมกันให้กับทุกคน และการเกิดขึ้นของแนวคิดการศึกษาฟรีเป็นครั้งแรก
ส่วนในศตวรรษปัจจุบัน ระบบการศึกษาได้เริ่มเปลี่ยนจากการมีครูเป็นศูนย์กลางไปสู่การมีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เปลี่ยนจากการศึกษาเพื่อให้ได้ปริญญาไปสู่การศึกษาเพื่อการทำงานและอนาคตของโลกการทำงาน รวมทั้งมีการกระจายอำนาจจากกระทรวงศึกษาธิการไปสู่พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาและการกระจายอำนาจทางการศึกษา มีการพูดถึงการศึกษาฟรี 15 ปี และการจัดหาเครื่องมือและทรัพยากรการเรียนรู้ที่เปิดให้ใช้งานได้ฟรี
ดร.ไกรยส กล่าวว่า เมื่อมองไปยังศตวรรษหน้า สังคมควรเริ่มตั้งคำถามว่าการศึกษามีไว้เพื่ออะไร และความหมายของการศึกษาและการเรียนรู้ของมนุษย์จะเป็นอย่างไร ภายใต้บริบทที่เทคโนโลยีใหม่กำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ (AI) ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (AGI) เทคโนโลยีเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ (Brain-Computer Interface) และคอมพิวเตอร์ควอนตัม
อะไรคือสิ่งที่ควรเป็นบริการฟรีในศตวรรษหน้า ความหมายหรือคำจำกัดความของการศึกษาควรเป็นอย่างไร เรายังจำเป็นต้องมีพระราชบัญญัติการศึกษาหรือไม่ และหากจำเป็น ควรมีไว้เพื่ออะไร เราควรมีหลักสูตรแบบใดสำหรับอนาคต เราควรเลิกมุ่งเน้นเรื่องการท่องจำหรือไม่ และควรมุ่งไปสู่สิ่งใดที่มากกว่านั้น รวมทั้งหลักสูตรแห่งอนาคตควรตอบโจทย์อะไร
ทั้งนี้ ดร.ไกรยส ระบุว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นข้อคิดที่ต้องการฝากไว้ โดย กสศ. พยายามทบทวนทั้งบทเรียนจากอดีตและความเป็นไปได้ในอนาคต พร้อมเสนอให้สังคมไทยร่วมกันถกเถียงและพิจารณาประเด็นเหล่านี้ เพื่อเรียนรู้จากอดีต วางแผนสำหรับอนาคต และสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาต่อไป






