
กสศ. ผนึกทุนสิงคโปร์-เอเชีย ลุยโมเดลดึงเอกชน 'แก้ปัญหาทุนมนุษย์' ในไทย
กสศ. จับมือสิงคโปร์และเครือข่ายนักลงทุนเอเชีย เปิดตัวโมเดล Pay for Success นวัตกรรมการเงินระดับโลก ดึงภาคเอกชนลงทุนแก้ปัญหาทุนมนุษย์-ลดเหลื่อมล้ำการศึกษาในไทย ชูการลงทุนในมนุษย์ให้ผลตอบแทนสูงร้อยละ 9 เทียบเท่าโครงการพื้นฐานระดับประเทศ
KEY
POINTS
- กสศ. นำโมเดลการเงินเพื่อสังคม "Pay for Success" มาใช้ โดยให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนในโครงการแก้ปัญหาทางสังคมล่วงหน้า และภาครัฐจะจ่ายเงินคืนก็ต่อเมื่อโครงการบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนด
- มีเป้าหมายเพื่อระดมทุนจากทุกภาคส่วนมาช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและวิกฤตทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ
- ร่วมมือกับภาคีจากสิงคโปร์เพื่อสร้างระบบนิเวศการลงทุน เช่น แพลตฟอร์ม "Outcomes Marketplace" เพื่อเชื่อมโยงนักลงทุนกับโครงการที่พิสูจน์ผลลัพธ์แล้วอย่างโปร่งใส
กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ประกาศก้าวสำคัญในการปฏิรูปกลไกการจัดสรรทรัพยากรของประเทศ โดยการลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับภาคีนักลงทุนระดับสากล เพื่อขยายนวัตกรรมการเงินเพื่อสังคมในรูปแบบ "Pay for Success" หรือ การจัดหาเงินทุนตามผลลัพธ์ (Outcome-Based Financing) มุ่งเป้าลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและยกระดับทุนมนุษย์ของไทยท่ามกลางวิกฤตสังคมสูงวัย
วิกฤตทุนมนุษย์: โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทย
ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ. เปิดเผยว่า ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไม่ใช่เพียงปัญหาสังคม แต่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง งานวิจัยระบุว่าหากเด็กนักเรียนชั้น ม.3 ทุกคนเข้าสู่ระบบการศึกษาระดับสูง จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ถึง 409 ล้านบาทต่อปี
โดยการลงทุนในเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ให้ผลตอบแทนทางการเงิน (IRR) สูงถึง ร้อยละ 9 ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่อย่างรถไฟความเร็วสูง และมีผลตอบแทนทางสังคมสูงถึง 9 เท่าของเงินลงทุน
ผ่าโมเดล "Pay for Success" จ่ายเมื่อสำเร็จ
ดร.ไกรยส กล่าวว่า กลไกนี้จะเปลี่ยนวิธีคิดจากการจ่ายเงินตามกิจกรรม (Activity-based) เป็นการจ่ายเงินตามผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง (Result-based) โดยมีหลักการคือให้นักลงทุนภาคเอกชนออกเงินทุนล่วงหน้าให้โครงการทางสังคมดำเนินการก่อน และรัฐจะจ่ายเงินคืนพร้อมผลตอบแทนก็ต่อเมื่อโครงการบรรลุเป้าหมายตามที่ผู้ประเมินอิสระยืนยันแล้วเท่านั้น ซึ่งโมเดลนี้ถูกนำไปใช้แล้วในกว่า 40 ประเทศทั่วโลก มีมูลค่าผลลัพธ์ทางสังคมรวมกว่า 1.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
ถอดบทเรียนความสำเร็จโครงการนำร่อง ICAP
กสศ. ได้พิสูจน์ความสำเร็จผ่านโครงการพัฒนาศักยภาพเด็กปฐมวัย (ICAP) ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 129 แห่ง ทั่วประเทศ ซึ่งพบผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมเกินเป้าหมาย
- ทักษะสมองส่วนหน้า (EF): เด็กที่มีปัญหาลดลงจากร้อยละ 28 เหลือเพียงร้อยละ 3.9 (ดีกว่าเป้าหมาย 3.5 เท่า)
- พัฒนาการต่ำกว่าเกณฑ์ (DSPM): ลดลงจากร้อยละ 31 เหลือร้อยละ 9 (ดีกว่าเป้าหมาย 2 เท่า)
ซึ่งทักษะ EF นี้ถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับรายได้ในวัยผู้ใหญ่และการพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ผนึก "สิงคโปร์" สร้าง Marketplace ระดับภูมิภาค
ความร่วมมือครั้งนี้ กสศ. ได้ลงนามความร่วมมือ (MOU) รับการสนับสนุนจาก Tri-Sector Associates (TSA) จากประเทศสิงคโปร์ และเครือข่ายผู้ลงทุนเพื่อสังคมในเอเชีย (AVPN) เพื่อสร้างระบบนิเวศการลงทุนเพื่อสังคม 3 ด้านหลัก ได้แก่
- Outcomes Marketplace: แพลตฟอร์มกลางที่เชื่อมโยงนักลงทุนกับโครงการที่ผ่านการพิสูจน์ผลแล้ว ช่วยลดอุปสรรคการเข้าถึงการลงทุน
- ระบบมาตรฐานการวัดผล: สร้างเกณฑ์ที่เป็นกลางและน่าเชื่อถือเพื่อให้เปรียบเทียบผลลัพธ์ข้ามโครงการได้
- การเสริมสร้างศักยภาพ: ยกระดับองค์กรภาคสังคมไทยให้มีความพร้อมในการบริหารโครงการระดับสากล
นายเด็กซ์ เฉิน รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TSA สิงคโปร์ ระบุว่าเทรนด์โลกกำลังเปลี่ยนผลกระทบทางสังคมให้เป็น "สินทรัพย์ที่ซื้อขายได้" (Tradable Asset Class) โดยในระบบ Marketplace นี้ จะมีการนำเทคโนโลยี AI และ Blockchain มาใช้เพื่อความโปร่งใส ป้องกันการเบิกจ่ายซ้ำซ้อน และใช้ระบบดิจิทัลยืนยันตัวตนผู้ได้รับประโยชน์
นอกจากนี้ยังมีการสร้างหน่วยลงทุนย่อย (Micro-investments) ราคาเพียง 2,000 - 7,500 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดกลางและบุคคลทั่วไปร่วมเป็น "ผู้ซื้อผลลัพธ์" ได้
คลังรับลูก ปรับบทบาทรัฐสู่ "ผู้จัดการความร่วมมือ"
นายสุวิชญ โรจนวานิช เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ย้ำว่าในภาวะที่งบประมาณมีจำกัด รัฐต้องเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้จ่ายเงินอุดหนุน" มาเป็น "ผู้จัดการความร่วมมือ" (Facilitator) โดยยกตัวอย่างโครงการ "ราชบุรี Zero Dropout" ที่ร่วมกับ บมจ.แสนสิริ ออกหุ้นกู้วงเงิน 100 ล้านบาทเพื่อป้องกันเด็กหลุดจากระบบการศึกษา เป็นต้นแบบความสำเร็จที่นำไปสู่โครงการระดับชาติอย่าง Thailand Zero Dropout ในปัจจุบัน
ปัจจุบันประเทศไทยมีเด็กและเยาวชนกลุ่มเสี่ยงหลุดจากระบบกว่า 1.3 ล้านคน และอยู่นอกระบบอีกกว่า 603,000 คน
การนำนวัตกรรม Pay for Success มาใช้จึงเป็นความหวังใหม่ในการระดมทรัพยากรจากทุกภาคส่วนเพื่อสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่ยั่งยืนและคืนศักดิ์ศรีให้กับคนไทยทุกคนอย่างแท้จริง







