thansettakij
thansettakij
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี

‘ปกรณ์’ ยันไทยออกมาตรการแก้แรงงานบังคับเต็มที่ แต่สหรัฐฯ ยังรีดภาษี 12.5%

24 ก.ค. 69 | 06:34 น.
อัปเดตล่าสุด :24 ก.ค. 69 | 08:43 น.

รองนายกฯ ‘ปกรณ์’ ยันไทยแก้แรงงานบังคับเต็มที่แล้ว หลังครม.ไฟเขียวมาตรการแก้ปัญหา รับทำทุกทางแต่สหรัฐฯ ยังรีดภาษี 12.5% พร้อมกระจายความเสี่ยงเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับคู่ค้ารายอื่น

KEY

POINTS

  • สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าไทยเพิ่ม 12.5% โดยให้เหตุผลว่าไทยยังไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิผล
  • นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ยืนยันว่ารัฐบาลได้ออกมาตรการแก้ไขปัญหาแรงงานบังคับอย่างเต็มที่และสอดคล้องกับมาตรฐานสากลแล้ว แต่ยังไม่เป็นที่พอใจของสหรัฐฯ
  • ครม. ได้อนุมัติตั้งคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานสินค้านำเข้าที่เสี่ยงใช้แรงงานบังคับ และไทยต้องเร่งเจรจาการค้าเสรีกับคู่ค้าอื่นเพื่อกระจายความเสี่ยง

จากกรณีสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ประกาศว่า ดำเนินการขั้นสุดท้ายตามมาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้า ค.ศ. 1974 ตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ด้วยการเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจาก 60 เขตเศรษฐกิจ จากกรณีที่ไม่ได้กำหนดและบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิผล โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในเขตเศรษฐกิจที่ถูกเก็บภาษีในอัตราสูงสุดที่ 12.5% ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2569

ล่าสุด นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามออกมาตรการต่าง ๆ มารองรับทุกข้อกังวลของสหรัฐฯ แล้ว โดยเฉพาะการกำหนดหลักเกณฑ์สินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยงการใช้แรงงานบังคับ ซึ่งก็ได้ผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว

“ที่ผ่านมา ครม.พยายามออกมาตรการรองรับแรงงานบังคับผ่านกระทรวงแรงงานแล้ว แต่ก็ยังไม่เป็นที่พอใจของทางการสหรัฐฯ แม้ว่าไทยเองจะมีมาตรการออกมารองรับ และเป็นการออกหลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่เป็นไปตามมาตรฐานสากลทั่วไป และเป็นไปตามมาตรฐานของกลุ่มโออีซีดีอย่างเต็มที่แล้ว แต่ก็ยังพูกเรียกเก็บภาษีจากสหรัฐฯ" นายปกรณ์ ระบุ

นายปกรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์โลกปัจจุบันเปลี่ยนไปจากเดิมมาก ทำให้การพยากรณ์ล่วงหน้าทำได้ลำบาก และส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออกของไทยที่ต้องเผชิญกับสภาวะที่ไม่ปกติเหมือนในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โดยสภาวะปัจจุบันมีการรวมกลุ่มของมหาอำนาจขนาดใหญ่ที่ทำให้กติกาพหุภาคีเริ่มเสื่อมคลายลง ทำให้หลายประเทศเลือกการเจรจาระดับกลุ่มประเทศเพื่อหาทางลดภาษีและอุปสรรคทางการค้าแทน ซึ่งประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนนี้

อย่างไรก็ตามมองว่า แนวโน้มการแบ่งขั้วอำนาจโลกในลักษณะกลุ่มประเทศใหญ่ทำให้ไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวผ่านการเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับคู่ค้ารายอื่นเพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เพียงแห่งเดียวที่มีความไม่แน่นอนสูงขึ้น 

ดังนั้นการที่ไทยต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจของสหรัฐฯ สะท้อนให้เห็นว่ามาตรฐานสากลอาจไม่ใช่ทางออกเดียวในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาททางการค้า แต่เป็นการสร้างอำนาจต่อรองผ่านความร่วมมือในระดับภูมิภาคและการสร้างความเข้มแข็งจากเศรษฐกิจภายในประเทศ
 

ก่อนหน้านี้ ที่ประชุมครม. เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมาได้มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ ในการกำหนดหลักเกณฑ์สินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยงการใช้แรงงานบังคับ เพื่อประโยชน์ในการกำหนดยุทธศาสตร์การเจรจาทางการค้า และแสดงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาแรงงานบังคับตลอดห่วงโซ่อุปทาน 

ทั้งนี้ ครม. จึงมีมติอนุมัติใน 2 ประเด็นสำคัญ คือ 1. รับทราบผลการไต่สวนประเทศไทย และ 2. เห็นชอบให้มีการจัดตั้ง คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานสินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยงจากการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธาน ซึ่งจะมีอำนาจหน้าที่สำคัญในการวางมาตรการและแนวทางแก้ไขปัญหาการนำเข้าสินค้าที่มีความเสี่ยงจากการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ ให้สอดคล้องกับหลักการขององค์การการค้าโลก (WTO) 

รวมทั้งมีหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์และมาตรฐานการตรวจสอบเอกสารรับรองสินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยง รวมถึงเสนอบัญชีรายชื่อเสี่ยง (Watchlist/Blacklist) หรือบัญชีรายชื่อสินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยงจากการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ (Risk List) ต่อ ครม. โดยเป็นมาตรการที่ยังไม่เคยปรากฏในประเทศไทย 

ทั้งนี้ การกำหนดหลักเกณฑ์ฯ จะก่อให้เกิดแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกับ 1. มาตรฐานสากลในการป้องกันและแก้ไขปัญหาแรงงานบังคับตลอดห่วงโซ่อุปทาน คือ หลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGP) มุ่งเน้นการปตรวจสอบและประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากแรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ตั้งแต่ต้นทางวัตถุดิบจนถึงผู้ส่งมอบ 

2. หลักการของอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 29 ว่าด้วยแรงงานบังคับ ค.ศ. 1930 (C29) พิธีสาร ค.ศ. 2014 ส่วนเสริมอนุสัญญา ฉบับที่ 29 (P29) และอนุสัญญา ฉบับที่ 105 ว่าด้วยการยกเลิกแรงงานบังคับ ค.ศ. 1957 (C105) ซึ่งประเทศไทยเป็นรัฐภาคีของสหประชาชาติ (UN) และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)