thansettakij
thansettakij
สหรัฐฯ ฟันภาษีสินค้าไทย 12.5% ส.อ.ท. เตือนตลาดส่งออกอันดับ 1 เสี่ยงสะดุด

สหรัฐฯ ฟันภาษีสินค้าไทย 12.5% ส.อ.ท. เตือนตลาดส่งออกอันดับ 1 เสี่ยงสะดุด

24 ก.ค. 69 | 05:08 น.
อัปเดตล่าสุด :24 ก.ค. 69 | 05:08 น.

สหรัฐฯ ขึ้นภาษีสินค้าไทย 12.5% ส.อ.ท. ส.อ.ท. ชี้อาหาร-ชิ้นส่วนรถ-สิ่งทอ เสี่ยงสุด หวั่นคำสั่งซื้อหด พร้อมเปิด 4 แผนรับมือ แนะผู้ประกอบการปรับเกมด่วน

KEY

POINTS

  • สหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรา 301 เก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมกับสินค้าไทยส่วนใหญ่ในอัตรา 12.5% โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2569
  • ส.อ.ท. แสดงความกังวลว่ามาตรการดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออก เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย
  • ส.อ.ท. จะเร่งหารือกับกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินผลกระทบและหาแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการ

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กำลังติดตามมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกาอย่างใกล้ชิด หลังสหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 จัดเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจาก 60 เขตเศรษฐกิจ กรณีไม่สามารถกำหนดและบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับประเทศไทย สินค้าส่วนใหญ่ที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ จะถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในอัตรา 12.5% จากอัตราภาษีปกติ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 แทนมาตรการภาษีชั่วคราวอัตรา 10% ภายใต้มาตรา 122 ซึ่งสิ้นสุดลงในวันเดียวกัน มาตรการดังกล่าวมีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมไทย เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของประเทศ 

โดยในช่วงเดือนมกราคม–พฤษภาคม 2569 ไทยส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ มูลค่าประมาณ 38,037 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 40.31% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 23.5% ของมูลค่าการส่งออกไทยทั้งหมด 

กระทบความสามารถแข่งขันผู้ประกอบการไทย

การเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีจึงอาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่ไทยพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ค่อนข้างมาก เช่น อาหารและอาหารแปรรูป ชิ้นส่วนรถยนต์ อัญมณีและเครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์ สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น

ทั้งนี้ การประเมินผลกระทบจำเป็นต้องพิจารณาเป็นรายพิกัดสินค้า เนื่องจากมาตรการดังกล่าวมีข้อยกเว้นสำหรับสินค้าบางประเภท รวมถึงสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรา 232 อยู่แล้ว 

เร่งหารือพาณิชย์-อุตฯที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้น ส.อ.ท. จะเร่งหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กลุ่มอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินขอบเขตสินค้าที่ได้รับผลกระทบ ภาระต้นทุนภาษี แนวโน้มคำสั่งซื้อ และผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานอย่างรอบด้าน เพื่อประกอบการพิจารณานำเสนอมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการให้ตรงความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรม

สหรัฐฯ ฟันภาษีสินค้าไทย 12.5% ส.อ.ท. เตือนตลาดส่งออกอันดับ 1 เสี่ยงสะดุด

 

ภาคอุตสาหกรรมไทยให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานและมาตรฐานสากลมาโดยตลอด โดยเฉพาะอุตสาหกรรมส่งออกที่ต้องผ่านการตรวจประเมินจากคู่ค้าระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ในระยะต่อไป ไทยควรใช้จุดแข็งดังกล่าวยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับ แหล่งกำเนิดสินค้า และข้อมูลวัตถุดิบตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและสนับสนุนการเจรจากับสหรัฐฯ ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์

เปิด 4 แผนรับมือ

ขณะที่การรับมือกับมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ ไม่ควรมองเฉพาะมาตรา 301 เป็นรายประเด็น แต่ต้องกำหนดเป็นยุทธศาสตร์การค้าระยะยาวของประเทศ และเตรียมความพร้อมใน 4 ด้านสำคัญ ประกอบด้วย 

  • การกระจายความเสี่ยงด้านตลาด (Market Diversification) เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป 
  • การยกระดับการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล โดยเฉพาะด้านแรงงาน สิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม และแหล่งกำเนิดสินค้า 
  • การเพิ่มมูลค่าสินค้าและการพัฒนานวัตกรรม เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันแม้เผชิญต้นทุนภาษีที่สูงขึ้น 
  • การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้มากขึ้น 

อย่างไรก็ดี ส.อ.ท. เชื่อว่าการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ หรือ ART ภายใต้การนำของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง จะมีส่วนสำคัญในการเจรจาไปสู่ข้อสรุปที่สมดุล เป็นธรรม เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้ ส.อ.ท. พร้อมทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานอย่างเต็มที่ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการต่อไป