
ส.อ.ท. ประเมินลดราคาน้ำมัน 2.56 บาท หนุน SMEs ฟื้นตัว ลดแรงกดดันต้นทุนเศรษฐกิจ
น้ำมันถูกลง หนุนเศรษฐกิจไทย ส.อ.ท.มองถึงเวลาลดภาระประชาชน-ผู้ประกอบการ แนะใช้จังหวะน้ำมันลด เร่งปฏิรูปพลังงาน เสริมเศรษฐกิจระยะยาว
KEY
POINTS
- ส.อ.ท. มองว่าการลดราคาน้ำมันดีเซล 2.56 บาทต่อลิตร เป็นมาตรการที่เหมาะสม ช่วยลดต้นทุนให้ภาคธุรกิจและลดแรงกดดันทางเศรษฐกิจ
- มาตรการนี้มีความสำคัญต่อผู้ประกอบการ SMEs อย่างมาก เนื่องจากช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งและโลจิสติกส์โดยตรง ทำให้ธุรกิจฟื้นตัวได้ดีขึ้น
- การลดราคาน้ำมันยังช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน เสริมกำลังซื้อ และสร้างความเชื่อมั่นต่อการบริหารเศรษฐกิจของภาครัฐ
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงกรณีที่กระทรวงพลังงาน คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เร่งดำเนินมาตรการปรับลดราคาขายปลีกน้ำมัน โดยกลุ่มดีเซลลดลง 2.56 บาทต่อลิตร และกลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ลดลง 2.51 บาทต่อลิตร ว่า
เป็นมาตรการที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และลดต้นทุนให้ภาคธุรกิจในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังอยู่ระหว่างการฟื้นตัว
ลดราคาน้ำมันสนองสถานการณ์เหมาะสม
การปรับลดราคาน้ำมันดังกล่าวเป็นการดำเนินนโยบายที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม เพราะราคาพลังงานในประเทศควรสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
และส่งผ่านประโยชน์จากราคาน้ำมันโลกที่ปรับลดลงไปยังประชาชนและผู้ประกอบการอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์พลังงานโลกเริ่มคลี่คลายจากความตึงเครียดก่อนหน้า
ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวมีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างมาก เพราะน้ำมันเป็นต้นทุนที่เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจทั้งห่วงโซ่ ไม่ว่าจะเป็นค่าขนส่ง โลจิสติกส์ การกระจายสินค้า ต้นทุนวัตถุดิบ สินค้าเกษตร อาหาร และต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดในการแบกรับต้นทุน
เมื่อราคาน้ำมันลดลง จะช่วยให้ผู้ประกอบการมีพื้นที่ในการบริหารต้นทุนมากขึ้น ลดแรงกดดันต่อราคาสินค้า และช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการหายใจได้คล่องขึ้น
นอกจากนี้ การลดราคาน้ำมันยังช่วยเสริมกำลังซื้อของประชาชน ลดภาระค่าเดินทาง และสร้างความเชื่อมั่นต่อการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ เพราะสะท้อนว่าภาครัฐให้ความสำคัญกับการดูแลต้นทุนที่กระทบต่อชีวิตประจำวันและการดำเนินธุรกิจจริง
บริหารราคาน้ำมันคู่เสถียรภาพกองทุนฯ
อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. เห็นว่าการบริหารราคาพลังงานควรดำเนินควบคู่กับการดูแลเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างสมดุล เพื่อให้มาตรการระยะสั้นไม่สร้างภาระในระยะยาว
รวมถึงใช้จังหวะนี้เร่งวางรากฐานด้านพลังงานของประเทศ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และการส่งเสริมพลังงานสะอาด เพื่อรองรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต







