thansettakij
thansettakij
เปิดโรดแมป 10 ปี "ท่าอวกาศยานไทย" ดัน PPP ปักหมุดฮับเศรษฐกิจอวกาศอาเซียน

เปิดโรดแมป 10 ปี "ท่าอวกาศยานไทย" ดัน PPP ปักหมุดฮับเศรษฐกิจอวกาศอาเซียน

22 ก.ค. 69 | 04:01 น.
อัปเดตล่าสุด :22 ก.ค. 69 | 04:02 น.

กระทรวง อว. กางโรดแมป 10 ปี ลุย "ท่าอวกาศยานไทยเพื่อสันติ" 3 ระยะ ผลักดันกฎหมายอวกาศ ก่อสร้าง Spaceport จนเปิดบริการ ใช้PPP ดึงเอกชนร่วมลงทุน ตั้งเป้าไทยศูนย์กลางเศรษฐกิจอวกาศอาเซียน

KEY

POINTS

  • กระทรวง อว. เปิดแผนพัฒนา "ท่าอวกาศยานไทย" ภายใต้โรดแมป 10 ปี แบ่งเป็น 3 ระยะ โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจอวกาศของอาเซียน
  • โครงการจะใช้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) เพื่อลดภาระงบประมาณของรัฐ และดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ
  • การพัฒนาไม่ได้จำกัดแค่ฐานปล่อยจรวด แต่มุ่งสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมอวกาศครบวงจร โดยชูข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดแผนขับเคลื่อน "ท่าอวกาศยานไทยเพื่อสันติ" (Commercial Spaceport for Peaceful Purposes) วางโรดแมประยะ 10 ปี เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศของประเทศ ตั้งแต่การผลักดันกฎหมายกิจการอวกาศ การคัดเลือกพื้นที่และก่อสร้างท่าอวกาศยาน ไปจนถึงการเปิดให้บริการปล่อยจรวดและดาวเทียมเชิงพาณิชย์

โดยมีเป้าหมายยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจอวกาศของอาเซียน และรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมอวกาศโลกในอนาคต

ศาสตราจารย์ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เปิดเผยว่า โครงการจะใช้รูปแบบ Public-Private Partnership (PPP) หรือการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อลดภาระงบประมาณของรัฐ พร้อมเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศเข้ามาร่วมลงทุนและบริหารโครงการ ซึ่งจะช่วยเร่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศ และสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมแห่งอนาคตให้เกิดขึ้นในประเทศไทย

ผ่าโรดแมป 3 ระยะ สู่ Spaceport แห่งแรกของไทย

เปิดโรดแมป 10 ปี "ท่าอวกาศยานไทย" ดัน PPP ปักหมุดฮับเศรษฐกิจอวกาศอาเซียน

กระทรวง อว.กำหนดโรดแมปการพัฒนาออกเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย

  • ระยะที่ 1 (ปีที่ 1-2) เร่งศึกษาความพร้อมในทุกด้าน พร้อมผลักดัน พระราชบัญญัติกิจการอวกาศ เพื่อกำหนดกรอบกฎหมาย มาตรฐานความปลอดภัย และกลไกกำกับดูแล รองรับการดำเนินกิจการอวกาศของประเทศไทยในอนาคต
  • ระยะที่ 2 (ปีที่ 3-5) คัดเลือกพื้นที่ที่มีความเหมาะสม เปิดประมูลโครงการ เริ่มก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานหลัก และทดสอบเที่ยวบินแบบ Sub-orbital Flight เพื่อทดสอบระบบการนำส่ง เทคโนโลยี และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน
  • ระยะที่ 3 (ปีที่ 5-10) เปิดให้บริการปล่อยจรวดและดาวเทียมเข้าสู่วงโคจร (Orbital Flight) เชิงพาณิชย์ พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจอวกาศของอาเซียน รองรับทั้งการปล่อยดาวเทียม การวิจัย และธุรกิจอวกาศในภูมิภาค

ทำไมไทยต้องเร่งสร้าง Spaceport

การผลักดันท่าอวกาศยานเกิดขึ้นในช่วงที่อุตสาหกรรมอวกาศโลกกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว จากความต้องการปล่อยดาวเทียมขนาดเล็ก การสื่อสารผ่านดาวเทียม การสำรวจโลก และบริการข้อมูลอวกาศ ทำให้หลายประเทศเร่งลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศ เพื่อดึงดูดผู้ประกอบการและสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

สำหรับประเทศไทย มีข้อได้เปรียบจากการตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร มีแนวชายฝั่งทะเลยาว และมีพื้นที่อ่าวไทยที่สามารถใช้เป็นเขตตกของชิ้นส่วนจรวด (Drop Zone) ได้อย่างปลอดภัย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปล่อยจรวด ลดการใช้เชื้อเพลิง และรองรับการส่งดาวเทียมสู่วงโคจรแบบลาดเอียงต่ำ (Low-inclination Orbit) ซึ่งเป็นตลาดที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ผลศึกษา GISTDA-KPMG หนุนเดินหน้าโครงการ

โรดแมปดังกล่าวอ้างอิงผลการศึกษาความเป็นไปได้ที่จัดทำโดย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ร่วมกับ บริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย ที่ปรึกษาธุรกิจ จำกัด (KPMG) ซึ่งศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการอย่างรอบด้าน ทั้งด้านวิศวกรรม เศรษฐศาสตร์ การเงิน รูปแบบธุรกิจ กฎหมาย สิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อสังคม รวมถึงแนวโน้มตลาดอุตสาหกรรมอวกาศโลก เพื่อประเมินศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนา Spaceport

ผลการศึกษาพบว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการเริ่มต้นพัฒนา Sub-orbital Spaceport ก่อนต่อยอดสู่การให้บริการปล่อยจรวดเข้าสู่วงโคจรในอนาคต โดยการประเมินด้านเศรษฐศาสตร์ระบุว่า โครงการมี มูลค่าปัจจุบันสุทธิทางเศรษฐกิจ (Economic Net Present Value : Economic NPV) เป็นบวก และมี ผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return on Investment : SROI) อยู่ที่ 1.79 เท่า สะท้อนว่า การลงทุนในโครงการสามารถสร้างประโยชน์กลับคืนสู่เศรษฐกิจและสังคมผ่านการสร้างงาน การพัฒนาบุคลากร การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไทย

รายงานยังระบุว่า แนวคิดการพัฒนา Spaceport ไม่ได้หมายถึงเพียงฐานปล่อยจรวด แต่เป็นการสร้าง ระบบนิเวศอุตสาหกรรมอวกาศ (Space Ecosystem) ที่ประกอบด้วยอาคารประกอบและทดสอบดาวเทียม ศูนย์บูรณาการดาวเทียม ระบบจัดเก็บเชื้อเพลิง อาคารควบคุมภารกิจ สถานีภาคพื้นดิน ศูนย์วิจัยและทดสอบ รวมถึงเขตอุตสาหกรรมอวกาศ เพื่อรองรับผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม และสร้างรายได้จากกิจกรรมต่อเนื่อง เช่น การผลิตดาวเทียม การวิจัยและพัฒนา การทดสอบเทคโนโลยี และบริการข้อมูลจากอวกาศ

นอกจากนี้ คณะผู้ศึกษายังได้สำรวจพื้นที่ที่มีศักยภาพทั่วประเทศ ก่อนคัดเลือกพื้นที่เข้าสู่การวิเคราะห์เชิงลึก 3 แห่ง ได้แก่ เกาะจาน-เกาะจวง จังหวัดชลบุรี ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา และพื้นที่แหลมสนอ่อน จังหวัดสงขลา ซึ่งมีศักยภาพแตกต่างกันทั้งด้านการปล่อยจรวด การเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต

GISTDA เดินหน้าปูโครงสร้างพื้นฐานรองรับ

ควบคู่กับการผลักดัน Spaceport นั้น GISTDA ได้เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเพื่อรองรับอุตสาหกรรมอวกาศของประเทศ ทั้งศูนย์ประกอบและทดสอบดาวเทียมแห่งชาติ (NAIT) ระบบบริหารจัดการจราจรอวกาศ (STM) และการพัฒนาบุคลากรด้านวิศวกรรมอวกาศ รวมถึงการผลักดันให้เกิดการปลดล็อกข้อจำกัดด้านกฎหมาย เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัยและสตาร์ทอัพไทยสามารถพัฒนาและทดสอบจรวดวิจัยบนแผ่นดินไทย อันจะเป็นก้าวสำคัญสู่การสร้างอุตสาหกรรมอวกาศของประเทศอย่างครบวงจร