thansettakij
thansettakij
ไทยเร่งศึกษาสร้างท่าอวกาศยาน ดันโมเดล PPP ปั้นฮับ New Space

ไทยเร่งศึกษาสร้างท่าอวกาศยาน ดันโมเดล PPP ปั้นฮับ New Space

13 ก.ค. 69 | 04:48 น.
อัปเดตล่าสุด :13 ก.ค. 69 | 04:58 น.

เปิดแผนพัฒนาท่าอวกาศยานไทย ใช้โมเดลรัฐร่วมเอกชน (PPP) ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอวกาศยุคใหม่ ชูจุดแข็งทำเลใกล้เส้นศูนย์สูตร ลดต้นทุน ดึงการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง ต่อยอดอุตสาหกรรมดาวเทียม AI

KEY

POINTS

  • รัฐบาลไทยเร่งศึกษาและผลักดันแผนการสร้างท่าอวกาศยาน เพื่อยกระดับประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอวกาศยุคใหม่ (New Space Hub)
  • ชูจุดเด่นด้านภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ช่วยลดต้นทุนการปล่อยจรวด และจะใช้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) เพื่อดึงดูดการลงทุน
  • เป้าหมายหลักคือการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมอวกาศครบวงจร ตั้งแต่การผลิตชิ้นส่วน การประกอบและทดสอบดาวเทียม เพื่อสร้างงานทักษะสูงและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ

แม้อุตสาหกรรมอวกาศจะเคยถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับประเทศไทย แต่ท่ามกลางการเติบโตของเศรษฐกิจอวกาศยุคใหม่ (New Space Economy) หลายประเทศกำลังเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมดังกล่าว ส่งผลให้ "ท่าอวกาศยาน" (Spaceport) กลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ที่หลายประเทศต้องการครอบครอง

ล่าสุด ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยต่อที่ประชุมวุฒิสภาถึงแนวทางผลักดันแผนปฏิบัติการพัฒนาท่าอวกาศยานของประเทศไทย โดยมองว่าโครงการดังกล่าวจะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับประเทศเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าอุตสาหกรรมอวกาศโลก และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศในระยะยาว

รัฐมนตรี อว. ระบุว่า เป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนบทบาทของประเทศไทยจาก "ผู้ซื้อ" เทคโนโลยี ไปสู่ "ผู้สร้าง" เทคโนโลยี โดยใช้ศักยภาพของประเทศเป็นฐานสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

New Space เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจโลก

ไทยเร่งศึกษาสร้างท่าอวกาศยาน ดันโมเดล PPP ปั้นฮับ New Space

ปัจจุบันอุตสาหกรรมอวกาศไม่ได้ถูกขับเคลื่อนโดยหน่วยงานรัฐบาลเพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีต แต่ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้นผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีการปล่อยจรวดและดาวเทียมเชิงพาณิชย์ ทำให้ต้นทุนการเข้าถึงอวกาศลดลงอย่างต่อเนื่อง

การขยายตัวของกลุ่มดาวเทียมวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit : LEO) เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ต การสื่อสาร การนำทาง การสำรวจโลก และการบริหารจัดการโลจิสติกส์ ส่งผลให้ความต้องการฐานปล่อยจรวดเพิ่มขึ้นทั่วโลก ขณะเดียวกันหลายประเทศกำลังแข่งขันดึงดูดผู้ประกอบการด้านอวกาศให้เข้ามาลงทุนในประเทศของตน

สำหรับประเทศไทย แม้จะมีการพัฒนาดาวเทียมของตนเอง แต่ยังต้องพึ่งพาการส่งดาวเทียมจากฐานปล่อยในต่างประเทศ รวมถึงต้องซื้อบริการด้านข้อมูลและเทคโนโลยีอวกาศจากต่างชาติเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เม็ดเงินจำนวนไม่น้อยไหลออกนอกประเทศในแต่ละปี

รัฐบาลจึงมองว่าการมีท่าอวกาศยานของประเทศจะช่วยลดข้อจำกัดดังกล่าว และเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างอุตสาหกรรมอวกาศครบวงจรภายในประเทศ

จุดแข็งภูมิศาสตร์ แต้มต่อที่ไทยมีเหนือหลายประเทศ

หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลผลักดันโครงการนี้คือข้อได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ของประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากเส้นศูนย์สูตร และมีพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่เหมาะสมต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศ

ในทางวิศวกรรมอวกาศ การปล่อยจรวดจากพื้นที่ใกล้เส้นศูนย์สูตรจะได้รับแรงเหวี่ยงจากการหมุนของโลกมากกว่าพื้นที่ละติจูดสูง ส่งผลให้ใช้เชื้อเพลิงน้อยลง ลดต้นทุนการปล่อยจรวดได้สูงสุดประมาณ 20% และสามารถบรรทุกน้ำหนักของดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรได้มากขึ้นในแต่ละภารกิจ

ขณะเดียวกัน ความต้องการใช้วงโคจรใกล้เส้นศูนย์สูตรกำลังเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะดาวเทียมสำรวจโลก ระบบเรดาร์แบบ SAR และดาวเทียมสื่อสารวงโคจรต่ำที่ต้องการลดระยะเวลาการกลับมาสำรวจพื้นที่เดิม (Revisit Time) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและลดจำนวนดาวเทียมที่ต้องใช้งาน

รัฐบาลประเมินว่า หากประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จากจุดแข็งดังกล่าวได้ จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และดึงดูดผู้ประกอบการด้านอวกาศจากต่างประเทศให้เข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานดำเนินงานในภูมิภาค

ชูโมเดล PPP ลดภาระรัฐ ดึงเอกชนร่วมลงทุน

ไทยเร่งศึกษาสร้างท่าอวกาศยาน ดันโมเดล PPP ปั้นฮับ New Space

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของแผนพัฒนาท่าอวกาศยาน คือการใช้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership : PPP)

ภายใต้แนวทางดังกล่าว ภาครัฐจะทำหน้าที่สนับสนุนด้านกฎหมาย การกำหนดพื้นที่ การวางโครงสร้างพื้นฐาน และการอำนวยความสะดวก ขณะที่ภาคเอกชนจะเข้ามารับบทลงทุนด้านเทคโนโลยี การก่อสร้าง และการบริหารจัดการ

แนวทางนี้จะช่วยลดภาระงบประมาณของภาครัฐ เปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากผู้ประกอบการระดับโลก เพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินโครงการ และสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังช่วยสร้างการจ้างงานในหลายระดับ ตั้งแต่ภาคก่อสร้าง วิศวกรรม การผลิตชิ้นส่วนอวกาศ การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมอวกาศ

เป้าหมายไม่ใช่แค่ฐานปล่อยจรวด แต่คือระบบนิเวศอุตสาหกรรมใหม่

รัฐบาลระบุว่า เป้าหมายของโครงการไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสร้างฐานปล่อยจรวด แต่ต้องการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมอวกาศทั้งห่วงโซ่

หากประเทศไทยมีท่าอวกาศยาน จะเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดโรงงานประกอบและทดสอบดาวเทียม โรงงานผลิตจรวดและชิ้นส่วน อุตสาหกรรมวัสดุศาสตร์ขั้นสูง ศูนย์พัฒนาซอฟต์แวร์ด้านอวกาศ ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีควอนตัม รวมถึงบริการด้านการจัดการจราจรทางอวกาศให้เข้ามาลงทุนในประเทศ

การลงทุนดังกล่าวจะช่วยยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยจากฐานการผลิตแบบดั้งเดิม ไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อน พร้อมสร้างตำแหน่งงานทักษะสูงให้กับวิศวกร นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และบุคลากรรุ่นใหม่ ลดการสูญเสียบุคลากรคุณภาพไปทำงานในต่างประเทศ

GISTDA รับบทแกนหลักผลักดันยุทธศาสตร์อวกาศ

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA จะเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดังกล่าว ทั้งการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศ ผลักดันกฎหมายกิจการอวกาศ และสร้างความร่วมมือกับองค์กรอวกาศระดับนานาชาติ

อีกภารกิจสำคัญคือการผลักดันร่างพระราชบัญญัติกิจการอวกาศ เพื่อกำหนดมาตรฐานด้านความปลอดภัย การกำกับดูแลกิจกรรมอวกาศ และระบบบริหารจัดการการจราจรทางอวกาศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

พร้อมกันนี้ GISTDA ยังเดินหน้าสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศและโครงการด้านอวกาศระดับโลก เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัยและผู้ประกอบการไทยเข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่

ที่ผ่านมา หน่วยงานได้พัฒนาดาวเทียม THEOS-2A และอยู่ระหว่างดำเนินโครงการ THEOS-3 ซึ่งเป็นดาวเทียมสำรวจโลกที่ออกแบบและพัฒนาโดยทีมวิศวกรไทย ภายใต้การมีส่วนร่วมของภาคเอกชนไทยในการผลิตชิ้นส่วน ประกอบ และทดสอบผ่านศูนย์ประกอบและทดสอบดาวเทียมแห่งชาติ (NAIT) จังหวัดชลบุรี ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมอวกาศของประเทศ

ยืนยันใช้เพื่อสันติภาพ สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

แม้อุตสาหกรรมอวกาศจะมีความเชื่อมโยงกับประเด็นด้านความมั่นคง แต่รัฐบาลยืนยันว่า แนวทางการพัฒนาท่าอวกาศยานของไทยจะมุ่งเน้นการให้บริการเชิงพาณิชย์เพื่อวัตถุประสงค์ด้านสันติ (Commercial Spaceport for Peaceful Purposes) เท่านั้น

ภาครัฐจะกำหนดระบบตรวจสอบและกำกับดูแลการนำส่งน้ำหนักบรรทุกอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการนำไปใช้ในกิจกรรมทางทหารหรือการขนส่งอาวุธ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้ประกอบการจากทั่วโลก

ในมุมเศรษฐกิจ รัฐบาลประเมินว่าการมีท่าอวกาศยานจะเป็นมากกว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศ แต่จะกลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่ช่วยดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) สร้างอุตสาหกรรมมูลค่าสูง และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว ท่ามกลางการแข่งขันของอุตสาหกรรม New Space ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วโลก