
ไทยเร่งศึกษาสร้างท่าอวกาศยาน ดันโมเดล PPP ปั้นฮับ New Space
เปิดแผนพัฒนาท่าอวกาศยานไทย ใช้โมเดลรัฐร่วมเอกชน (PPP) ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอวกาศยุคใหม่ ชูจุดแข็งทำเลใกล้เส้นศูนย์สูตร ลดต้นทุน ดึงการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง ต่อยอดอุตสาหกรรมดาวเทียม AI
KEY
POINTS
- รัฐบาลไทยเร่งศึกษาและผลักดันแผนการสร้างท่าอวกาศยาน เพื่อยกระดับประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอวกาศยุคใหม่ (New Space Hub)
- ชูจุดเด่นด้านภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ช่วยลดต้นทุนการปล่อยจรวด และจะใช้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) เพื่อดึงดูดการลงทุน
- เป้าหมายหลักคือการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมอวกาศครบวงจร ตั้งแต่การผลิตชิ้นส่วน การประกอบและทดสอบดาวเทียม เพื่อสร้างงานทักษะสูงและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ
แม้อุตสาหกรรมอวกาศจะเคยถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับประเทศไทย แต่ท่ามกลางการเติบโตของเศรษฐกิจอวกาศยุคใหม่ (New Space Economy) หลายประเทศกำลังเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมดังกล่าว ส่งผลให้ "ท่าอวกาศยาน" (Spaceport) กลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ที่หลายประเทศต้องการครอบครอง
ล่าสุด ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยต่อที่ประชุมวุฒิสภาถึงแนวทางผลักดันแผนปฏิบัติการพัฒนาท่าอวกาศยานของประเทศไทย โดยมองว่าโครงการดังกล่าวจะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับประเทศเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าอุตสาหกรรมอวกาศโลก และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศในระยะยาว
รัฐมนตรี อว. ระบุว่า เป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนบทบาทของประเทศไทยจาก "ผู้ซื้อ" เทคโนโลยี ไปสู่ "ผู้สร้าง" เทคโนโลยี โดยใช้ศักยภาพของประเทศเป็นฐานสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
New Space เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจโลก
ปัจจุบันอุตสาหกรรมอวกาศไม่ได้ถูกขับเคลื่อนโดยหน่วยงานรัฐบาลเพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีต แต่ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้นผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีการปล่อยจรวดและดาวเทียมเชิงพาณิชย์ ทำให้ต้นทุนการเข้าถึงอวกาศลดลงอย่างต่อเนื่อง
การขยายตัวของกลุ่มดาวเทียมวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit : LEO) เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ต การสื่อสาร การนำทาง การสำรวจโลก และการบริหารจัดการโลจิสติกส์ ส่งผลให้ความต้องการฐานปล่อยจรวดเพิ่มขึ้นทั่วโลก ขณะเดียวกันหลายประเทศกำลังแข่งขันดึงดูดผู้ประกอบการด้านอวกาศให้เข้ามาลงทุนในประเทศของตน
สำหรับประเทศไทย แม้จะมีการพัฒนาดาวเทียมของตนเอง แต่ยังต้องพึ่งพาการส่งดาวเทียมจากฐานปล่อยในต่างประเทศ รวมถึงต้องซื้อบริการด้านข้อมูลและเทคโนโลยีอวกาศจากต่างชาติเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เม็ดเงินจำนวนไม่น้อยไหลออกนอกประเทศในแต่ละปี
รัฐบาลจึงมองว่าการมีท่าอวกาศยานของประเทศจะช่วยลดข้อจำกัดดังกล่าว และเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างอุตสาหกรรมอวกาศครบวงจรภายในประเทศ
จุดแข็งภูมิศาสตร์ แต้มต่อที่ไทยมีเหนือหลายประเทศ
หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลผลักดันโครงการนี้คือข้อได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ของประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากเส้นศูนย์สูตร และมีพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่เหมาะสมต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศ
ในทางวิศวกรรมอวกาศ การปล่อยจรวดจากพื้นที่ใกล้เส้นศูนย์สูตรจะได้รับแรงเหวี่ยงจากการหมุนของโลกมากกว่าพื้นที่ละติจูดสูง ส่งผลให้ใช้เชื้อเพลิงน้อยลง ลดต้นทุนการปล่อยจรวดได้สูงสุดประมาณ 20% และสามารถบรรทุกน้ำหนักของดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรได้มากขึ้นในแต่ละภารกิจ
ขณะเดียวกัน ความต้องการใช้วงโคจรใกล้เส้นศูนย์สูตรกำลังเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะดาวเทียมสำรวจโลก ระบบเรดาร์แบบ SAR และดาวเทียมสื่อสารวงโคจรต่ำที่ต้องการลดระยะเวลาการกลับมาสำรวจพื้นที่เดิม (Revisit Time) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและลดจำนวนดาวเทียมที่ต้องใช้งาน
รัฐบาลประเมินว่า หากประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จากจุดแข็งดังกล่าวได้ จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และดึงดูดผู้ประกอบการด้านอวกาศจากต่างประเทศให้เข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานดำเนินงานในภูมิภาค
ชูโมเดล PPP ลดภาระรัฐ ดึงเอกชนร่วมลงทุน
อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของแผนพัฒนาท่าอวกาศยาน คือการใช้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership : PPP)
ภายใต้แนวทางดังกล่าว ภาครัฐจะทำหน้าที่สนับสนุนด้านกฎหมาย การกำหนดพื้นที่ การวางโครงสร้างพื้นฐาน และการอำนวยความสะดวก ขณะที่ภาคเอกชนจะเข้ามารับบทลงทุนด้านเทคโนโลยี การก่อสร้าง และการบริหารจัดการ
แนวทางนี้จะช่วยลดภาระงบประมาณของภาครัฐ เปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากผู้ประกอบการระดับโลก เพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินโครงการ และสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ
นอกจากนี้ ยังช่วยสร้างการจ้างงานในหลายระดับ ตั้งแต่ภาคก่อสร้าง วิศวกรรม การผลิตชิ้นส่วนอวกาศ การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมอวกาศ
เป้าหมายไม่ใช่แค่ฐานปล่อยจรวด แต่คือระบบนิเวศอุตสาหกรรมใหม่
รัฐบาลระบุว่า เป้าหมายของโครงการไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสร้างฐานปล่อยจรวด แต่ต้องการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมอวกาศทั้งห่วงโซ่
หากประเทศไทยมีท่าอวกาศยาน จะเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดโรงงานประกอบและทดสอบดาวเทียม โรงงานผลิตจรวดและชิ้นส่วน อุตสาหกรรมวัสดุศาสตร์ขั้นสูง ศูนย์พัฒนาซอฟต์แวร์ด้านอวกาศ ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีควอนตัม รวมถึงบริการด้านการจัดการจราจรทางอวกาศให้เข้ามาลงทุนในประเทศ
การลงทุนดังกล่าวจะช่วยยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยจากฐานการผลิตแบบดั้งเดิม ไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อน พร้อมสร้างตำแหน่งงานทักษะสูงให้กับวิศวกร นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และบุคลากรรุ่นใหม่ ลดการสูญเสียบุคลากรคุณภาพไปทำงานในต่างประเทศ
GISTDA รับบทแกนหลักผลักดันยุทธศาสตร์อวกาศ
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA จะเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดังกล่าว ทั้งการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศ ผลักดันกฎหมายกิจการอวกาศ และสร้างความร่วมมือกับองค์กรอวกาศระดับนานาชาติ
อีกภารกิจสำคัญคือการผลักดันร่างพระราชบัญญัติกิจการอวกาศ เพื่อกำหนดมาตรฐานด้านความปลอดภัย การกำกับดูแลกิจกรรมอวกาศ และระบบบริหารจัดการการจราจรทางอวกาศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
พร้อมกันนี้ GISTDA ยังเดินหน้าสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศและโครงการด้านอวกาศระดับโลก เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัยและผู้ประกอบการไทยเข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่
ที่ผ่านมา หน่วยงานได้พัฒนาดาวเทียม THEOS-2A และอยู่ระหว่างดำเนินโครงการ THEOS-3 ซึ่งเป็นดาวเทียมสำรวจโลกที่ออกแบบและพัฒนาโดยทีมวิศวกรไทย ภายใต้การมีส่วนร่วมของภาคเอกชนไทยในการผลิตชิ้นส่วน ประกอบ และทดสอบผ่านศูนย์ประกอบและทดสอบดาวเทียมแห่งชาติ (NAIT) จังหวัดชลบุรี ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมอวกาศของประเทศ
ยืนยันใช้เพื่อสันติภาพ สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน
แม้อุตสาหกรรมอวกาศจะมีความเชื่อมโยงกับประเด็นด้านความมั่นคง แต่รัฐบาลยืนยันว่า แนวทางการพัฒนาท่าอวกาศยานของไทยจะมุ่งเน้นการให้บริการเชิงพาณิชย์เพื่อวัตถุประสงค์ด้านสันติ (Commercial Spaceport for Peaceful Purposes) เท่านั้น
ภาครัฐจะกำหนดระบบตรวจสอบและกำกับดูแลการนำส่งน้ำหนักบรรทุกอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการนำไปใช้ในกิจกรรมทางทหารหรือการขนส่งอาวุธ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้ประกอบการจากทั่วโลก
ในมุมเศรษฐกิจ รัฐบาลประเมินว่าการมีท่าอวกาศยานจะเป็นมากกว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศ แต่จะกลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่ช่วยดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) สร้างอุตสาหกรรมมูลค่าสูง และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว ท่ามกลางการแข่งขันของอุตสาหกรรม New Space ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วโลก







